“เวิลด์แบงก์” ชู Data-AI ปลดล็อกสินเชื่อ MSME อุดช่องว่างทุน-หนุนสร้างงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดเผยบนเวที IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในหัวข้อ WBG Flagship: MSME Finance: Leveraging Data for Jobs ว่า วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย หรือ MSMEs มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของบริษัททั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานราว 75% ของแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีคนรุ่นใหม่ประมาณ 1.2 พันล้านคนเข้าสู่วัยทำงานในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มสร้างงานได้เพียงประมาณ 420 ล้านตำแหน่ง สะท้อนความท้าทายในการสร้างงานให้เพียงพอกับแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบ
ธนาคารโลกจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยวางยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับธรรมาภิบาล และการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน
ในปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกจัดสรรเงินประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอีก 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการยกระดับธรรมาภิบาล รวมคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกมุ่งเน้น 5 สาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างงานสูง ได้แก่ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจเกษตร สาธารณสุขขั้นพื้นฐาน การท่องเที่ยว และภาคการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะการต่อยอดทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
นายอาเจย์ระบุว่า หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ MSMEs คือช่องว่างด้านเงินทุนในประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่ามากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากไม่มีหลักประกันอสังหาริมทรัพย์ และไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่เพียงพอต่อการขอสินเชื่อจากธนาคาร
ธนาคารโลกจึงผลักดันให้มีการนำข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลดิจิทัลมาใช้ในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น เช่น กระแสเงินสด ประวัติการชำระเงินดิจิทัล ใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงข้อมูลการชำระค่าสาธารณูปโภคและภาษี เพื่อใช้เป็นทางเลือกแทนหลักประกันแบบเดิม
นอกจากนี้ ยังวางยุทธศาสตร์สนับสนุน MSMEs ใน 4 ด้าน ได้แก่ การขยายการเข้าถึงระบบดิจิทัล การเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับบริการและตลาด การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และการเพิ่มช่องทางเข้าถึงเงินทุนผ่านฟินเทคและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
สำหรับการใช้ AI และฟินเทค ธนาคารโลกมองว่าจะช่วยให้การประเมินสินเชื่อและการอนุมัติสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น โดยบางกรณีอาจพิจารณาได้ภายใน 24 ชั่วโมง และไม่จำเป็นต้องใช้หลักประกันแบบเดิม
แนวทางดังกล่าวยังสามารถผสานจุดแข็งของธนาคารด้านสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือ เข้ากับจุดแข็งของฟินเทคด้านความรวดเร็วและการใช้ข้อมูลทางเลือก รวมถึงการส่งเสริมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เพื่อดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน
ด้านการระดมทุนจากภาคเอกชน นายอาเจย์ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารโลกสามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนได้ประมาณ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าจากเมื่อ 4 ปีก่อน ควบคู่กับเงินทุนจากงบดุลของธนาคารโลกอีกประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งระบบสินเชื่อแบบเดิมยังเข้าไม่ถึง ผ่านการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล การเสริมความแข็งแกร่งให้สถาบันการเงินท้องถิ่น และการใช้กลไกลดความเสี่ยงเพื่อจูงใจเงินทุนภาคเอกชน
ทั้งนี้ ธนาคารโลกมองว่า การปลดล็อกแหล่งเงินทุนให้ MSMEs จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจ เพิ่มการจ้างงาน และรองรับแรงงานรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคตได้มากขึ้น