CryptoShot: Bitcoin ทะลุกรอบ! แตะ 69,000 ดอลลาร์ นักลงทุนกลับมามองบวก : อินโฟเควสท์

เช้านี้ราคาคริปโท ทั้งบิทคอยน์และเหรียญอื่น ๆ เขียวยกแผง โดนเฉพาะบิทคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นถึง 6% อีเธอเรียม ขึ้น 16% ทำเอาสาวกคริปโทฯ ทั้งหลายหน้าชื่นตาบาน แถมยังมีข่าวดี เมื่องานระดับโลกอย่าง Binance Blockchain Week 2026 ประกาศจัดงานปีนี้ที่กรุงเทพอย่างเป็นทางการ เป็นโอกาสดีสำหรับคนไทยที่จะได้สัมผัสงานระดับโลกอย่างแท้จริง!!
*Bitcoin ทะลุกรอบ! แตะ 69,000 ดอลลาร์ นักลงทุนกลับมามองบวก
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Bitcoin ราคาแทบไม่ขยับไปไหน แกว่งอยู่แถว 62,000-64,000 ดอลลาร์มาตลอด แต่ล่าสุด…ราคาทะลุกรอบขึ้นมาแตะ 69,000 ดอลลาร์แล้ว!!
หลายฝ่ายเริ่มมองว่า ตลาดอาจผ่านช่วงที่นักลงทุนยอมแพ้ หรือที่เรียกว่า Capitulation ไปแล้ว ซึ่งในอดีตมักเป็นช่วงท้ายของตลาดขาลง ก่อนที่ราคาจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง แต่อะไรล่ะ ที่ทำให้ตลาดเริ่มกลับมามองบวก?
อย่างแรก ช่วงนี้เราเริ่มเห็น เงินลงทุนไหลกลับเข้า Spot Bitcoin ETF อีกครั้ง ซึ่งหมายความว่ามีนักลงทุนสถาบันเริ่มกลับเข้ามาซื้อ Bitcoin ผ่านกองทุนมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ตลาดจับตามอง
อีกปัจจัยหนึ่งคือ รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มดำเนินมาตรการซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเมื่อดอลลาร์อ่อน นักลงทุนบางส่วนก็มักจะหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือ Bitcoin
แถมตลาดก็ยังรอความชัดเจนของ ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่การพิจารณาในเดือนกันยายน ซึ่งหากผ่าน ก็อาจช่วยกำหนด กติกาการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ให้ชัดเจนขึ้น และอาจเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันได้
ส่วนในมุมของกราฟราคา สิ่งที่หลายคนจับตาคือ Bitcoin สามารถ ทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 65,000 ดอลลาร์ ขึ้นมาได้แล้ว ทำให้แนวโน้มระยะสั้นกลับมาดูดีขึ้น แต่ก็ยังมีแนวต้านถัดไปแถว 71,000-72,000 ดอลลาร์ ที่ต้องผ่านให้ได้
สรุปก็คือ รอบนี้ Bitcoin ไม่ได้ขึ้นเพราะข่าวเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งเงินทุนจาก ETF ที่เริ่มไหลกลับ, ดอลลาร์ที่อ่อนค่า, ความคาดหวังต่อกฎหมายคริปโทฯ ของสหรัฐฯ และสัญญาณทางเทคนิคที่เริ่มเป็นบวก
คำถามก็คือ… Bitcoin รอบนี้จะไปต่อจนทำจุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่? หรือจะติดแนวต้านแล้วพักฐานอีกครั้ง? คงต้องติดตามกันต่อไป
*Binance Blockchain Week 2026 กลับเอเชีย! ปักหมุดจัดใหญ่ที่กรุงเทพฯ
ถ้าพูดถึงงานใหญ่ของวงการคริปโทฯ ระดับโลก หลายคนน่าจะนึกถึง Binance Blockchain Week ใช่ไหม? ล่าสุด Binance ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ปี 2026 งานนี้จะกลับมาจัดที่เอเชียอีกครั้ง และเลือก กรุงเทพฯ ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 28–29 พฤศจิกายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
หลายคนอาจสงสัยว่า…ทำไมต้องเป็นประเทศไทย? Binance อธิบายว่า ตอนนี้ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มมีกรอบกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนมากขึ้น และเริ่มเห็นการนำกฎเกณฑ์มาใช้จริง ทั้งเรื่องการกำกับดูแล, การคุ้มครองผู้ใช้, และการเข้ามาของสถาบันการเงิน ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง
งานนี้ BINANCE TH by Gulf Binance จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรผู้สนับสนุนในประเทศไทย โดยตลอด 2 วัน จะมีทั้ง Developer, นักลงทุนสถาบัน, หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ประกอบการจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยธีมหลักของงานปีนี้ คือ “EVOLVE” ซึ่งสะท้อนว่า อุตสาหกรรมคริปโทฯ กำลังเดินจากช่วงของ “นวัตกรรม” ไปสู่ช่วงของ “การใช้งานจริง” โดยจะเน้นประเด็นอย่าง การผสานการเงินแบบดั้งเดิม หรือ TradFi เข้ากับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการคุ้มครองผู้ใช้ และมาตรฐานสำหรับนักลงทุนสถาบัน ภายในงานจะมีผู้บริหารระดับโลกของ Binance เข้าร่วมหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น Richard Teng, Yi He, Catherine Chen รวมถึงผู้บริหารจาก BINANCE TH และผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย
จริง ๆ สิ่งที่น่าสนใจของข่าวนี้ อาจไม่ใช่แค่งานสัมมนา แต่คือการที่ Binance เลือกประเทศไทยเป็นเวทีจัดงานใหญ่ระดับเอเชีย สะท้อนว่าตลาดคริปโทฯ ไทยกำลังได้รับความสนใจจากผู้เล่นระดับโลกมากขึ้น และน่าจะเป็นอีกโอกาสที่เราจะได้เห็นทั้งนักลงทุน สถาบัน และผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศ เดินทางมาพูดคุยกันที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายปีนี้
*SafePal ข้อมูลลูกค้ารั่วเกือบ 4 หมื่นราย! ระวังมิจฉาชีพหลอกเอา Seed Phrase
หลายคนอาจจะคิดว่า…ถ้าใช้ Hardware Wallet แล้ว ทุกอย่างน่าจะปลอดภัย แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะหลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Coldcard คราวนี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นกับ Hardware Wallet อย่าง SafePal เหมือนกัน
ด้าน SafePal ออกมายอมรับว่า ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ากว่า 39,000 ราย ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ข้อมูลที่รั่วครั้งนี้ ไม่ใช่ Private Key หรือ Seed Phrase แต่เป็นข้อมูลส่วนตัวอย่าง ชื่อ นามสกุล อีเมล เบอร์โทร ที่อยู่จัดส่ง และรายละเอียดการสั่งซื้อ ของลูกค้า ที่ซื้อสินค้าในช่วงเดือนมีนาคม 2025 ถึงเมษายน 2026 ซึ่งก็ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ากระเป๋าคริปโทฯ หรือเงินของลูกค้าถูกเจาะโดยตรง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ มิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้แอบอ้างเป็นพนักงานของ SafePal ได้
ตัวอย่างที่บริษัทเขาออกมาเตือนก็คือ…อาจมีคนติดต่อมาบอกว่า จะอัปเดตเฟิร์มแวร์, ส่งเครื่องใหม่ หรือคืนเงินให้ จากนั้นก็หลอกให้เรากรอก Seed Phrase หรือข้อมูลสำคัญของกระเป๋า ซึ่งถ้าหลงเชื่อ ก็อาจสูญเสียสินทรัพย์ได้ทันที
จริง ๆ แล้ว มีผู้ใช้งานบางรายออกมาโพสต์เตือนเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่ามีคนโทรมา พร้อมรู้ทั้งชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดการสั่งซื้อ แต่ตอนนั้น SafePal ยังไม่พบสาเหตุของปัญหา จนล่าสุด บริษัทก็ยืนยันว่าเกิดจากช่องโหว่ในระบบติดตามคำสั่งซื้อจริง และได้เริ่มแก้ไขระบบแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจาก Trezor และ Ledger ก็เพิ่งมีกรณีข้อมูลลูกค้ารั่วจากระบบของพาร์ทเนอร์เหมือนกัน จะเห็นว่า ต่อให้ Hardware Wallet ยังปลอดภัย แต่ข้อมูลส่วนตัวของผู้ซื้อก็ยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องระวัง เพราะสุดท้ายแล้ว มิจฉาชีพ เขาไม่ได้แฮกกระเป๋า…แต่พยายามหลอกให้เราเปิดประตูให้เอง ดังนั้น ไม่ว่าใครจะอ้างว่าเป็นทีมงานของบริษัทไหน ก็อย่าเปิดเผย Seed Phrase หรือ Private Key ให้ใครเด็ดขาด
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต