classicliterature.it.com

CREDIT มั่นใจ ROE ปีนี้ทะลุ 20% ลุยสินเชื่อโต 2 หลัก ดันพอร์ตแตะ 2 แสนลบ.


นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ธนาคารมีความมั่นใจว่าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในปี 2569 จะสามารถเติบโตทะลุระดับ 20% จากครึ่งปีแรกที่ทำได้แล้ว 16.1% สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่วางไว้ 16-20% โดยหากภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย ธนาคารยังมีเป้าหมายผลักดัน ROE ให้แตะระดับ 20% ในระยะยาว สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูง

สำหรับการเติบโตของสินเชื่อ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธนาคารสามารถสร้างสถิติการเติบโตของสินเชื่อสูงที่สุดในรอบหลายปี (Highest in record) โดยตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อรวมไว้ที่ 200,000 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ จากการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก (Double-digit growth) ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดว่าจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 7.5-8.0% ในช่วงครึ่งปีหลัง จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ควบคู่กับการขยับพอร์ตไปยังกลุ่มลูกค้าใน Segment ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2% และยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น หากธนาคารสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้มากขึ้น

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังสามารถรักษาระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไว้ที่ 4.3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม SME ไทยที่อยู่ราว 9% โดยในพอร์ต NPL ของธนาคารประมาณ 80% มีโครงการของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ขณะที่อีกประมาณ 20% มีหลักประกันเป็นสินทรัพย์รองรับ ทำให้หากสามารถดำเนินการตามขั้นตอนการบริหารจัดการได้ครบถ้วน มีโอกาสลดระดับ NPL ลงได้ประมาณครึ่งหนึ่งจากระดับปัจจุบัน นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถควบคุมต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ให้อยู่ในระดับต่ำและประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

นายรอยย์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของธนาคารคือการใช้โมเดลสินเชื่อแบบ Hybrid Model ซึ่งผสานการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังมากกว่า 10 ปีเข้ากับการทำงานของพนักงานที่ลงพื้นที่จริง เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของลูกค้ากลุ่ม Micro Segment ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักมีข้อมูลในระบบดิจิทัลไม่มากนัก โดยธนาคารมองว่ารูปแบบดังกล่าวเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับ Virtual Bank เนื่องจากธนาคารมีเครือข่ายสาขาประมาณ 500 แห่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้จริง และมีประสบการณ์การแข่งขันกับธุรกิจ Digital Lending มาเป็นเวลานาน จึงยังไม่กังวลต่อการแข่งขันจากผู้เล่นใหม่ในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน ธนาคารอยู่ระหว่างการเดินหน้า Digital Transformation 2.0 โดยพัฒนา Core Banking Platform ใหม่ที่เป็น Cloud-native 100% เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความแข็งแกร่งของโครงสร้างระบบมากกว่าการเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “Slow is fast” เพื่อสร้าง Productivity จาก Platform และควบคุมต้นทุนให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการขยายสินเชื่อ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นกลุ่ม Micro SME ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ อาทิ โครงการ “กล้าช่วย” ซึ่งเป็นสินเชื่อแบบ Asset-Based Lending เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีประวัติเครดิตได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต สามารถกลับมาเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยใช้หลักประกันเป็นเครื่องมือรองรับความเสี่ยง และกำหนดสัดส่วน LTV ประมาณ 50%

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับสินเชื่อเพื่อการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ทั้งสินเชื่อบุคคลสำหรับลูกค้าที่ต้องการรวมหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ รวมถึงผลิตภัณฑ์ “บ้านแลกเงิน” (Home for Cash) สำหรับลูกค้าที่มีบ้านปลอดภาระหรืออยู่ระหว่างการผ่อนชำระ สามารถนำบ้านมาเป็นหลักประกันเพื่อรวมหนี้ทั้งหมด โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับประมาณ 6-7% จากหนี้เดิมที่อาจมีต้นทุนสูงถึง 20% และสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงวางกลยุทธ์เป็น Growth Company โดยกำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับ 30% เพื่อเก็บรักษาเงินทุน (Capital) สำหรับนำไปใช้ขยายธุรกิจที่มีศักยภาพและสร้างผลกำไรสูง ขณะที่ยังคงมุ่งเน้นธุรกิจหลักด้านการปล่อยสินเชื่อเป็นสำคัญ ไม่เน้นการสร้างรายได้จากการลงทุนหรือค่าธรรมเนียมที่มีความผันผวน โดยเป้าหมายระยะยาวคือการพัฒนาไทยเครดิตสู่ผู้ให้บริการทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำ (Low Cost Business Provider) ใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ทั้งลูกค้าและผู้ถือหุ้น

Back to top button

Update: 2026-08-28
Tags: