CORSIA โอกาสใหม่ ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตไทย
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : ภวิกา กล้าหาญ/Krungthai COMPASS
CORSIA คือ กลไกคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ ภายใต้การกำกับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ซึ่งกำหนดให้สายการบินชดเชยการปล่อย CO2 จากเที่ยวบินระหว่างประเทศ ส่วนที่เกินระดับ Baseline ด้วยคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์ของ ICAO หรือ CORSIA Eligible Emissions Units (CEEUs) โดย CORSIA จะเข้าสู่ Second Phase ในช่วงปี 2027-2035 และยังคงใช้ Baseline ที่ 85% ของระดับการปล่อย CO2 ในปี 2019
ขณะที่การเข้าร่วมของประเทศเศรษฐกิจและตลาดการบินขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2027 เช่น จีน รัสเซีย บราซิล และอินเดีย จะทำให้ CORSIA ครอบคลุมตลาดการบินระหว่างประเทศมากขึ้น และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการ CEEUs ในตลาดโลก
สำหรับช่วงปี 2027-2035 ICAO ชี้ว่าปริมาณการปล่อย CO2 ที่ต้องชดเชยภายใต้ CORSIA ทั่วโลกอาจอยู่ที่ราว 840-1,360 MtCO2 ขณะที่ Krungthai COMPASS ประเมินว่าภาระการชดเชยสำหรับสายการบินของไทยอาจอยู่ที่ราว 17-24 MtCO2 ภายใต้สมมติฐานเดียวกับกรอบประมาณการของ ICAO อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงล่าสุดชี้ให้เห็นว่าความต้องการคาร์บอนเครดิตภายใต้ CORSIA อาจสูงกว่ากรอบการประมาณการเดิมของ ICAO โดยในปี 2024 ปริมาณการปล่อย CO2 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศภายใต้ขอบเขต CORSIA อยู่ที่ 361 MtCO2 สูงกว่ากรอบประมาณการของ ICAO ซึ่งอยู่ที่ราว 336-347 MtCO2
แม้ความต้องการคาร์บอนเครดิตภายใต้ CORSIA มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ซัพพลายของ CEEUs ที่พร้อมใช้ยังมีอยู่จำกัด ปัจจุบันมีเพียง 41 MtCO2 (ข้อมูล ณ 28 ก.ค. 2026) ทั้งนี้ CEEUs มีโอกาสได้รับ Price Premium เหนือคาร์บอนเครดิตทั่วไปและราคายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
โดยในช่วงปี 2025-2026 ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดสมัครใจทั่วไปอยู่ที่ US$5-10/tCO2 ขณะที่ CEEUs ซื้อขายอยู่ที่ราว US$15-22/tCO2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น US$25-36/tCO2 ในปี 2027 โดยในช่วง First Phase ซึ่งเป็นภาคสมัครใจ ก็เริ่มเห็นความต้องการ CEEUs เกิดขึ้นจริงจากสายการบินระดับโลก เช่น Japan Airlines และ All Nippon Airways ที่ได้ซื้อและยกเลิก CEEUs เพื่อชดเชยการปล่อย CO2
สะท้อนว่าสายการบินเริ่มปฏิบัติตามข้อกำหนดจริงของ CORSIA เพื่อรองรับภาระชดเชยแม้ยังไม่เข้าสู่ช่วงภาคบังคับ
CORSIA นับเป็นโอกาสของผู้พัฒนาโครงการในการยกระดับคาร์บอนเครดิตของไทยไปสู่ตลาดที่มี Demand และ Price Premium สูงกว่า โดยมูลค่าการซื้อขาย CEEUs ทั่วโลก เพื่อรองรับการชดเชยของปี 2027 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4-3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การซื้อขายของสายการบินของไทยอาจมีมูลค่า 27.4-59.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการซื้อขายสะสมของคาร์บอนเครดิต Standard T-VER ที่อยู่เพียง 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [CA1.1] (ปี 2016-มิ.ย. 2026)
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คาร์บอนเครดิตทุกประเภทที่จะนำมาใช้ชดเชยภายใต้ CORSIA ได้ เครดิตที่จะมีสถานะเป็น CEEUs ต้องมาจากโครงการที่ผ่านการประเมินตาม Emissions Unit Eligibility Criteria ของ ICAO และได้รับอนุมัติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามมาตรฐานและประเภทโครงการ สำหรับมาตรฐาน Premium T-VER ของไทย ปัจจุบันได้รับอนุมัติให้ใช้เป็น CEEUs ภายใต้เงื่อนไขของ ICAO ในช่วง First Phase [CA2.1] (ปี 2024-2026) แล้ว ส่วนการใช้ใน Second Phase สำหรับช่วงแรกของภาคบังคับ (ปี 2027-2029) [CA3.1] ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วง Q4/2026
การที่ Premium T-VER ได้รับการยอมรับภายใต้ CORSIA First Phase สะท้อนว่าไทยมีพื้นฐานที่สามารถพัฒนาเครดิตให้ผ่านเกณฑ์ด้านความน่าเชื่อถือของ ICAO ได้ ตัวอย่างโครงการอนุรักษ์ชายฝั่งและป่าชายเลน ซึ่ง ณ ปัจจุบันขึ้นทะเบียนภายใต้ Standard T-VER อยู่ที่ 25 โครงการ คิดเป็นปริมาณ GHG ที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ราว 0.2 MtCO2/ปี (ข้อมูล ณ 12 ก.ค. 2026) เป็นหนึ่งในประเภทโครงการที่มีโอกาสต่อยอดจากมาตรฐาน Standard T-VER ไปสู่มาตรฐานสากลที่ ICAO ยอมรับ แต่ยังต้องยกระดับให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในหลายด้าน อาทิ การกันเครดิตสำรองที่รองรับความเสี่ยง การประเมินผลกระทบนอกพื้นที่โครงการ และการป้องกันผลกระทบด้านลบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการคาร์บอนเครดิตประเภทอื่น เช่น การจัดการป่าไม้ การจัดการนาข้าว พลังงานหมุนเวียน สารทำความเย็น ฯลฯ ที่มีโอกาสต่อยอดสู่ตลาด CORSIA ได้ ภายใต้มาตรฐานและเงื่อนไขที่ ICAO กำหนด
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการใช้ Premium T-VER ใน Second Phase ของ CORSIA ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ICAO ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตจึงควรติดตามผลการพิจารณาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมทางเลือกสำรองในการยกระดับไปสู่มาตรฐานอื่นที่ ICAO ยอมรับ เช่น VCS หรือ Gold Standard หากมาตรฐาน Premium T-VER ไม่ได้รับอนุมัติหรือได้รับอนุมัติภายใต้ขอบเขตที่จำกัด ซึ่งอาจทำให้การเข้าถึงตลาดคาร์บอนภายใต้ CORSIA มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูงขึ้น