classicliterature.it.com

จักรวรรดิปริวรรต: การเมืองของการแปลในฟิลิปปินส์ต้นยุคอาณานิคมสเปน จาก Contracting Colonialism ของ วิเซนเต้ แอล. ราฟาเอล

ฟัง(ไม่)ได้ศัพท์จับมากระเดียด: อาณานิคมแห่งการสำคัญผิด

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โฮเซ่ ริซัล (José Rizal) ปัญญาชนนักชาตินิยมฟิลิปปินส์ได้เขียนนวนิยายภาษาสเปนเรื่อง Noli Me Tángere (1887) ขึ้นเพื่อตีแผ่ความโหดร้ายทารุณและล้าหลังของระบอบอาณานิคมสเปนในฟิลิปปินส์ พร้อมทั้งล้อเลียนเสียดสีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและชนชั้นที่โลดแล่นอยู่ในสังคมยุคนั้น[2] นวนิยายเรื่องนี้ถือกันว่าเป็น ‘วรรณคดีสร้างชาติ’ ของฟิลิปปินส์ คือทั้งวางรากฐานให้แก่การก่อร่างสร้างสำนึกความเป็นชาติในหมู่ชาวฟิลิปิโน และยังมีส่วนปลุกเร้าขบวนการปฏิวัติปลดแอกฟิลิปปินส์จากระบอบอาณานิคมสเปนซึ่งทอดเงื้อมเงาเหนือหมู่เกาะนี้นานกว่าสามศตวรรษ

มีฉากธรรมดาสามัญอยู่ฉากหนึ่งในช่วงกลางเรื่อง ในฉากนั้นบาทหลวงสเปนรูปหนึ่งกำลังเทศน์แก่สาธุชนทั้งชาวสเปนและชาวพื้นเมืองในโบสถ์ประจำเมืองซานดิเอโก เริ่มต้นด้วยการยกข้อความภาษาละตินจากพระคัมภีร์ไบเบิล จากนั้นจึงเทศน์เป็นภาษาคาสติเลียน (ต่อไปนี้จะเรียกว่าภาษาสเปน) ซึ่งชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ฟังไม่เข้าใจ แต่ปรากฏว่าในฉากนี้ชาวบ้านซานดิเอโกมิได้หาวง่วงสัปหงกหรือซุบซิบสนทนาเหมือนเวลาชาวพุทธไทยนั่งพนมมือฟังสวดพระอภิธรรมภาษาบาลี พวกเขาตั้งใจฟังและจับได้เป็นคำๆ ริซัลบรรยายลักษณาการของพวกเขาด้วยคำว่า pescaron ที่แปลว่าตกปลา

ชาวบ้านซานดิเอโก “ตก” คำจากกระแสเสียงของบาทหลวงขึ้นมาได้สี่คำ ได้แก่ guardia civil (ตำรวจภูธร), tulisán (โจร), San Diego (นักบุญดิเอโก), และ San Francisco (นักบุญฟรังซิส) พอสังเกตเห็นสีหน้าบูดบึ้งของนายร้อยตำรวจซึ่งนั่งแถวหน้า เห็นท่วงท่าขึงขังของบาทหลวงบนแท่นเทศน์ ชาวบ้านก็จับเอาศัพท์เหล่านั้น “มากระเดียด” เอาว่าคุณพ่อท่านกำลังตำหนินายตำรวจที่ไม่ออกไปปราบโจรผู้ร้าย แต่ถึงอย่างนั้นนักบุญดิเอโกกับนักบุญฟรังซิสก็จะลงมือจัดการโจรเสียเอง เหมือนอย่างในภาพจิตรกรรมที่คอนแวนต์ในมะนิลา ซึ่งเป็นภาพนักบุญฟรังซิสใช้เพียงรัดประคดเส้นเดียวขับไล่กองทัพชาวจีนให้กระเจิดกระเจิงไปในช่วงต้นยุคสเปน เมื่อเข้าใจเช่นนั้นแล้วชาวบ้านก็เบาใจ ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานความช่วยเหลือ และมั่นใจว่าพอหมดโจรผู้ร้ายแล้ว นักบุญฟรังซิสก็คงหันมาจัดการพวกตำรวจภูธรต่อ

ครั้นแล้วพวกเขาก็สดับฟังคำเทศนาต่อไปด้วยความจดจ่อยิ่งขึ้นอีก

ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากตลกร้ายเสียดสีซึ่งแทรกระดะอยู่ตลอดเรื่อง ทว่าร้อยปีต่อมา มีนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งอ่านนิยายฉากนี้แล้วเห็นว่าปรากฏการณ์ในโบสถ์ซานดิเอโกคือภาพจำลองขนาดย่อมของระบอบอาณานิคมทั้งระบอบ นั่นคือ ในสถานการณ์ปรกติสามัญเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างสำคัญผิด ฝ่ายสเปนสำคัญว่าชาวพื้นเมืองนั้นระยอบนอบน้อมต่ออำนาจของตนโดยดุษณี ในขณะที่ชาวพื้นเมืองก็สำคัญว่าอำนาจที่ครอบงำตนอยู่นั้นหมายความตามที่ตนเข้าใจ หรืออาจสำคัญว่าตนไม่เข้าใจ แต่อาศัยความไม่เข้าใจนั้นเองเป็นช่องทางเจรจากับอำนาจ ระบอบอาณานิคมสเปนยุคต้นดำรงอยู่ได้ด้วยการแปลผิดและสำคัญผิดนี้เอง หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ระบอบดังกล่าวตั้งอยู่บนกระพี้ในขณะที่แก่นกลางนั้นกลวงเปล่า และในช่องว่างนั้นเองที่ต่างฝ่ายต่างเติมความหมายของตนเข้าไปโดยมิได้พ้องกันเสมอไป

นักประวัติศาสตร์ผู้นั้นคือ วิเซนเต้ แอล. ราฟาเอล

นักประวัติศาสตร์ของการแปล นักทฤษฎีประวัติศาสตร์ในฐานะการแปล

วิเซนเต้หรือ “วินซ์” เลวเตริโอ ราฟาเอล (Vicente “Vince” Leuterio Rafael, 1956-2026) เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวฟิลิปิโนซึ่งเพิ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในวัย 70 ปี ขณะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ราฟาเอลได้รับยกย่องว่าเป็นนักวิชาการชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโลกวิชาการมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ร่วมสมัย

ราฟาเอลเกิดและเติบโตที่กรุงมะนิลาจนจบปริญญาตรี ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทและเอกด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนลใน ค.ศ. 1979 เขาได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจสำคัญจากนักวิชาการยักษ์ใหญ่แห่งวงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่คอร์แนลหลายคน โดยเฉพาะเจมส์ ซีเกล (James Siegel) และเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson หรือ “อาจารย์เบน” ของนักวิชาการไทยจำนวนมาก) ทั้งคู่สนใจประเด็นเรื่องอำนาจและความยอกย้อนของภาษา ซึ่งอันที่จริงเป็นความสนใจร่วมของวงวิชาการปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายใต้อิทธิพลของแนวคิด(หลัง)โครงสร้างนิยม โดยเฉพาะทฤษฎีของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) และฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของราฟาเอลสะท้อนบรรยากาศทางภูมิปัญญาของยุคสมัยและกลายมาเป็นหนังสือเล่มแรกของเขาในชื่อ Contracting Colonialism: Translation and Christian Conversion in Tagalog Society under Early Spanish Rule (1988) ซึ่งเปิดเล่มด้วยการวิเคราะห์ฉากในโบสถ์ซานดิเอโกจากนวนิยายของริซัลนั่นเอง[3]

ราฟาเอลได้ชื่อว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ที่สันทันจัดเจนในการสื่อสารความคิดด้วยความเรียง (essay) ซึ่งเป็นรูปแบบการเขียนที่เขาจงใจใช้เพื่อขัดจังหวะประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์แบบมหากาพย์และคงความกระจัดกระจายไร้เอกภาพของอดีตเอาไว้ ความเรียงของราฟาเอลได้รับการรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือหลายเล่มด้วยกัน ครอบคลุมประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์และชาวฟิลิปิโนตั้งแต่ยุคอาณานิคมสเปน ยุคอาณานิคมอเมริกัน ยุคการยึดครองของญี่ปุ่น และยุคหลังอาณานิคม ได้แก่ White Love and Other Events in Filipino History (2000), The Promise of the Foreign: Nationalism and the Technics of Translation in the Spanish Philippines (2005), Motherless Tongues: The Insurgency of Language Amid Wars of Translation (2016), และ The Sovereign Trickster: Death and Laughter in the Age of Duterte (2022) นอกจากนี้ ราฟาเอลยังเป็นบรรณาธิการหนังสืออีกหลายเล่ม ล่าสุดคือ Of Peninsulas and Archipelagos: The Landscape of Translation in Southeast Asia (2023) หนังสือรวมบทความว่าด้วยการแปลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการร่วมกับแพร จิตติพลังศรี[4]

เมื่อพิจารณาข้อเขียนเหล่านี้ทั้งหมดรวมกันในฐานะสรรพนิพนธ์ (oeuvre) หรือผลงานชั่วชีวิต จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ร้อยรัดงานเหล่านี้เข้าด้วยกันคือความสนใจเรื่องภาษาและการแปลข้ามยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ และการถักทอทฤษฎีเข้ากับการวิเคราะห์ตีความปรากฏการณ์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างลุ่มลึกสละสลวย ผู้เขียนอยากเสนอว่า นอกจากราฟาเอลจะเขียนประวัติศาสตร์ของการแปล (history of translation) แล้ว ยังชี้ชวนให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ในฐานะการแปล (history as translation) ด้วย

ความเข้าใจเช่นนี้มิได้หมายความเพียงว่าประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยกิจกรรมการแปลภาษา แต่พิจารณาว่าการแปลหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาษานั่นเองที่ตระเตรียมรองรับการมาถึงของเหตุการณ์ทั้งหลาย และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ก็มักเกิดขึ้นผ่านกระบวนการที่ความหมายถูกถ่ายทอด เคลื่อนย้าย ตีความ ดัดแปลง และสร้างขึ้นใหม่ นั่นคือ ไม่มีจักรวรรดิใดแผ่ขยายและครอบงำได้โดยไม่สื่อสารผ่านสัญญะแห่งอำนาจและอารยธรรม ไม่มีศาสนาใดประดิษฐานลงในที่หนึ่งได้โดยไม่ถูกตีความใหม่ ไม่มีรัฐชาติใดสร้างเอกภาพได้โดยไม่แปลงคนร้อยพ่อพันแม่ให้กลายเป็นราษฎรหรือประชาชน และไม่มีระบอบการเมืองใดดำรงอยู่ได้โดยไม่แปลอุดมการณ์นามธรรมให้เป็นสำนึกและประสบการณ์ของผู้คนใต้ปกครอง โดยนัยนี้ การแปลจึงมิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประวัติศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบพื้นฐานของการเคลื่อนที่คลี่คลายของกระบวนการทางประวัติศาสตร์เอง

จักรวรรดิปริวรรต: ปราบ-แปล-ปรับ-แปลง

Contracting Colonialism เป็นหนังสือของราฟาเอลเล่มแรกที่พิจารณาทั้งการแปลในประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ในฐานะการแปล หนังสือเล่มนี้ศึกษาการก่อตัวของระบอบอาณานิคมสเปนในสังคมตากาล็อกช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 โดยเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างการแปลกับการแปลงรีตชาวตากาล็อกสู่คริสต์ศาสนาคาทอลิก

ราฟาเอลพบปัญหาสำคัญเช่นเดียวกับบรรดานักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาฟิลิปปินส์ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ เอกสารที่เขียนขึ้นโดยชาวพื้นเมืองมีอยู่น้อยมาก หลักฐานส่วนใหญ่ทั้งในภาษาสเปนและภาษาพื้นเมืองต่างๆ มักเขียนขึ้นโดยเจ้าอาณานิคม โดยเฉพาะบาทหลวง นักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงพึ่งเอกสารภาษาสเปนเป็นหลัก หรือหากต้องการศึกษามุมมองของชาวพื้นเมืองก็เลือกพิจารณายุคชาตินิยมปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือยุคต่อจากนั้นแทน แต่ราฟาเอลเลือกที่จะ “พุ่งชน” ปัญหาด้วยการอ่านเอกสารภาษาตากาล็อกจากยุคต้นอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็นตำราไวยากรณ์และพจนานุกรม หนังสือคำสอนและปุจฉาวิสัชนา บทภาวนาและคู่มือประกอบศาสนพิธี กวีนิพนธ์คริสต์ศาสนา หนังสือเรียนภาษาสเปนสำหรับชาวตากาล็อก ตลอดจนเอกสารภาษาสเปนที่เกี่ยวข้องเช่นบันทึกและรายงานของมิชชันนารีเกี่ยวกับพฤติกรรมของคริสตชนชาวพื้นเมือง ทั้งนี้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางภาษาและการแปล และอาศัยวิธีการอ่านระหว่างบรรทัดและอ่านแบบย้อนเกล็ด (read between the lines / read against the grain) หรืออ่านสวนทางเจตนาของผู้สื่อสารเพื่อสืบเสาะความเงียบหรือสันนิษฐานความเป็นไปได้จากร่องรอยที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น เช่นแทนที่จะอ่านสารที่มิชชันนารีต้องการจะสื่อ ก็พิจารณาในมุมกลับกันว่าชาวตากาล็อกน่าจะรับสารอย่างไรได้บ้าง

ราฟาเอลเริ่มต้นด้วยการชี้ว่าในภาษาสเปน คำว่า conquista (การพิชิต) conversión (การเปลี่ยนรีต) และ traducción (การแปล) ล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งให้กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นผู้ใต้ปกครอง การเปลี่ยนคนนอกศาสนาให้กลายเป็นคริสตชน หรือการเปลี่ยนข้อความจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่ง ทั้งสามกระบวนการจึงมีโครงสร้างร่วมกัน คือความพยายามที่จะจัดระเบียบความหมายและความสัมพันธ์ทางสังคมขึ้นใหม่ หากจะรวบยอดกระบวนการนี้เป็นภาษาไทย เราอาจกล่าวได้ว่า ระบอบอาณานิคมทำงานผ่านการ “ปราบ-แปล-ปรับ-แปลง” คือปราบผู้คนให้อยู่ใต้ระเบียบอำนาจ พร้อมทั้งแปลโลกของชาวพื้นเมืองให้เข้าสู่ภาษาของเจ้าอาณานิคม ปรับภาษาและความสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเขาให้เข้ากับระเบียบใหม่นั้น และแปลงชาวพื้นเมืองให้กลายเป็นพสกนิกรของกษัตริย์ ชาวคริสต์ และชาวอาณานิคม

ประเด็นก็คือ ในการปกครองฟิลิปปินส์และเผยแผ่คริสต์ศาสนาแก่ชาวพื้นเมือง มิชชันนารีสเปนต้องแปลคริสตธรรมจากภาษาคาสติเลียนและละตินเป็นภาษาพื้นเมืองอย่างตากาล็อกเสียก่อน แล้วจึงใช้สั่งสอนหรือประกอบพิธีกรรม ทว่ายิ่งจักรวรรดิต้องพึ่งพาการแปลมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ของการตีความที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตนมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นภาษาที่ช่วยให้จักรวรรดิขยายอำนาจออกไปได้จึงเป็นภาษาเดียวกันกับที่ทำให้จักรวรรดิไม่อาจควบคุมความหมายได้โดยสมบูรณ์ การแปลจึงเป็นเงื่อนไขที่ทั้งรองรับการครอบงำและบ่อนเซาะการครอบงำนั้นลงด้วย

ความยอกย้อนดังกล่าวสัมพันธ์กับทั้งการแปลและไม่แปล ในด้านหนึ่ง มีคำสำคัญในคริสต์ศาสนาบางคำที่มิชชันนารีสเปนคงไว้ไม่แปลเป็นตากาล็อก เช่น Dios (พระเจ้า) Espíritu Santo (พระวิญญาณบริสุทธิ์) หรือชื่อเฉพาะอย่าง Jesús (พระเยซู) และ María (พระแม่มารีย์) เพราะเห็นว่าไม่มีคำภาษาพื้นเมืองที่รองรับความหมายได้เหมาะสม “ความแปลไม่ได้” (untranslatability) นี้เองทำให้คำเหล่านั้นกลายเป็นสัญญะปริศนาที่เปิดโอกาสให้ชาวพื้นเมืองนำไปใช้ในบริบทนอกการควบคุมของมิชชันนารีได้ เช่นสวดบริกรรมเป็นคาถาอาคมปัดเป่าภยันตราย และในอีกด้านหนึ่ง คำที่มิชชันนารีแปลก็หาได้ถ่ายทอดความหมายสู่ภาษาตากาล็อกอย่างตรงไปตรงมาไม่ เพราะคำตากาล็อกที่ถูกเลือกมาใช้ย่อมพาความหมายและตรรกะทางสังคมดั้งเดิมพ่วงติดมาด้วย เช่นกรอบมโนทัศน์พื้นเมืองถือว่าบุคคลก่อรูปขึ้นจากเครือข่ายความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนในสังคม มิใช่จากมโนธรรมภายในต่อพระเจ้าหนึ่งเดียวแบบคริสต์ศาสนา ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ราฟาเอลจึงเสนอให้เรามองระบอบอาณานิคมเสียใหม่ว่ามิได้ตั้งอยู่บนฉันทามติร่วมหรือการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม แต่ตั้งอยู่บนการแปลคลาดเคลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอันเป็นผลจากความเลื่อนไหลของภาษา ซึ่งทำให้แต่ละฝ่ายโต้ตอบกันได้โดยไม่จำเป็นต้องหมายความตรงกัน การแปลจึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ระบอบอาณานิคมดำรงอยู่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ชาวพื้นเมืองหลบหลีกการครอบงำเบ็ดเสร็จของระบอบได้

ก่อนหน้าหนังสือเล่มนี้ของราฟาเอล คำอธิบายประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ยุคอาณานิคมสเปนที่ครองวงวิชาการมีอยู่หลักๆ สองแนวทาง แนวทางหนึ่งเล่าเรื่องการเผยแผ่คริสต์ศาสนาและอารยธรรมผ่านกิจกรรมของคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่สืบจารีตมาจากประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบคริสต์ที่มิชชันนารีเขียนตั้งแต่ยุคนั้น อีกแนวทางหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลแพร่หลายกว่า ณ ปัจจุบันคือการอธิบายประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ยุคนั้นในฐานะกระบวนการ “สเปนานุวัตร” (Hispanization) หรือการถ่ายทอดวัฒนธรรมสเปนสู่อาณานิคม โดยเฉพาะการผสมผสานสังเคราะห์ (syncretism) ระหว่างคริสต์ศาสนากับความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมอันกลายมาเป็น “คาทอลิกแบบชาวบ้าน”[5]

ราฟาเอลอธิบายว่าทั้งสองแนวมีจุดอ่อนร่วมกันประการหนึ่ง คือมักอาศัยเอกสารภาษาสเปนและไม่ใคร่พิจารณาเอกสารภาษาพื้นเมืองอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่การเผยแผ่คริสต์ศาสนาเกิดขึ้นผ่านภาษาพื้นเมืองเป็นหลัก และทั้งสองแนวอธิบายฉากในโบสถ์ซานดิเอโกของริซัลไม่ได้ เพราะในฉากนั้นไม่ใช่ทั้งการยอมรับคริสต์ศาสนาในแบบที่มิชชันนารีมุ่งหมาย และไม่ใช่ทั้งการผสมผสานศาสนาความเชื่อสองชุดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อเดียว แต่เป็นการอยู่ร่วมกันของสองฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจตรงกัน (พูดแบบใช้สำนวนไทยๆ ได้ว่า “สมัคร” แต่ไม่ “สมาน”) ฉากเช่นนี้จึงชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ในการเขียนประวัติศาสตร์ “แบบอื่น” ของฟิลิปปินส์ในยุคอาณานิคมสเปน

เมื่อมิชชันนารีสเปนสอนตากาล็อก และช่างพิมพ์ตากาล็อกสอนสเปน

ราฟาเอลเขียนประวัติศาสตร์ “แบบอื่น” ด้วยการชี้ให้เห็นว่ามิชชันนารีชาวสเปนกับชาวบ้านตากาล็อกมีความคิดและวิธีการแปลที่แตกต่างกัน ตัวอย่างสำคัญของราฟาเอลคือหนังสือสองเล่มที่ตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ของคณะสงฆ์โดมินิกันใน ค.ศ. 1610 เหมือนกัน เล่มแรกคือ Arte y reglas de la lengua tagala ตำราไวยากรณ์ภาษาตากาล็อกของบาทหลวงฟรานซิสโก บลังกัส เด ซาน โฮเซ่ (Francisco Blancas de San José) ซึ่งเรียบเรียงขึ้นเพื่อสอนมิชชันนารีให้รู้ภาษาตากาล็อก อีกเล่มคือ Librong pagaaralan nang manga Tagalog nang uicang Castila หนังสือเรียนภาษาสเปนสำหรับชาวตากาล็อกของโทมัส ปินปิน (Tomas Pinpin) ช่างพิมพ์ชาวตากาล็อก ซึ่งถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์เรียบเรียงและจัดพิมพ์ด้วยตนเอง มิชชันนารีจึงสอนภาษาของผู้ถูกปกครองในขณะที่ช่างพิมพ์กลับสอนภาษาของผู้ปกครอง

ในฝั่งของมิชชันนารีสเปน การแปลตั้งอยู่บนฐานคติที่ว่าภาษาทั้งหลายล้วนเป็นของประทาน (gift) จากพระเจ้า ฉะนั้นภาษาตากาล็อกและภาษาพื้นเมืองอื่นใดจึงเป็นเครื่องหมายแห่งพระกรุณาคุณ และมีคุณค่าขึ้นได้ไม่ใช่เพราะความสำคัญในชุมชนคนพื้นเมืองเอง แต่เพราะเป็นเครื่องรองรับพระหรรษทาน (grace) ของพระเจ้า นอกจากนี้ มิชชันนารียังถือด้วยว่าภาษามีลำดับชั้น ภาษาละตินใกล้เคียงกับพระวจนะของพระเจ้ามากที่สุดจึงมีสิทธิอำนาจเหนือภาษาพื้นเมือง ในขณะที่ภาษาสเปนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างภาษาละตินกับตากาล็อก เช่นเดียวกับที่มิชชันนารีสเปนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับคริสตชนชาวพื้นเมือง มิชชันนารีเหล่านี้ได้จัดระเบียบไวยากรณ์ภาษาตากาล็อกเสียใหม่ด้วยกรอบไวยากรณ์แบบละติน เรียกประเภทของคำและหน้าที่ทางไวยากรณ์ตามแบบละตินและสเปน เพื่อให้เหมาะแก่การเผยแผ่คริสตธรรมคำสอนและประกอบพิธีทางศาสนา

ในทางกลับกัน ชาวตากาล็อกอย่างปินปินเขียนตำราเรียนภาษาสเปนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลินและลดทอน “ความสะดุ้งสะเทือน” (shock) เมื่อต้องเผชิญกับชาวสเปน ปินปินบอกว่าชาวตากาล็อกนั้นชอบแต่งตัวและทำท่าทำทางเหมือนชาวสเปนอยู่แล้ว ฉะนั้นก็ควรจะรู้ภาษาสเปนไว้ด้วย จะได้ไม่ต้อง “พะงับพะงาบเหมือนคนโง่” (totongog tongog na sa hahangal) หากมีชาวสเปนมาพูดด้วย

แทนที่จะสอนภาษาสเปนด้วยการแจกแจงไวยากรณ์แบบแห้งๆ เหมือนกับตำราของมิชชันนารี ตำราของปินปินเรียบเรียงเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นกลอนเพลง (awit) ด้วยการจัดวางกลอนภาษาตากาล็อกกับภาษาสเปนสลับกันเป็นท่อนๆ ท่อนหน้าเป็นตากาล็อก ท่อนหลังเป็นสเปน โดยมิได้หมายความตรงตัวกันเสมอไป ทว่าให้แต่ละวรรคสัมผัสคล้องจองกัน สิ่งสำคัญจึงเป็นการจัดวางสองภาษาให้เคลื่อนสลับไปในจังหวะจะโคนเดียวกันมากกว่าจะเน้นการถ่ายทอดความหมาย ตัวอย่างเช่น

Anong dico toua, Como no he de holgarme;

(ไฉนข้าจะไม่ยินดี ไฉนข้าจะไม่ปรีดา)

Con hapot, omaga, la mahana y tarde;

(ไม่ว่ายามเย็นยามเช้า ยามเช้าและยามเย็น)

dili napahamac, que no salio en balde;

(มิได้เสียหาย มิได้สูญเปล่า)

itong gaua co, aqueste mi lance;

(การงานของข้านี้ การเสี่ยงของข้านี้)”

ราฟาเอลเรียกกลวิธีเช่นนี้ว่าการขัดจังหวะ (syncopation) ซึ่งทำให้ชาวตากาล็อกคาดหมายได้ว่า ภาษาแม่ของตนจะถูกแทนที่ด้วยภาษาต่างด้าว แล้วภาษาต่างด้าวนั้นก็จะถูกแทนที่ด้วยภาษาแม่ของตน ต่อกันไปเป็นวรรคๆ เมื่อตระหนักเช่นนี้แล้วก็อาจรับมือกับ “ความสะดุ้งสะเทือน” จากความต่างด้าวนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาสเปนหรือชาวสเปนก็ตาม

ในทำนองเดียวกัน ปินปินยังผนวกคู่มือสารภาพบาปของบาทหลวงบลังกัส เด ซาน โฮเซ่ไว้ท้ายเล่มตำราเรียนด้วย เป็นชุดคำถามภาษาสเปนคู่กับภาษาตากาล็อก พร้อมกำชับให้ผู้อ่านศึกษาคำถามที่บาทหลวงจะใช้ซักถามให้ขึ้นใจ แต่มิได้กล่าวถึงบทบัญญัติที่สัมพันธ์กับคำถามเหล่านั้นและมิได้แนะนำด้วยว่าควรตอบคำถามอย่างไร สิ่งสำคัญในบริบทนี้มิใช่การประพฤติตนตามหลักคริสตธรรมคำสอนแต่คือการคาดหมายล่วงหน้าว่าบาทหลวงจะถามอะไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปินปินไม่ได้แปลเพื่อสอนชาวตากาล็อกให้เป็นชาวสเปน (ไม่ใช่ “สเปนานุวัตร”) หรือชาวคริสต์ที่ดี แต่สอนให้รู้จักภาษาของเจ้าอาณานิคมมากพอที่จะรับมือกับคนแปลกหน้าต่างด้าวเหล่านั้นได้

บาปหายตะพายบาป: การสารภาพบาปโดยไร้บาป

เหตุที่ปินปินผนวกคำถามสารภาพบาปไว้ท้ายตำราสอนภาษาก็เพราะหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตแบบคริสต์คือศีลศักดิ์สิทธิ์ (sacraments)ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่พระเยซูทรงกำหนดไว้ให้ชาวคริสต์ปฏิบัติเพื่อนมัสการพระเจ้าและรับพระหรรษทานไปสู่ความรอด (salvation) อันหมายถึงการปลดเปลื้องจากบาปและกลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้ประทานชีวิตนิรันดร์ ศีลศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นกลไกที่กำกับการดำเนินชีวิตของชาวคริสต์ตั้งแต่เกิดจนตาย

ราฟาเอลชี้ว่าในบรรดาศีลทั้งเจ็ดของคาทอลิก ศีลสารภาพบาปหรือศีลอภัยบาป (confession/penance) มีความสำคัญเป็นพิเศษ คริสตชนจะต้องทบทวนทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมของตนเอง แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ในรูปของบัญชีความผิดโดยละเอียดว่ากระทำผิดสิ่งใด กี่ครั้ง และหนักเบาเพียงใด การสารภาพบาปจึงมิใช่เพียงการบอกเล่าความผิดแก่บาทหลวง แต่เป็นกระบวนการสำรวจมโนธรรม “ภายใน” ของบุคคลนั้นๆ เราลองสังเกตความละเอียดลออจากคำถามเกี่ยวกับการผิดประเวณีในคู่มือสารภาพบาปภาษาตากาล็อก ค.ศ. 1745 ของบาทหลวงเซบาสเตียน โตตาเนส (Sebastian Totanes) แห่งคณะฟรานซิสกัน ดังต่อไปนี้

“366. เจ้ากระทำบาปกับหล่อนกี่ครั้ง? 

367. เจ้าบอกว่าเจ้าพบกันสองต่อสองเสมอ ถ้าเช่นนั้นบอกให้ข้าทราบได้หรือไม่ว่าพบกันกี่ครั้ง?         

368. ถ้าเจ้าบอกข้าไม่ได้ว่าพบกันกี่ครั้ง จงกะประมาณให้ข้าทราบว่ากี่ครั้ง?          

369. แลถ้าเจ้ากะประมาณมิได้ จงบอกข้าว่าเจ้าได้กระทำบาปกับหล่อนมาเป็นเวลากี่ปี กี่เดือน กี่สัปดาห์ หรือกี่วันแล้ว?   

370. แลในช่วงเวลาที่ว่านี้ เจ้ากระทำบาปกับหล่อนกี่ครั้งต่อสัปดาห์ ทำทุกวัน วันเว้นวัน หรืออย่างไร?     

371. แลนอกจากเวลาที่เจ้าร่วมหลับนอนกับหล่อนแล้ว เจ้าได้เที่ยวเล่นหรือสำมะเลเทเมาในตัณหาราคะกันในวันหรือเวลาอื่นๆ ด้วยหรือไม่?         

372. แลในเวลาที่เจ้าสำมะเลเทเมานั้น เจ้าได้พูดจาหยอกล้อกันเนืองๆ แลกอดรัดกัน แลจูบกัน แลสัมผัสเนื้อตัวกัน แตะต้องทุกๆ ส่วนของร่างกายกันโดยปราศจากความยับยั้งชั่งใจหรือไม่?           

373. แลมีสิ่งโสโครกออกมาจากตัวของเจ้าหรือไม่?

374. แลเจ้าทำให้หล่อนหลั่งสิ่งโสโครกออกมาด้วยหรือไม่?

375. เจ้าสำมะเลเทเมากันเช่นนี้กี่ครั้ง เป็นต้นว่ากี่ครั้งในหนึ่งสัปดาห์? แลเจ้าหลั่งสิ่งโสโครกกันคนละกี่ครั้ง? เพราะการกระทำทั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นบาป แต่ยังเป็นบาปหนักแท้ทีเดียว 

376. นอกจากทั้งหมดนี้แล้ว ข้าสงสัยว่าทุกครั้งที่เจ้าเห็นหล่อนหรือนึกถึงหล่อน เจ้าปรารถนากามกับหล่อนด้วยใช่หรือไม่?

377. แลด้วยความปรารถนากามของเจ้า เจ้าได้กระทำสิ่งใดกับร่างกายเจ้า อันเป็นความอุลามกหรือไม่? แลร่างกายเจ้าหลั่งสิ่งโสโครกออกมาหรือไม่?”         

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในคูหาสารภาพบาปของชาวตากาล็อกกลับมิได้เป็นไปตามความมุ่งหมายของมิชชันนารี บาทหลวงรูปหนึ่งเปรียบเทียบว่าการนั่งฟังคำสารภาพของชาวตากาล็อกเหมือนอย่างกับเดินเข้าเขาวงกต อีกรูปหนึ่งบ่นว่าชาวบ้านชอบพูดจาเฉไฉเล่นลิ้นเหมือนกำลังเล่นทายปริศนา และมีชาวบ้านหลายคนไม่ยอมปริปากเล่าบาปของตัวเอง แต่มาฟ้องบาปของเมีย ลูกเขย แม่ยาย หรือคนที่ตัวเองไม่ชอบขี้หน้าแทน

ปัญหาเหล่านี้อาจจัดเป็นความล้มเหลวของชาวพื้นเมืองในการเข้าใจคริสต์ศาสนาเมื่อมองจากสายตาของมิชชันนารี แต่ราฟาเอลเห็นว่ารากเหง้าของปัญหานั้นอยู่ที่การแปล และอธิบายว่าคำตากาล็อกที่มิชชันนารีใช้แปลการขออภัยบาปคือ tauad ซึ่งหมายความตามตัวอักษรถึงการต่อรองราคา ชาวตากาล็อกจึงอาจเข้าใจการสารภาพบาปในฐานะช่องทางสำหรับต่อรองกับผู้มีอำนาจก็ได้ อีกคำหนึ่งซึ่งสำคัญมากคือ loob ซึ่งแปลว่า “ข้างใน” และเป็นคำที่มิชชันนารีใช้กันอย่างกว้างขวางเพื่อแปลแนวคิดทางคริสต์ศาสนาเรื่องวิญญาณ (soul) เจตจำนง (will) และมโนธรรม (conscience) ทว่าเมื่อเปิดพจนานุกรมตากาล็อกที่มิชชันนารีเรียบเรียงขึ้น เราจะพบว่า loob หมายถึงภายใน การเข้าไปข้างใน หรือห้องในตัวบ้าน ส่วน looban หมายถึงพื้นดินที่บ้านตั้งอยู่และลานระหว่างบ้านกับถนน ทั้งยังใช้เป็นกริยาหมายถึงการบุกเข้าปล้นบ้านได้ และในรูป pangloob หมายถึงชุดชั้นใน หรือข้างในของไซดักปลา หรือแปลว่ากับดักหนูได้ด้วย ฉะนั้นสิ่งที่อยู่ “ข้างใน” ตามความคิดแบบตากาล็อกจึงมิใช่แก่นแท้ซึ่งดำรงอยู่แต่เดิม แต่เป็นช่องว่างที่คั่นสิ่งหนึ่งจากอีกสิ่งหนึ่ง และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สิ่งที่บรรจุอยู่ข้างในล้วนถูกเคลื่อนย้ายมาจากข้างนอกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะโดยการแลกเปลี่ยนหรือการปล้นชิงก็ตาม

ด้วยเหตุนี้เอง ราฟาเอลจึงสร้างข้อสันนิษฐานทางภาษาว่า ในขณะที่มิชชันนารีเห็นว่าบาปผูกติดอยู่กับ loob หรือวิญญาณและทำให้แก่นแท้ของจิตวิญญาณนั้นบกพร่องเสื่อมทราม แต่ชาวตากาล็อกอาจมองว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ใน loob นั้นมาจากข้างนอก ถ่ายเทเข้าออกได้อยู่เป็นนิตย์รวมทั้ง “บาป” ด้วย จึงไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นเจ้าของ “บาป” ที่อยู่ในนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในพิธีศีลสารภาพบาปจึงอาจมิใช่การสำรวจความผิดซึ่งซุกซ่อนอยู่ “ภายใน” ตนเอง แต่ผู้สารภาพอาจหยิบฉวยสิ่งที่มาจาก “ภายนอก” เพื่อใช้ประโยชน์ในความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจได้ด้วย เช่นยกบาปของผู้อื่นมาเล่าเพื่อประจบประแจงประเล้าประโลมบาทหลวงผู้เป็นธรรมสักขี (confessor) เป็นต้น

สรวงสวรรค์และ “ความตายอันงดงาม”

ในแง่โลกทัศน์ การเปลี่ยนรีตเป็นการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของชาวพื้นเมืองเกี่ยวกับชีวิต ความตาย และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า จุดหมายปลายทางของการเปลี่ยนรีตจึงอยู่ที่การสร้างจินตนาการถึง “ชีวิตหน้า” ขึ้นมาใหม่ ทว่าเดิมทีโลกทัศน์ของชาวตากาล็อกเกี่ยวกับผีสางเทวดาและความตายนั้นแตกต่างอย่างมากจากคริสต์ศาสนา

คติพื้นเมืองของชาวตากาล็อกนั้นถือว่าผีสางและอำนาจเหนือธรรมชาติดำรงอยู่รายรอบตัวมนุษย์ มีทั้งผีธรรมชาติหรือผีบรรพบุรุษ (nono) และภูตผีปีศาจจำพวกต่างๆ เหลือคณานับ เช่น อานิโต (anito) ติกบาลัง (tigbalang) ปาติอานัก (patianac) อัสวัง (aswang) ฯลฯ แต่ละพวกก็มีรูปลักษณ์ อิทธิฤทธิ์ และปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ต่างๆ กัน แต่คติความเชื่อดั้งเดิมมิได้ผูกโยงผีเข้ากับคำอธิบายแบบครอบจักรวาลใดๆ ผีไม่มีแหล่งกำเนิดหนึ่งเดียวและไม่มีบัญชีบาปบุญคุณโทษที่จะให้รางวัลหรือลงทัณฑ์ทรมานมนุษย์ไปชั่วนิจนิรันดร์ นอกจากนี้เส้นแบ่งระหว่างผีดีกับผีร้ายก็พร่าเลือน ผีบรรพบุรุษอาจคุ้มครองลูกหลานอยู่เป็นปรกติ แต่หากลูกหลานลบหลู่หรือว่างเว้นจากการเซ่นวักสักการก็อาจถูกผีบรรพบุรุษลงโทษได้ ในทางกลับกัน มนุษย์อาจหาทางผูกไมตรีกับผีร้ายได้ ตัวอย่างเช่นติกบาลังซึ่งมักปรากฏกายเป็นคนแก่เตี้ยแคระดำคล้ำหรือเป็นม้าผีตามทางเปลี่ยวและทำให้คนหลงทางหรือล้มป่วย ก็มีบาทหลวงบันทึกไว้ว่า ให้ยื่นสายประคำให้มันแลกกับสิ่งของของมันเช่นเส้นขนหรือสมุนไพร เป็นต้น

ราฟาเอลชี้ว่าข้อแตกต่างสำคัญประการหนึ่งระหว่างผีของชาวตากาล็อกกับพระเจ้าในคริสต์ศาสนาคือการเห็นและถูกเห็น ชาวตากาล็อกมักมองไม่เห็นผีแต่ตกเป็นเป้าสายตาของผีจำพวกใดจำพวกหนึ่งเสมอ และอาจถูกจู่โจมได้โดยไม่ทันตั้งตัว โลกของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผีเช่นนี้แตกต่างอย่างใหญ่หลวงจากสวรรค์ในตำราคริสต์ศาสนาภาษาตากาล็อก ในกวีนิพนธ์ของบาทหลวงคณะออกัสติเนียนชื่อเปโดร เด เอร์เรรา (Pedro de Herrera) ใน ค.ศ. 1647 บรรยายว่า ในสรวงสวรรค์นั้นทุกคนจะจ้องมองพระเนตรของพระเจ้าโดยไม่ละสายตา ไม่มีการขัดจังหวะ และไม่มีจุดสิ้นสุด ซึ่งเป็นการแปลแนวคิดที่คริสต์ศาสนาไทยเรียกว่า “บรมสุขทัศน์” (beatific vision) อันหมายถึงสภาวะสูงสุดที่มนุษย์ได้เห็นพระเจ้าแบบซึ่งๆ หน้าอย่างแจ่มแจ้งบนสวรรค์ นำมาซึ่งความปีติสุขนิรันดร์อันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต ราฟาเอลอธิบายว่า ตามแนวคิดนี้ สายพระเนตรของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ และเมื่อมองเห็นได้ก็ย่อมมองตอบได้ ความแตกต่างข้อนี้สำคัญยิ่งสำหรับชาวตากาล็อกซึ่งต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางผีสางนางไม้ที่ตนมองไม่เห็นและคาดเดาไม่ได้ การได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ย่อมหมายความว่าบ่อเกิดแห่งอำนาจและสรรพสิ่งเผยพระองค์ออกมาอย่างกระจ่างแจ้ง ดังคำอธิบายของราฟาเอลว่า “ในสวรรค์นั้น การหมุนเวียนของสายตา ภาษา และความคิดระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์โดยปราศจากสื่อกลางและข้อบกพร่องก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนตอบแทนซึ่งกันและกันอย่างราบรื่นไม่มีที่สิ้นสุด” (น. 192)

สวรรค์ในกวีนิพนธ์ของบาทหลวงเอร์เรรายังเป็นที่ที่ความแตกต่างทั้งหลายได้รับการสลายถ่ายเทจนหมดสิ้น เป็นแดนที่ทุกสิ่งสอดคล้องกันโดยบริบูรณ์ ไม่รู้เป็นรู้ตาย ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่รู้วันรู้คืน ไม่รู้หิวรู้กระหาย ไม่รู้เหงารู้เศร้า ราฟาเอลอธิบายว่า ในแง่นี้สวรรค์จึงเป็นที่ที่การแปลหมดความจำเป็น เพราะไม่มีความคลาดเคลื่อนระหว่างคำกับความ ระหว่างศัพท์กับสิ่งสรรพ หรือระหว่างวาจากับเจตนา ความสมบูรณ์ของสวรรค์จึงเป็นเสมือนจุดสิ้นสุดของการแปล ราฟาเอลใช้คำแบบสัญศาสตร์ว่า “สวรรค์คือดินแดนแห่งภาษาบริสุทธิ์ (pure language) ที่ซึ่งความแตกต่างระหว่างสัญญะ (signs) กับสิ่งที่สัญญะนั้นอ้างถึง (referents) ได้รับการสะสางจนหมดสิ้น” (น. 173)

ทว่าสวรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความตายถูกแปลใหม่เสียก่อน ในโลกทัศน์พื้นเมืองตากาล็อก ความตายเป็นเพียงความเป็นไปได้หนึ่งที่ภูตผีอาจกระทำแก่มนุษย์ได้ มิได้มีความสัมพันธ์ตายตัวกับจุดหมายปลายทางของชีวิต ทั้งมิได้เป็นประตูไปสู่ดินแดนแห่งใดเป็นการเฉพาะ แต่คริสต์ศาสนาชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความตายกับจุดหมายปลายทางของชีวิต และในเมื่อความตายเป็นขั้นตอนหนึ่งของการเดินทางไปสู่พระเจ้า ความตายจึงต้องได้รับการจัดระเบียบใหม่ให้สอดคล้องกับจุดหมายดังกล่าว ราฟาเอลยกตัวอย่างบทภาวนาสำหรับผู้ใกล้สิ้นใจซึ่งกัสปาร์ อากิโน เด เบเลน (Gaspar Aquino de Belén) กวีและช่างพิมพ์ชาวตากาล็อกแปลจากภาษาสเปนและตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1703 บทภาวนาบทหนึ่งมีความว่า “พระเยซูเจ้า ขอจงประทานความตายอันงดงาม (magandang camatayan) แก่ข้า […] ในเมื่อข้ามิอาจมีชีวิตอยู่รับใช้พระองค์ต่อไปได้แล้ว ข้าจึงปรารถนาความตาย ขอจงประทานความตายนั้น แล้วข้าจะรับไว้ด้วยความขอบพระคุณ” การแปลในกรณีนี้ทำให้ความตายมิใช่สิ่งที่เข้ามาขัดจังหวะชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่กลายเป็นสัญญะอีกตัวหนึ่งจากพระเจ้า ความตายกลายเป็นสิ่งที่เตรียมตัวล่วงหน้าได้และแม้กระทั่งปรารถนาได้ ซึ่งพ้องกันกับคติทางเทววิทยาในคริสต์ศาสนา เท่ากับว่าเมื่อถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือเมื่อการเผยแผ่คริสต์ศาสนาในฟิลิปปินส์ดำเนินมากว่าศตวรรษ ถึงจะปรากฏหลักฐานโดยชัดเจนต่อเนื่องว่าการเปลี่ยนรีตชาวตากาล็อกนั้นสอดคล้องต้องกันกับความตั้งใจของมิชชันนารีสเปน

ประเด็นนี้นำเรากลับไปสู่หัวใจสำคัญของทั้งเล่มนั่นคือการแปลและการแปลงรีต จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางศาสนาและจิตวิญญาณของชาวพื้นเมืองนั้นชำแรกแทรกซึมลงไปถึงระดับของไวยากรณ์และคลังคำแห่งความปรารถนา นั่นคือ ระบอบอาณานิคมได้สร้างภาษาใหม่ที่ทำให้ชาวพื้นเมืองต้องการสิ่งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีเหตุผลใดให้ต้องการ กระบวนการ “ปราบ-แปล-ปรับ-แปลง” จึงมิได้ยุติลงเมื่อชาวตากาล็อกถูกกดกำราบและกลายเป็นคริสตชน แต่ดำเนินต่อไปจนถึงขั้นทำให้คนเหล่านั้นจินตนาการชีวิตในโลกหน้าได้ และ “ปรารถนาความตาย” ได้     

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ นัยสำคัญของ Contracting Colonialism จึงไปไกลกว่าข้อเสนอเพียงว่าชาวตากาล็อกเข้าใจคริสต์ศาสนาต่างจากเจตนาของมิชชันนารี หนังสือเล่มนี้เผยให้เห็นความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ซึ่งไม่อาจอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมาด้วยคู่ตรงข้ามระหว่างการครอบงำและการต่อต้าน ราฟาเอลมิได้มองชาวตากาล็อกเป็นเพียงเหยื่อของอำนาจอาณานิคม ทว่าก็ไม่ได้ยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งการปลดแอก ผู้ถูกปกครองในหนังสือเล่มนี้แทนที่จะเป็นกบฏติดอาวุธหรือนักปฏิวัติเหมือนที่มักปรากฏในประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์แนวชาตินิยม กลับกลายเป็น “นักแปล” ซึ่งประกอบความหมายขึ้นจากเศษเสี้ยวที่ตนคว้าได้ การแปลนั้นอาจหักเหบิดเบือนตรรกะและเจตนาของผู้ปกครอง แต่ก็มิได้นำไปสู่การต่อต้านผู้ปกครองโดยเปิดเผยหรือจำนนต่อผู้ปกครองโดยปราศจากความกำกวม

ข้อเสนอเช่นนี้ย่อมถูกตั้งคำถามได้ และอันที่จริงหนังสือเล่มนี้ก็ถูกตั้งคำถามมาแล้วตั้งแต่แรกตีพิมพ์ โดยภาพรวมแล้วบทวิจารณ์ร่วมสมัยในวารสารวิชาการหลายฉบับชื่นชมความหลักแหลมลุ่มลึกในการอ่านตีความเอกสารหลักฐานและการวิเคราะห์เรียบเรียงอันทรงพลัง แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่าราฟาเอลมิได้เชื่อมโยงการอภิปรายทางภาษากับนโยบายทางเศรษฐกิจการเมืองและเครือข่ายการค้าทางทะเลของจักรวรรดิสเปนเท่าใดนัก แม้จะมีบทหนึ่งในเล่มที่ว่าด้วยระบบส่วย แรงงานเกณฑ์ และฐานันดรในสังคมอาณานิคมอยู่ก็ตาม ประเด็นนี้คล้ายคลึงกับที่นักวิจารณ์สายมาร์กซิสต์หรือวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มักโจมตีงานวิชาการในกรอบทฤษฎีหลังอาณานิคมหรือหลังโครงสร้างนิยมว่าหมกมุ่นอยู่กับตัวบทและความกำกวมทางภาษา จนละเลยความสัมพันธ์ทางชนชั้น การขูดรีดทางเศรษฐกิจ และการเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรม เสียงวิจารณ์จากอีกมุมหนึ่งเห็นว่าการวิเคราะห์ตีความเชิงสัญศาสตร์และวรรณกรรมของราฟาเอลนั้นมิได้มีหลักฐานรองรับเพียงพอ รวมทั้งการอ่านหลักฐานหลายชิ้นประกอบกันแบบข้ามศตวรรษโดยมิได้ลำดับเวลาอย่างชัดเจนอาจลดเลือนความแตกต่างระหว่างแต่ละยุคสมัยลงด้วย[6] ข้อวิจารณ์เหล่านี้มีเหตุผลแหลมคมพึงพิจารณา ทว่าก็หาได้ลบล้างคุณูปการและอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ลงไม่ Contracting Colonialism ได้รับการกำหนดให้เป็นบทอ่านในรายวิชาด้านฟิลิปปินส์ศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี-โท-เอกในฟิลิปปินส์จนปัจจุบัน และเป็นหนังสือประวัติศาสตร์โดยนักวิชาการฟิลิปิโนที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดเล่มหนึ่งในระดับนานาชาติ[7] กว้างขวางครอบคลุมสาขาวิชาหลากหลายตั้งแต่ฟิลิปปินส์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มานุษยวิทยา การแปลศึกษา ตลอดจนจักรวรรดิและอาณานิคมศึกษา

ส่งท้าย: ชวนราฟาเอลอ่าน “พระวรสารสมัยอยุธยา” และฟัง “ผู้ใหญ่ลี”

เนื้อหาสาระในหนังสือของราฟาเอลอาจฟังดูไกลตัวผู้อ่านชาวไทย แต่ผู้เขียนขอหยิบยกกรอบคำอธิบายจากหนังสือมาทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยต่างยุคต่างสมัยเพื่อให้เราเข้าใจความยอกย้อนของการแปลชัดเจนขึ้น ในสมัยอยุธยาช่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ อันเป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับที่มิชชันนารีสเปนกำลังเทศน์อยู่ในหมู่บ้านตากาล็อกนั้น บิชอปหรือพระสังฆราชหลุยส์ ลาโน (Mgr. Louis Laneau) มิชชันนารีคาทอลิกฝรั่งเศสในสยามก็ได้แปลพระวรสาร (Gospel) หรือบันทึกชีวประวัติพระเยซูเป็นภาษาไทย[8]

พระสังฆราชลาโนเผชิญปัญหาเดียวกันกับมิชชันนารีสเปนในฟิลิปปินส์ นั่นคือ จะพูดถึง “Deus” (พระเจ้า) ด้วยภาษาที่ไม่เคยมี “Deus” แบบคริสต์อยู่ในนั้นได้อย่างไร วิธีการของลาโนคือนำเอาคำที่มีที่ทางอยู่แล้วในโลกพุทธศาสนาของอยุธยาทั้งภาษาไทยและบาลีสันสกฤตมาใช้แปลแนวคิดแบบคริสต์ เช่นเรียกพระเยซูว่า “พระพุทธเยสู” เรียกอาณาจักรของพระเจ้าว่า “พระพุทธิสมบัติ” เรียกพระหรรษทานว่า “พระพุทธิกุศล” ทั้งนี้ยังไม่นับการแปลแนวคิดทางคริสต์ศาสนาสำคัญๆ ที่ยังคงใช้กันในปัจจุบัน เช่น “บาป” (sin) “ศีล” (sacrament) เป็นต้น ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้พระวรสารสื่อสารกับคนอยุธยาได้ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้สิ่งที่คนอยุธยาได้ยินไม่ใช่คริสต์ศาสนาตามหลักเทววิทยาดั้งเดิม พระเยซูได้รับการบรรยายให้มี “ฉพรรณรังษี” และ “ญาณสัพพัญญู” แบบพระพุทธเจ้า ส่วนความรอดก็อาศัยภาษาแบบพุทธว่าเป็นการหลุดพ้นจาก “มหรรณพสงสาร”[9] หากราฟาเอลได้อ่านพระวรสารฉบับนี้คงชอบใจและเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การแปลผิดตามใจปรารถนา” (wishful mistranslation) เพราะความทับซ้อนคลาดเคลื่อนเช่นนี้มิได้ทำให้การสื่อสารล้มเหลว แต่กลับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การสื่อสารความเป็นอื่นนั้นเกิดขึ้นได้

หากภาษาคาทอลิกสมัยอยุธยานั้นห่างไกลเกินไป เราอาจลองเขยิบมาสู่ประวัติศาสตร์ไทยยุคพัฒนาภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งใกล้กับปัจจุบันมากขึ้น ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินเพลง “ผู้ใหญ่ลี” (2504) ของพิพัฒน์ บริบูรณ์ (ขับร้องโดยศักดิ์ศรี ศรีอักษร) ในเพลงนี้ “ทางการ” ออกคำสั่งให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร ผู้ใหญ่ลีจึงนำนโยบายนั้นมาถ่ายทอดแก่ชาวบ้าน ครั้นชาวบ้านอย่างตาสีถามผู้ใหญ่ลีว่า “สุกรนั้นคืออะไร” ผู้ใหญ่ลีก็ตอบทันใดว่า “สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา”

สถานการณ์ในเพลงนี้เทียบเคียงกันได้กับฉากในโบสถ์ซานดิเอโกของริซัล

ประการแรก คำว่า “สุกร” คือคำในภาษาราชการซึ่งเดินทางจากศูนย์กลางอำนาจโดยไม่มีความหมายพ่วงมาด้วย สถานะของ “สุกร” ในหูของชาวบ้านจึงคล้ายกับคำว่า “Dios” ในหูของชาวตากาล็อก นั่นคือพยางค์ปริศนาหรือรูปสัญญะคลุมเครือ (opaque signifier) ที่มาจากภายนอก

ประการที่สอง ผู้ใหญ่ลีมิได้ลุกขึ้นตอบว่าไอ้ฉันก็ไม่รู้ แต่แปลทันควันด้วยถ้อยคำในโลกทัศน์ของตนและตาสี อันเป็นกระบวนการเดียวกันกับที่ชาวบ้านซานดิเอโกกระทำกับคำสี่คำที่ “ตก” ได้จากเสียงเทศน์

ประการต่อมา ระเบียบสังคมยังดำรงอยู่ได้ทั้งๆ ที่เข้าใจความหมายไม่ตรงกัน ทางการสั่งเรื่องสุกร ชาวบ้านรับเรื่องหมาน้อย เพลงจบลงเท่านี้แต่เราจินตนาการต่อไปได้ว่าการประชุมคงจบลงด้วยดี ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน(ไปเลี้ยงเป็ดกับหมาน้อย) และผู้ใหญ่ลีก็ยังคงเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่เช่นเดิม(เลี้ยงเป็ดกับหมาน้อยเช่นกัน) ความเข้าใจกันคนละทิศละทางระหว่างรัฐกับชาวบ้านมิได้ทำให้ระบบล่มสลาย แต่ทำให้ระบบเดินต่อไปได้แม้จะไม่บรรลุเจตนาตั้งต้นหรือมีประสิทธิภาพนัก

ประการสุดท้าย ไม่มีความจงใจต่อต้านขัดขืนอยู่ในเพลงนี้ ผู้ใหญ่ลีไม่ได้แกล้งเปลี่ยนนโยบายเพื่อประท้วงรัฐ เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านซานดิเอโกไม่ได้แกล้งหูทวนลมเพื่อประชดบาทหลวง ทว่าในทั้งสองกรณี  “ฉัพพรรณรังสี” แห่งอำนาจของผู้ปกครองกลับถูกหักเหเบี่ยงเบนผ่านการแปลโดยที่ผู้ใต้ปกครองก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เดชะบุญที่พระและรัฐก็ยังไม่รู้เช่นกัน ชาวบ้านซานดิเอโกจึงยังไม่ถูกดุ ผู้ใหญ่ลีจึงยังไม่ถูกเด้ง

ทั้งหมดนี้อาจแปลว่า การเมืองมิได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะตอนที่ผู้คนก้มหัวศิโรราบต่ออำนาจหรือโงหัวขึ้นต่อต้านอำนาจ แต่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแม้ในขณะที่ต่างคนต่างพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด ในอาณานิคมและราชอาณาจักรแห่งการสำคัญผิดแห่งนี้


            [1] อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            [2] ฉบับแปลภาษาไทยสำนวนของจิตราภรณ์ ตันรัตนกุล ได้ชื่อที่นิธิ เอียวศรีวงศ์เป็นคนตั้งให้ว่า อันล่วงละเมิดมิได้ ดู โฮเซ ริซัล, อันล่วงละเมิดมิได้, แปลโดย จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548).

            [3] Vicente L. Rafael, Contracting Colonialism: Translation and Christian Conversion in Tagalog Society under Early Spanish Rule (Ithaca: Cornell University Press, 1988).

            [4] Vicente L. Rafael, White Love and Other Events in Filipino History (Durham: Duke University Press, 2000); Vicente L. Rafael, The Promise of the Foreign: Nationalism and the Technics of Translation in the Spanish Philippines (Durham: Duke University Press, 2005); Vicente L. Rafael, Motherless Tongues: The Insurgency of Language amid Wars of Translation. (Durham: Duke University Press, 2016); Vicente L. Rafael, The Sovereign Trickster: Death and Laughter in the Age of Duterte (Durham: Duke University Press, 2022); Vicente L. Rafael, ed., Discrepant Histories: Translocal Essays on Filipino Cultures (Philadelphia: Temple University Press, 1995); Vicente L. Rafael, ed., Figures of Criminality in Indonesia, the Philippines, and Colonial Vietnam (Ithaca: Southeast Asia Program Publications, Cornell University, 1999); Phrae Chittiphalangsri and Vicente L. Rafael, eds. Of Peninsulas and Archipelagos: The Landscape of Translation in Southeast Asia (Abingdon, Oxon: Routledge, 2024).

            [5] ดูตัวอย่างของทั้งสองแนวทางได้จาก Horacio de la Costa, The Jesuits in the Philippines, 1581-1768 (Cambridge: Harvard University Press, 1961); John Leddy Phelan, The Hispanization of the Philippines: Spanish Aims and Filipino Responses, 1665-1700 (Madison: University of Wisconsin press, 1959). ตามลำดับ

            [6] ดู J. Jorge Klor de Alva, review of Contracting Colonialism, American Anthropologist, 91, no. 1 (March 1989): 264; Cristina Blanc-Szanton, review of Contracting Colonialism, Pacific Affairs 62, no. 3 (Autumn 1989): 426-28; Jean-Paul Dumont, review of Contracting Colonialism, The Journal of Asian Studies 48, no. 4 (November 1989): 941–42; Hugh Wilson, review of Contracting Colonialism, The International History Review 11, no. 4 (November 1989): 721–23; Bruce L. Fenner, review of Contracting Colonialism, The American Historical Review 94, no. 5 (December 1989): 1345–46; John Schumacher, review of Contracting Colonialism, Journal of Southeast Asian Studies 20, no. 2 (September 1989): 354–55. เป็นต้น

            [7] ดู Ramon Guillermo, “Citing a Southeast Asian Classic Citation Analysis of Vicente Rafael’s Contracting Colonialism.” Philippine Studies: Historical & Ethnographic Viewpoints (2013): 507-20.

            [8] ดู ภัคจิรา ธรรมมานุธรรม, “การใช้คำยืมภาษาบาลีสันสกฤตในพระวรสารสมัยอยุธยา” (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2565), 3.      

            [9] เรื่องเดียวกัน, 66-69.

Contracting Colonialism Vicente L. Rafael การแปล จักรวรรดิปริวรรต ประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ ภาษาตากาล็อก ภาษาสเปน วิเซนเต้ แอล. ราฟาเอล สเปน อาณานิคม อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู

Update: 2026-08-31
Tags: