Coca-Cola ปรับเพิ่มเป้าผลประกอบการปี 69 รับอานิสงส์ ไฮเดรชั่นเบรก บอลโลก
โคคา-โคล่า (Coca-Cola) ยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มระดับโลก ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการตลอดปี 2569 ในวันนี้ (28 ก.ค.) หลังโชว์ฟอร์มไตรมาส 2 แข็งแกร่งเกินคาด โดยได้ปัจจัยหนุนจากช่วงพักดื่มน้ำ (Hydration breaks) ของการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มกลุ่มสปอร์ตดริงก์ โดยเฉพาะแบรนด์ Powerade
ทางด้าน จอห์น เมอร์ฟี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของโคคา-โคล่า ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าช่วงพักดื่มน้ำแบบนี้จะกลายเป็นกติกาถาวรของวงการฟุตบอลหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ คือเราไม่ได้รู้สึกแย่กับช่วงพักดื่มน้ำเลยในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้
ยอดการบริโภคที่คึกคักช่วงฟุตบอลโลกยังช่วยสร้างแรงส่งให้เครื่องดื่มแบรนด์หลักของโคคา-โคล่า รวมถึงกลุ่มน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero Sugar) มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเริ่มชะลอตัวในหมวดสินค้าไม่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายได้น้อยในสหรัฐฯ ก็ตาม
สำหรับผลงานไตรมาส 2/2569 โคคา-โคล่า ทำรายได้เปรียบเทียบ (Comparable revenue) เพิ่มขึ้นราว 6% แตะระดับ 1.337 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จาก LSEG ที่ระบุไว้ที่ 1.316 หมื่นล้านดอลลาร์
ปัจจัยเหล่านี้ดันให้ราคาหุ้นของโคคา-โคล่า พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 90.13 ดอลลาร์ โดยระหว่างวันปรับตัวขึ้นไปถึง 7% ในวันอังคาร ทำสถิติเป็นวันที่หุ้นวิ่งแรงที่สุดในวันเดียว นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552
ขณะที่กำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted EPS) ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 97 เซนต์ เหนือกว่าที่ตลาดคาดไว้ 5 เซนต์ และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วขยับขึ้นมาอยู่ที่ 35.6% จาก 34.7% ในปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี ภาพรวมผลประกอบการยังคงมีแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนกระป๋องอะลูมิเนียมและขวดพลาสติก PET ซึ่งเมอร์ฟียอมรับว่า ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่บริษัทคาดไว้ จนเข้ามาลดทอนการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรลงบางส่วน
ปัญหาต้นทุนดังกล่าวมีสาเหตุมาจากสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานและดันราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น โดยโคคา-โคล่า ระบุตั้งแต่เดือนเม.ย. ว่า ได้เร่งจับมือกับพันธมิตรโรงงานบรรจุขวดเพื่อรับมือแล้ว พร้อมล็อกราคาต้นทุนล่วงหน้าบางส่วนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในเดือนก.พ.
จากผลงานไตรมาสล่าสุดที่ออกมาสดใส โคคา-โคล่า จึงปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของรายได้หลัก (Organic Revenue) ตลอดปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 5% (จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 4-5%) พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นขึ้นเป็น 9-10% (จากเดิม 8-9%)
ถึงกระนั้น ตลาดอินเดียของบริษัทประสบปัญหาขาดแคลนกระป๋องอะลูมิเนียมอย่างหนัก โดยเมอร์ฟี ระบุว่า ทำให้โคคา-โคล่า ต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในอินเดียไปในไตรมาสที่ผ่านมา
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต