classicliterature.it.com

CLSA คง “Outperform” หุ้น SCGP เป้า 35 บาท หลังกำไร Q2 พุ่ง 128%


บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 2,300 ล้านบาท หรือกำไรต่อหุ้น 0.54 บาท เพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 128% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กำไรดังกล่าวสูงกว่าประมาณการของ CLSA ประมาณ 5% และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ประมาณ 20% ได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรและธุรกิจเยื่อและกระดาษ รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย

รายได้จากการขายในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนผลบวกจากรายได้ที่เติบโต การบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และผลการดำเนินงานของธุรกิจในอินโดนีเซียที่ปรับตัวดีขึ้น

สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร หรือ Integrated Packaging Business ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 78% ของรายได้รวม มีรายได้เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 19% เป็น 5,200 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายใต้ Fajar

ทั้งนี้ Fajar พลิกมีกำไรสุทธิประมาณ 200 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 40 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 หลังปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงราคาขายภายในประเทศอินโดนีเซียที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคากระดาษในภูมิภาค

ราคากระดาษ Testliner ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ขณะที่ต้นทุนกระดาษรีไซเคิล AOCC เพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ส่วนต่างราคายังคงทรงตัวที่ประมาณ 237 ดอลลาร์ต่อตัน

ด้านอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA Margin ของ SCGP เพิ่มขึ้นเป็น 18% หรือเพิ่มขึ้น 2 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรมี EBITDA Margin ที่ 20% ส่วนธุรกิจเยื่อและกระดาษอยู่ที่ 9%

สำหรับธุรกิจเยื่อและกระดาษ มีรายได้เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นและการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

CLSA ประเมินว่า ราคาขายกระดาษภายในประเทศอินโดนีเซียที่ทรงตัวในระดับใกล้เคียงตลาดภูมิภาค สะท้อนว่าการดำเนินงานของ Fajar มีทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายในไตรมาส 3/2569 อาจทรงตัวหรืออ่อนตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน

อย่างไรก็ดี คาดว่าการเพิ่มสต็อกสินค้าก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลในไตรมาส 4/2569 จะช่วยชดเชยผลกระทบจากฤดูกาลที่อ่อนตัวในไตรมาส 3 ได้บางส่วน

ขณะที่แนวโน้มความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ราคากระดาษ Testliner และต้นทุน AOCC ในเดือนกรกฎาคมจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนประมาณ 7 ดอลลาร์และ 10 ดอลลาร์ต่อตัน มาอยู่ที่ 413 ดอลลาร์และ 179 ดอลลาร์ต่อตัน ตามลำดับ แต่คาดว่าจะยังไม่กดดันอัตรากำไรอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ CLSA คงคำแนะนำ “Outperform” หุ้น SCGP พร้อมราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF ที่ 35 บาท อ้างอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรปี 2569 ที่ 17.7 เท่า พร้อมระบุว่าบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น และกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 สิงหาคม 2569

Update: 2026-07-21
Tags: