classicliterature.it.com

นิด้าโพล ชี้ Climate Change เขย่าคนไทยตื่นตัวปรับพฤติกรรมเซฟโลก

นิด้า เปิดผลสำรวจมุมมองคนไทยต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบสัญญาณสำคัญว่า ความตระหนัก กำลังขยับไปสู่ การลงมือทำ อย่างไรก็ตาม คนไทยถึง 65.6% กลับคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มแย่ลง สะท้อนช่องว่างระหว่างความพร้อมของประชาชนกับความเชื่อมั่นต่อทิศทางการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล จัดทำ NIDA Environment Poll 2026 เปิดผลสำรวจเรื่องการรับรู้ ผลกระทบ พฤติกรรม และความพร้อมของคนไทยต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยพบว่า คนไทยไม่ได้มองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและจำนวนมากเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่ความกังวลต่อสถานการณ์ในอนาคตยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนโจทย์สำคัญของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมในการต่อยอด ความตระหนักของประชาชน สู่การลงมือทำและการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง

*คนไทยรับรู้สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากผลสำรวจ คือ 71.6% ของคนไทยรู้สึกว่าสภาพอากาศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รุนแรงขึ้น แบ่งเป็น 42.60% ที่มองว่ารุนแรงขึ้นมาก และ 29.01% ที่เห็นว่ารุนแรงขึ้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Climate Change สำหรับประชาชนจำนวนมากไม่ได้อยู่เพียงในระดับของข้อมูลหรือการรับรู้เชิงนามธรรม แต่เริ่มถูกสัมผัสผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริง

*Climate Change กระทบกระเป๋าเงินและสุขภาพ

เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลสำรวจพบว่า 66.18% ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ซึ่งสูงกว่าผลกระทบในมิติอื่นอย่างชัดเจน รองลงมา ได้แก่ ค่าครองชีพ 31.98% รายได้ 31.76% การเกษตร 28.55% พลังงาน 11.22% ความมั่นคงด้านอาหาร 9.16% การท่องเที่ยว 9.08% และทรัพย์สิน 5.04% โดยคำถามข้อนี้ผู้ตอบสามารถเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวทำให้ภาพของ Climate Change ขยายออกจากกรอบ สิ่งแวดล้อม ไปสู่โจทย์ด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เพราะเมื่อผลกระทบแตะทั้งสุขภาพ ค่าครองชีพ และรายได้ การรับมือกับ Climate Change จึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนโดยตรง

*PM 2.5 ปัญหาใกล้ตัวอันดับหนึ่ง

เมื่อถามถึง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน พบว่า PM 2.5 เป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่ 31.22% ตามด้วยน้ำท่วม 19.62% คลื่นความร้อน 15.65% ภัยแล้ง 15.42% ขยะพลาสติก 9.31% การสูญเสียพื้นที่สีเขียว 6.26% น้ำเสีย 2.37% และการกัดเซาะชายฝั่ง 0.15%

ข้อมูลชุดนี้สะท้อนมิติสำคัญของโจทย์สิ่งแวดล้อมไทย เพราะปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่คุณภาพอากาศ สุขภาพ ภัยพิบัติ ไปจนถึงสภาพอากาศสุดขั้ว

*ประชาชนพร้อมร่วมมือมาตรการเข้ม แต่หวั่น โครงสร้างประเทศ ยังไม่พร้อม

ประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย คือ เมื่อถามถึงความร่วมมือหากภาครัฐมี มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พบว่า 71.7% ของคนไทยมีความพร้อมในระดับสูง แบ่งเป็น 50.61% พร้อมมาก และ 21.07% พร้อมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลี่ยนคำถามจาก ความพร้อมของตัวเอง ไปเป็น ความพร้อมของประเทศ ภาพกลับแตกต่างออกไป โดย 46.3% มองว่าประเทศไทยยัง พร้อมน้อย หรือ ไม่พร้อมเลย ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แบ่งเป็นพร้อมน้อย 24.05% และไม่พร้อมเลย 22.29%

ทั้งนี้ ความแตกต่างของสองตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของผลสำรวจ เพราะในด้านหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากระบุว่าตนพร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการที่เข้มข้นขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีประชาชนส่วนสำคัญที่มองว่าความพร้อมของประเทศในการรับมือกับ Climate Change อยู่ในระดับต่ำ ผลสำรวจยังสะท้อนองค์ประกอบที่ประชาชนมองว่าจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่ นโยบายที่ชัดเจน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

*ประชาชนตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมสูง จาก ความกังวล สู่ การลงมือทำ

อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจพบสัญญาณเชิงบวก เมื่อ 88.2% ของคนไทยระบุว่าได้ปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 61.15% ที่ทำเป็นประจำ และ 27.09% ที่ทำเป็นครั้งคราว สำหรับพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำมากที่สุด ได้แก่ การคัดแยกขยะ 56.23% รองลงมาคือ ลดการใช้พลาสติก 48.79% ใช้ถุงผ้า 45.76% ประหยัดไฟฟ้า 40.92% และปลูกต้นไม้ 34.60%

ผลสำรวจส่วนนี้จึงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรับรู้ถึงปัญหา แต่เริ่มเปลี่ยนความตระหนักไปเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวันแล้ว แม้พฤติกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นการดำเนินการในระดับบุคคลก็ตาม โจทย์ถัดไปจึงอาจอยู่ที่การสร้างระบบและแรงจูงใจที่ทำให้การกระทำระดับบุคคลสามารถเชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ในระดับสังคมได้มากขึ้น

*ความพร้อมวันนี้สวนทางความเชื่อมั่น ในอีก 10 ปีข้างหน้า

แม้ประชาชนจำนวนมากจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมและพร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถามถึงภาพอนาคต กลับพบความกังวลอย่างมีนัยสำคัญ 65.6% ของคนไทยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจะมีแนวโน้ม แย่ลง โดย 48.63% มองว่าจะแย่ลง และอีก 16.95% มองว่าจะแย่ลงมาก

ดังนั้น จึงเกิดเป็นภาพที่น่าสนใจของสังคมไทยในปี 69 คือประชาชนรับรู้ปัญหาแล้ว ลงมือเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว และส่วนใหญ่พร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการที่เข้มข้นขึ้น แต่ยังไม่มั่นใจว่าอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศจะดีขึ้น หากมองในเชิงนโยบาย ช่องว่างดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคมต้องร่วมกันตอบว่า จะทำอย่างไรให้ ความพร้อมของประชาชน ถูกต่อยอดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถมองเห็นและเชื่อมั่นได้ในระยะยาว

*จาก Individual Action สู่ Collective Action โจทย์ต่อไปของสิ่งแวดล้อมไทย

เมื่อนำผลสำรวจทั้ง 6 มิติมาพิจารณาร่วมกัน NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่การรับรู้ถึงความรุนแรงของสภาพอากาศ การเผชิญผลกระทบในชีวิตจริง การระบุปัญหาที่ใกล้ตัว การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับมาตรการของภาครัฐ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า คนไทยตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด แต่คือระบบนโยบายและกลไกทางเศรษฐกิจและสังคม จะสามารถรองรับความตระหนักและความพร้อมดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด เพราะการคัดแยกขยะ ลดพลาสติก ใช้ถุงผ้า ประหยัดพลังงาน หรือปลูกต้นไม้ เป็นจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล ขณะที่โจทย์อย่าง PM 2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ตลอดจนผลกระทบต่อสุขภาพ ค่าครองชีพและรายได้ ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการดำเนินงานในระดับนโยบายและความร่วมมือข้ามภาคส่วนควบคู่กัน

ทั้งนี้ นิด้าโพล ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 2127 ส.ค. 69 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และระดับรายได้ทั่วประเทศ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling)

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน


Update: 2026-09-24
Tags: