classicliterature.it.com

'อาจารย์หยก' ร่ายยาว ChatGPT เป็น 'แพลตฟอร์มดิจิทัล' หรือไม่พร้อมข้อเสนอแนะดูแล

09 ก.ย.2569 - ผศ.ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล หรืออาจารย์หยก อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ChatGPT เป็น "แพลตฟอร์มดิจิทัล" หรือเปล่า?” ระบุว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศกำหนดให้ ChatGPT เป็น "เครื่องมือค้นหาออนไลน์ขนาดใหญ่มาก" (Very Large Online Search Engine หรือ VLOSE) ภายใต้กฎหมาย Digital Services Act (DSA) ครับ โดยอ้างจำนวนผู้ใช้ในสหภาพยุโรปเฉลี่ย 159.1 ล้านคนต่อเดือน (ตัวเลขนี้ OpenAI รายงานเองตามหน้าที่เปิดเผยข้อมูลใน DSA สำหรับช่วงหกเดือนถึงมีนาคม 2569) เทียบกับเกณฑ์ 45 ล้านคน (วันเดียวกัน Reddit และ Roblox ก็ถูกกำหนดเป็น "แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มาก" (VLOP) ด้วย) โดยผู้ถูกกำหนดคือ OpenAI Ireland Limited และนับจากวันที่ได้รับแจ้งมีเวลาสี่เดือน คือราวเดือนมกราคม 2570 ที่จะต้องเริ่มปฏิบัติตามหน้าที่ชุดใหญ่ ได้แก่ ประเมินความเสี่ยงเชิงระบบทุกปี ให้ผู้ตรวจสอบอิสระเข้าตรวจโดยผู้ประกอบการออกค่าใช้จ่ายเอง และเปิดข้อมูลให้นักวิจัยที่ผ่านการรับรอง (ซึ่งเป็นกลไกที่บ้านเรายังไม่มี แต่ผมเชื่อว่าควรจะมี เพื่อแบ่งเบาภาระของ regulator นะครับ)

นิยาม "เครื่องมือค้นหาออนไลน์" ในมาตรา 3(j) ของ DSA เขียนไว้ว่า บริการที่ให้ผู้ใช้ป้อนคำค้น แล้วคืนผลลัพธ์ "ในรูปแบบใดก็ได้" (in any format) คณะกรรมาธิการจึงอธิบายว่า ChatGPT เป็นบริการลูกผสม (hybrid) ที่ตอบคำถามผู้ใช้ รวมถึงด้วยการค้นเว็บ จึงเข้านิยามนี้ได้

เรื่องที่ผมอยากชวนคิดวันนี้ คือ ChatGPT (หรือ Claude หรือ Gemini) เป็น "แพลตฟอร์มดิจิทัล" หรือเปล่า ยุโรปตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร ประเทศอื่นตอบว่าอย่างไร ทับซ้อนกับกฎหมาย AI อย่างไร แล้วถ้าเป็นกฎหมายไทย เรา(ควร)จะตอบว่าอย่างไร

1. ก่อนที่จะสามารถตอบได้ว่า ChatGPT ควรถูกจัดประเภทตามกฎหมายเป็นอย่างไร เราต้องพิจารณาก่อนว่าตามข้อเท็จจริง ChatGPT ทุกวันนี้เป็นยังไงแล้ว

Product จาก frontier labs อย่าง ChatGPT กับ Claude ไปไกลกว่าแชตบอตที่ตอบคำถามเองมานานแล้วนะครับ แม้ตัวโมเดลภาษายังเป็น engine หลักอยู่ก็จริง แต่ตัว product ที่เราใช้กลายเป็นบริการที่เชื่อมผู้ใช้เข้ากับเครื่องมือและบริการของคนอื่นผ่าน agents เป็นหลักมาสักพักแล้ว

ChatGPT มี apps ให้ Booking.com, Expedia, Spotify, Canva, Zillow ทำงานอยู่ในหน้าแชต (เปิดตัวตุลาคม 2568) เคยเปิด Instant Checkout ให้ซื้อของจากร้านบน Etsy และ Shopify จบในแชต (กันยายน 2568 ก่อนปรับรูปแบบเป็นค้นในแชตแล้วไปซื้อที่ร้านเมื่อมีนาคม 2569) มี Codex app (กุมภาพันธ์ 2569) และ ChatGPT Work (กรกฎาคม 2569) ที่รับงานหลายขั้นตอนไปทำข้ามระบบให้เสร็จ ฝั่ง Anthropic ปล่อย Model Context Protocol (MCP มาตรฐานเปิดที่ให้โมเดลต่อกับบริการภายนอกได้ พฤศจิกายน 2567) มี connectors directory กว่า 200 ตัว มี Claude Cowork (เมษายน 2569) และ Claude in Chrome ที่เข้าไปกดเว็บแทนเราได้ (เปิดให้ใช้ทั่วไปสิงหาคม 2569)

ถึงตอนนี้ของสองค่ายหน้าตาแทบไม่ต่างกันแล้ว

ทิศทางต่อจากนี้ก็ยิ่งชัดนะครับ OpenAI ออก GPT-Live เมื่อกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นโมเดลเสียงแบบ full-duplex คือฟังและพูดพร้อมกันได้ แทรกได้ ขัดจังหวะได้เหมือนคุยกับคน และบอกเองว่าต้องการให้เสียงเป็น "อินเทอร์เฟซหลัก" สำหรับสั่งงาน agents ที่ทำงานยาว ๆ พูดง่าย ๆ คือกำลังเดินไปเป็นผู้ช่วยที่เราสั่งด้วยเสียงให้ไปทำเรื่องกับบริการอื่นแทนเรา

แม้อาจจะมีคนแย้งว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ถามตอบอยู่ดี ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่งครับ งานศึกษาของ OpenAI เองเมื่อกันยายน 2568 พบว่าราวครึ่งหนึ่งของข้อความผู้ใช้ทั่วไปยังเป็นการ "ถาม" อยู่ แต่ในทางกฎหมาย การจัดประเภทดูที่ตัวบริการเสนอฟังก์ชันอะไร ไม่ได้ดูว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้ฟังก์ชันไหน Shopee ก็ยังเป็นตลาดออนไลน์แม้คนจำนวนมากจะเข้าไปแค่ดูของ

ดังนั้น product เหล่านี้จึงไม่ใช่ "เครื่องตอบคำถาม" แต่คือ "ประตู" ที่พาผู้ใช้ไปหาบริการของคนอื่น และทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วครับ

2. ยุโรป กฎหมายสามฉบับ สามชั้น และคำตอบว่าซ้อนทับกันอย่างไร

ยุโรปมองของชิ้นเดียวกันเป็นสามชั้นครับ

ชั้นที่หนึ่ง ชั้นบริการ คือ DSA ซึ่งเพิ่งตัดสินไป แต่กว่าจะถึงวันนี้เถียงกันมาสามปีกว่านะครับ ตั้งแต่ Hacker, Engel และ List เขียนใน Verfassungsblog ต้นปี 2566 ว่าประเภทบริการที่ DSA มีอยู่ไม่มีอันไหนพอดีกับ generative AI เลย Botero Arcila เสนอในปีเดียวกันว่าควรจัดเป็นเครื่องมือค้นหา จนถึง Lorente และ Gardhouse ใน Internet Policy Review เมื่อกุมภาพันธ์ 2569 ที่บอกว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นทั้งเครื่องมือค้นหาและแพลตฟอร์ม (hosting) พร้อมกัน และควรมีหน้าที่ทั้งสองบทบาท ต้องบอกว่าจริง ๆ ที่มามีบทสรุปได้ ก็เพราะตัว product เองเปลี่ยนเร็วมาก และกลายมาคล้ายกับ platform ขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยส่วนนึง สุดท้ายคณะกรรมาธิการเลือกประเภทเครื่องมือค้นหา เพราะ DSA ไม่มีประเภทสำหรับ agentic system

ชั้นที่สอง ชั้นอำนาจตลาด คือ Digital Markets Act (DMA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีช่องที่ใกล้เคียง agentic system ที่สุด เพราะมาตรา 2(2)(h) ระบุ "ผู้ช่วยเสมือน" (virtual assistant) เป็นหนึ่งใน core platform services และมาตรา 2(12) นิยามว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่รับคำสั่ง งาน หรือคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ข้อความ หรือท่าทาง แล้ว "ให้การเข้าถึงบริการอื่น หรือควบคุมอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ" สังเกตนะครับว่านิยามนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่ตอบคำถามได้หรือไม่ แต่ตัดสินที่ว่าเป็นประตูไปสู่บริการอื่นหรือเปล่า ซึ่งตรงกับสิ่งที่ ChatGPT และ Claude เป็นในวันนี้พอดี

แต่ถึงอย่างนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยมีผู้ช่วยเสมือนรายใดถูกกำหนดเป็น gatekeeper เลยแม้แต่รายเดียว รายงานทบทวน DMA ที่คณะกรรมาธิการออกเมื่อ 28 เมษายน 2569 เขียนไว้ชัดว่าจะ "ประเมินต่อไปว่าบริการ AI บางรายจำเป็นต้องถูกกำหนดเป็น virtual assistant หรือไม่" คือยังเป็นคำถามปลายเปิดอยู่ครับ

ชั้นที่สาม และขึ้นสุดท้าย คือ ชั้นโมเดล คือ AI Act ซึ่งกำกับ GPT ในฐานะ general-purpose AI model (หน้าที่มีผลตั้งแต่ 2 สิงหาคม 2568) และกำหนดให้ผู้ให้บริการแชตบอตต้องบอกผู้ใช้ว่ากำลังคุยกับ AI ตามมาตรา 50 (มีผล 2 สิงหาคม 2569)

แล้วสามชั้นนี้ซ้อนกันไหม ซ้อนครับ และยุโรปเขียนทางออกไว้ในตัวบทครับ recital 118 ของ AI Act บอกว่า ถ้าโมเดลหรือระบบ AI ถูกฝังอยู่ใน VLOP หรือ VLOSE ที่ถูกกำหนดแล้ว ให้อยู่ใต้กรอบบริหารความเสี่ยงของ DSA และให้ "ถือว่า" หน้าที่ตาม AI Act ในส่วนนั้นได้ปฏิบัติแล้ว เว้นแต่จะมีความเสี่ยงเชิงระบบที่ DSA ไม่ครอบคลุมโผล่ขึ้นมา พูดง่าย ๆ คือ ยอมรับว่าซ้อน แล้วบอกว่าอันไหนนับ ไม่ให้ผู้ประกอบการต้องประเมินความเสี่ยงเรื่องเดียวกันสองรอบให้สองหน่วยงาน

3. ประเทศอื่นทำอย่างไร

ถ้าไล่ดูประเทศหลัก ๆ จะเห็นสองแนวทางครับ

แนวทางแรกคือกำกับ "ตามฟังก์ชัน" แบบยุโรป อังกฤษเดินทางนี้เหมือนกัน Ofcom ออกจดหมายเปิดผนึกตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 ว่าแชตบอตที่ค้นเว็บได้เข้าข่ายบริการค้นหาตาม Online Safety Act และแชตบอตที่ผู้ใช้สร้างตัวละครแล้วแชร์กันได้เข้าข่ายบริการแบบ user-to-user ส่วนฝั่งการแข่งขัน CMA กำหนดให้ Google มี strategic market status ในบริการค้นหาเมื่อตุลาคม 2568 แล้วในปี 2569 ก็ออกเงื่อนไขให้ผู้เผยแพร่เนื้อหาเลือกไม่ให้เอาเนื้อหาไปใช้ในฟีเจอร์ AI อย่าง AI Overviews ได้ คือกำกับคำตอบของ AI ในฐานะส่วนหนึ่งของ "เสิร์ช" ไม่ใช่ในฐานะ AI ส่วนผู้ช่วย AI แบบ stand-alone นั้นยังไม่มีใครถูกกำหนดเช่นกัน

แนวทางที่สองคือกำกับ "ตามความเป็น AI" จีนเป็นประเทศที่ใช้แนวทางนี้ชัดที่สุดครับ มาตรการชั่วคราวว่าด้วยบริการ generative AI (มีผลสิงหาคม 2566) กำหนดให้บริการ generative AI ทุกรายที่ให้บริการสาธารณะต้องผ่านการประเมินความมั่นคงและยื่นจดแจ้งอัลกอริทึมกับ CAC ก่อนเปิดให้ใช้ และตั้งแต่กันยายน 2568 ต้องติดป้ายเนื้อหาที่ AI สร้าง นี่คือระบบกำกับ "ชั้นบริการ" ของ AI โดยตรง ไม่ต้องถามเลยว่าเป็นแพลตฟอร์มหรือไม่ เกาหลีใต้ก็ไปในทิศทางเดียวกันด้วย AI Basic Act ที่มีผลเมื่อมกราคม 2569 กำหนดหน้าที่ความโปร่งใสกับผู้ให้บริการ generative AI และหน้าที่เพิ่มสำหรับ AI ที่มีผลกระทบสูง ขณะที่กฎหมายแพลตฟอร์มของญี่ปุ่นอย่าง Mobile Software Competition Act (มีผลเต็มรูปแบบธันวาคม 2568) ครอบคลุมระบบปฏิบัติการ แอปสโตร์ เบราว์เซอร์ และเครื่องมือค้นหา แต่ไม่รวมผู้ช่วย AI ส่วนกฎหมาย AI ของญี่ปุ่นเอง (พฤษภาคม 2568) ก็เป็นกฎหมายส่งเสริมที่ไม่มีหน้าที่บังคับ สิงคโปร์และออสเตรเลียยังอยู่กับ soft law และ code ด้านความปลอดภัยออนไลน์ที่จับได้เฉพาะแชตบอตบางประเภท เช่น companion chatbots ครับ

ข้อสังเกตคือ ไม่ว่าจะใช้แนวทางไหน ทุกประเทศที่มีทั้งกฎหมายแพลตฟอร์มและกฎหมาย AI ต้องตอบคำถามเดียวกันในท้ายที่สุด คือของสิ่งเดียวกันจะอยู่ใต้กฎหมายไหน และถ้าอยู่ใต้ทั้งสองฉบับ จะจัดการความทับซ้อนอย่างไร ยุโรปตอบด้วย recital 118 จีนตอบด้วยการให้กฎหมาย AI เป็นตัวหลักไปเลย ไทยมีทั้ง พรฎ.แพลตฟอร์มและกำลังมีร่างกฎหมาย AI อยู่ในมือ เราคงต้องหาทางจัดการเรื่องนี้ครับ

4. กฎหมายไทย ประตูมาตรา 3 กับกล่อง 15 กล่อง

ตามพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มาตรา 3 นิยาม "บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล" ว่าเป็นการให้บริการสื่อกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกัน "ระหว่าง" ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค หรือผู้ใช้บริการ เพื่อให้เกิดธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าเป็น ChatGPT เมื่อสองปีก่อนที่ตอบเองด้วยโมเดล ไม่ต่อไปข้างนอก อ่านตามตัวอักษรก็หลุดนะครับ เพราะไม่ได้เชื่อมเราเข้ากับใคร

แต่ ChatGPT วันนี้พาผู้ใช้ไปหาโรงแรมบน Booking.com ไปดูบ้านบน Zillow ไปซื้อของจากร้านค้าบน Etsy และไปกดเว็บของคนอื่นแทนผู้ใช้ผ่าน browser agent นั่นคือสื่อกลางที่บริหารจัดการข้อมูลเพื่อเชื่อม "ผู้ประกอบการ" กับ "ผู้บริโภค" เพื่อให้เกิด "ธุรกรรม" ตรงตัวอักษรของมาตรา 3 เลยครับ และโครงสร้างนี้ก็คือโครงสร้างเดียวกับตลาดออนไลน์ (ประเภทที่ 1 ในรายการของ ETDA) คือมีผู้ขายจำนวนมากอยู่ฝั่งหนึ่ง ผู้บริโภคอยู่อีกฝั่ง แล้วมีตัวกลางที่ควบคุมว่าใครจะเจอใคร ต่างกันแค่หน้าร้านเป็นบทสนทนาแทนที่จะเป็นหน้าเว็บ ไม่ต้องตีความคำว่า "ธุรกรรม" ให้กว้างจนร้านค้าออนไลน์ทุกร้านกลายเป็นแพลตฟอร์มด้วยซ้ำ เพราะฟังก์ชันสื่อกลางมีอยู่แล้ว

แล้วประเภทแพลตฟอร์มทั้ง 15 ประเภทที่ ETDA ใช้ตอนเปิดจดแจ้งปลายปี 2566 ล่ะ? ในนั้นมีทั้ง "บริการสืบค้น (Searching Tools)" ในลำดับที่ 7 ที่นิยามผูกกับ "การแสดงผลเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งแคบกว่ามาตรา 3(j) ของ DSA เสียอีก และมี "บริการผู้ช่วยเสมือนจริง (Virtual Assistants)" ลำดับที่ 11 ที่ให้ตัวอย่างว่า "เช่น การใช้เสียงสั่งงานผ่านอุปกรณ์เพื่อเข้าถึงบริการหรือควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ"

เรื่องนี้มีสองอย่างที่ควรสังเกตครับ

หนึ่ง คำว่า "เช่น" แปลว่านั่นเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่นิยาม ใจความจริงคือ "เข้าถึงบริการหรือควบคุมอุปกรณ์" ซึ่งแทบเป็นประโยคเดียวกับมาตรา 2(12) ของ DMA และเป็นสิ่งที่ ChatGPT ทำอยู่แล้ว ส่วนตัวอย่างเรื่องสั่งด้วยเสียงนั้น GPT-Live ก็กำลังเดินไปทางนั้นพอดี

สอง รายการนี้เป็นเครื่องมือทางธุรการของสำนักงาน ไม่ใช่ตัวพระราชกฤษฎีกา และไม่ใช่กฎหมายลูกบทแต่ประการใด ดังนั้น เกณฑ์สำคัญก็ยังคงเป็น มาตรา 3 ของ พรฎ. เพราะฉะนั้น บริการที่เข้าเกณฑ์คำนิยามตามมาตรา 3 มาแล้วก็ไม่ได้ต้องอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง ChatGPT วันนี้น่าจะเป็นทั้งประเภท 1 ประเภท 7 และประเภท 11 พร้อมกัน ซึ่งก็คือปัญหา hybrid แบบเดียวกับที่ยุโรปเจอครับ

ส่วนที่มาตรา 3 จับไม่ถึงจริง ๆ เหลืออยู่ส่วนเดียวครับ คือฟังก์ชันถามตอบล้วน ๆ ที่ไม่ได้เชื่อมไปที่อื่น ซึ่งกลายเป็นส่วนย่อยของสินค้าไปแล้ว และมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอยู่ด้วย เพราะ พรฎ. ฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งให้กำกับได้เฉพาะ "ธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์" ฟังก์ชันถามตอบล้วน ๆ จึงเป็นโจทย์ที่แก้ พรฎ. อย่างเดียวอาจไม่พอครับ

ทีนี้ในทางปฏิบัติ เท่าที่ผมตรวจสอบได้ OpenAI หรือ AI labs รายอื่นยังไม่ปรากฏในรายชื่อผู้แจ้งข้อมูลกับ ETDA ตามมาตรา 8 ทั้งที่เกณฑ์ผู้ใช้ 5,000 รายต่อเดือนนั้นเกินมานานแล้วแน่นอน (รายชื่อผู้แจ้งเป็นข้อมูลเปิดบนเว็บ ETDA ถ้าผมดูพลาดช่วยบอกด้วยนะครับ) ข้อเท็จจริงนี้ตีความได้สองทางครับ ทางแรกคือ ETDA มองว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งถ้ามองจากสินค้าในปี 2569 ก็น่าจะเชื่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ทางที่สองคือ ETDA มองว่าเข้าข่ายแต่ยังไม่ได้ติดตาม ซึ่งแปลว่าบริการที่คนไทยใช้มากที่สุดรายหนึ่งอยู่นอกระบบจดแจ้งมาแล้วกว่าสามปีนะครับ

จริง ๆ เครื่องมือของเราก็ไม่ได้มีแค่การจดแจ้งนะครับ มาตรา 18 ให้กำหนดหน้าที่เพิ่มได้สามช่องทาง (1) แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ (รายได้ในไทยเกิน 300 ล้านบาทต่อปีต่อประเภทบริการ หรือผู้ใช้เกินร้อยละ 10 ของประชากร คือราว 6.6 ล้านรายต่อเดือน) ต้องทำตามมาตรา 19 คือประเมินความเสี่ยง มีมาตรการบริหารความเสี่ยง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ การจัดการภาวะวิกฤติ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย และ การตรวจสอบโดยผู้ตรวจประเมินภายนอก (2) แพลตฟอร์มที่มี "ลักษณะเฉพาะ" จากความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือความเสียหายต่อสาธารณชน ต้องประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการตามมาตรา 20 และ (3) แพลตฟอร์มที่กระทบภาคส่วนสำคัญตามข้อเสนอของหน่วยงานกำกับรายสาขา ตามมาตรา 21 และ ETDA ก็ใช้เครื่องมือนี้แล้วจริง ๆ ในปี 2568 กับตลาดออนไลน์ 19 รายและบริการเรียกรถ พูดง่าย ๆ คือชุดเครื่องมือของเราหน้าตาไม่ต่างจาก DSA มาตรา 34 กับ 37 มากนัก ที่จะยังไม่มีคือช่องทางในการเปิดข้อมูลให้นักวิจัย

ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมาย AI ของไทยที่เพิ่งปิดรับฟังความเห็นรอบล่าสุดเมื่อสิงหาคม 2569 ก็ใช้แนวคิดตามความเสี่ยงและเปิดช่องให้ออกกฎหมายลำดับรองกำหนดให้ AI บางประเภทต้องแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขออนุญาต ถ้าวันหนึ่ง ChatGPT ถูกกำหนดอยู่ทั้งภายใต้ พรฎ.แพลตฟอร์มและภายใต้กฎหมาย AI โดยไม่มีข้อความบอกว่าสองฉบับนี้ซ้อนกันอย่างไร เราจะได้ผลลัพธ์แบบใดแบบหนึ่ง คือประเมินความเสี่ยงเรื่องเดียวกันสองรอบให้สองระบบ หรือต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายดูอยู่แล้วเลยไม่มีใครดู ซึ่งก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยทั้งคู่นะครับ...

5. ข้อเสนอเชิงนโยบาย

ผมขอเสนอเป็นห้าข้อที่คิดว่าทำได้จริงและเรียงตามลำดับเวลาครับ

ข้อแรก ภายในปีนี้ ETDA ควรออกแนวทางการตีความมาตรา 3 สำหรับผู้ช่วย AI ให้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช้เกณฑ์ตามฟังก์ชันสามข้อ คือ (ก) มี apps, connectors หรือช่องทางที่เชื่อมผู้ใช้เข้ากับผู้ประกอบการรายอื่น (ข) ทำธุรกรรมหรือดำเนินการแทนผู้ใช้บนบริการของผู้อื่นได้ รวมถึง browser agent และ (ค) ค้นและส่งผู้ใช้ไปยังเนื้อหาหรือบริการของผู้อื่น เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็ถือเป็นบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมระบุชัดว่ารายการ 15 ประเภทเป็นเพียงตัวอย่าง และเรียกผู้ให้บริการที่เข้าเกณฑ์มาแจ้งข้อมูลตามมาตรา 8 ภายในหกสิบวัน ข้อนี้ไม่ต้องแก้กฎหมายเลยครับ

ข้อสอง ทันทีที่แจ้งแล้ว คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ควรใช้มาตรา 18(2) กำหนดให้ผู้ช่วย AI ที่ผ่านเกณฑ์ข้อแรกเป็นบริการที่มี "ลักษณะเฉพาะ" แล้วเขียนหน้าที่ตามมาตรา 20 ให้ตรงกับความเสี่ยงของ agentic system จริง ๆ ไม่ใช่ลอกจากตลาดออนไลน์ อย่างน้อยห้าเรื่อง คือ (1) เนื้อหาที่ผิดหรือเป็นอันตรายในระดับมวลชน (2) ผู้เยาว์ (3) ข้อมูลผู้ใช้ที่ไหลไปยังเครื่องมือของบุคคลที่สามผ่าน apps และ connectors (4) การกระทำที่ agent ทำแทนผู้ใช้ เช่น สั่งซื้อ จอง ชำระเงิน รวมถึงวิธีจัดการเมื่อทำผิดพลาด และ (5) การพึ่งพิงเชิงระบบเมื่อบริการล่ม พร้อมหน้าที่รายงานจำนวนผู้ใช้ในไทยทุกหกเดือนแบบที่ DSA ให้ผู้ประกอบการรายงานเอง หน้าที่ชุดนี้เป็นระดับข้อมูลและการประเมิน ต้นทุนต่ำ แก้ไขย้อนกลับได้ และเป็นฐานให้ regulator เห็นภาพก่อนจะไปคิดเรื่องกำกับพฤติกรรม ส่วนเกณฑ์แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ตามมาตรา 18(1) ที่ราว 6.6 ล้านรายต่อเดือนนั้น ChatGPT น่าจะเกินอยู่แล้ว การขยับไปมาตรา 19 ที่มีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจประเมินภายนอกจึงทำได้ในขั้นถัดไปเมื่อมีข้อมูลแล้ว

ข้อสาม ภายในสิบสองถึงสิบแปดเดือน แก้ พรฎ. สามประเด็น คือ (1) เพิ่มประเภทบริการที่นิยามตามหน้าที่แบบมาตรา 3(j) ของ DSA คือ "รับคำค้นแล้วคืนผลลัพธ์ในรูปแบบใดก็ได้" เพื่อให้ครอบคลุมฟังก์ชันถามตอบที่มาตรา 3 เดิมอาจตีความไปไม่ถึง (2) ยกรายการประเภทบริการขึ้นเป็นบัญชีท้าย พรฎ. ที่ระบุชัดว่าเป็นตัวอย่าง ไม่ให้แบบฟอร์มทำหน้าที่เกินตัวบท และ (3) เพิ่มหน้าที่เปิดข้อมูลให้นักวิจัยที่ผ่านการรับรองไว้ในมาตรา 19 ข้อจำกัด คือมาตรา 32 ของกฎหมายแม่บทนะครับ ฟังก์ชันถามตอบล้วน ๆ จะตีความให้เข้าคำว่าธุรกรรมได้แค่ไหนยังเป็นคำถามอยู่ ถ้าไม่ได้ ก็ต้องไปข้อสี่ครับ

ข้อสี่ เขียนกติกาว่าสองกฎหมายซ้อนกันอย่างไรให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ ในร่างกฎหมาย AI ควรกำหนดให้ชัดว่ากฎหมาย AI ดูแล "ชั้นโมเดล" คือหน้าที่ของผู้พัฒนาโมเดล เช่น เอกสารทางเทคนิค ความปลอดภัย ความโปร่งใส ส่วน "ชั้นบริการ" ที่เป็นสื่อกลางและกระทบผู้ใช้จำนวนมากให้อยู่ใต้ พรฎ.แพลตฟอร์ม และใส่ข้อสันนิษฐานแบบ recital 118 ของยุโรปไว้ คือการประเมินความเสี่ยงที่ทำแล้วภายใต้กฎหมายหนึ่งให้ถือว่าทำแล้วภายใต้อีกกฎหมายหนึ่งในส่วนที่ทับซ้อนกัน โดยให้ยื่นที่จุดเดียว ข้อนี้ทำได้ไม่ยากครับ เพราะทั้งสองฉบับอยู่ในมือกระทรวงดีอีและ ETDA เหมือนกัน และฟังก์ชันถามตอบล้วน ๆ ที่ข้อสามครองคลุมไม่ถึง ก็อาจมาอยู่ตรงนี้แทนได้

ข้อห้า ไม่ว่าจะกำหนดสถานะใครตามมาตรา 18 หรือกฎหมายใหม่ ให้การกำหนดมีอายุ เช่น สองปี และทบทวนจากข้อมูลผู้ใช้ที่ผู้ประกอบการรายงานเอง มีช่องให้ผู้ถูกกำหนดโต้แย้งได้ และประกาศรายชื่อผู้ถูกกำหนดเป็นข้อมูลเปิด เหตุผลที่ควรทำแบบนั้นก็เพราะ ประเภทของ ChatGPT อาจเปลี่ยนไปภายในระยะเวลาหนึ่งปีโดยกฎหมายคงเดิม แต่เพราะ product เองเปลี่ยนรูปแบบแทบจะทุกหกถึงสิบสองเดือน กฎหมาย หรือกฎระเบียบที่ไม่มีวันหมดอายุจะล้าสมัยเร็วมากครับ

เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามในหัวข้อว่า ChatGPT เป็น digital platform ไหม ก็คือ ใช่ครับ และเป็นมาสักพักแล้วด้วย

ปล. ของยุโรปเป็นคำสั่งกำหนดสถานะทางปกครองนะครับ ไม่ใช่การลงโทษ ไม่มีใครถูกกล่าวหาว่าทำผิด DSA และ OpenAI อุทธรณ์ต่อศาลทั่วไปของสหภาพยุโรปได้เหมือนที่ Zalando กับ Amazon เคยทำตอนถูกกำหนดเป็น VLOP ครับ

อ้างอิง คณะกรรมาธิการยุโรป IP/26/1772 (31 สิงหาคม 2569) Regulation (EU) 2022/2065 (DSA) มาตรา 3(j), 33, 34, 37, 40 Regulation (EU) 2022/1925 (DMA) มาตรา 2(2)(h), 2(12) และรายงานทบทวน DMA, COM(2026) 178 (28 เมษายน 2569) Regulation (EU) 2024/1689 (AI Act) recital 118 และมาตรา 50 Ofcom, Open letter to UK online service providers on generative AI and chatbots (พฤศจิกายน 2567) CMA, Strategic market status designation: Google general search (ตุลาคม 2568) มาตรการชั่วคราวว่าด้วยการบริหารจัดการบริการ generative AI ของจีน (2566) AI Basic Act ของเกาหลีใต้ (มีผล 2569) พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มาตรา 3, 8, 18-21 และรายการ 15 ประเภทบริการของ ETDA (ตุลาคม 2566) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (ฉบับรับฟังความเห็น กรกฎาคม-สิงหาคม 2569) OpenAI, Introducing GPT-Live (กรกฎาคม 2569) Chatterji et al., How People Use ChatGPT, NBER Working Paper 34255 (กันยายน 2568) Lorente & Gardhouse, Between Search and Platform: ChatGPT under the DSA, Internet Policy Review 15(1) (2569) Botero Arcila, Is It a Platform? Is It a Search Engine? It's ChatGPT!, Journal of Free Speech Law (2566) Hacker, Engel & List, Understanding and Regulating ChatGPT, and Other Large Generative AI Models, Verfassungsblog (2566)

Update: 2026-09-08
Tags: