classicliterature.it.com

คุยกับ บอย–ถกลเกียรติ วีรวรรณ CEO ที่ยังกำกับละครเอง ในวันที่ธุรกิจบันเทิงไปไกลกว่าหน้าจอ - Marketeer Online


 คุยกับ บอย–ถกลเกียรติ วีรวรรณ

CEO ที่ยังกำกับละครเอง

ในวันที่ธุรกิจบันเทิงไปไกลกว่าหน้าจอ

วันนี้ตึกแกรมมี่ย่านอโศกคึกคักเหมือนเคย แค่เดินมาถึงหน้าลิฟต์ก็เจอเหล่าแฟนด้อมรอคิวขึ้นไปช้อปสินค้าของศิลปินคนโปรด ส่วน Marketeer มีนัดขึ้นไปคุยกับคุณบอย–ถกลเกียรติ วีรวรรณ CEO กลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE

จากผู้กำกับละครในวัย 24 ปี สู่ผู้บริหาร ONEE บอย–ถกลเกียรติ ผ่านมาทั้งยุคที่คนรอดูละครพร้อมกันหน้าทีวี และวันที่คนดูเลือกได้เองว่าจะดูอะไร เมื่อไร ผ่านช่องทางไหน

วิธีหารายได้ก็เปลี่ยนตาม ในครึ่งปีแรก 2569 รายได้ของ ONEE จาก Idol Marketing หรือธุรกิจที่ต่อยอดความนิยมของศิลปิน เช่น งานพรีเซนเตอร์ คอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง และสินค้า สูงกว่า Content Marketing หรือธุรกิจที่สร้างรายได้จากตัวผลงาน เช่น การขายโฆษณาและลิขสิทธิ์ละคร ซีรีส์ และรายการ

แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังพา ONEE ไปทางไหน?

บทสนทนาครั้งนี้ค่อย ๆ เปิดให้เห็นทั้งวิธีคิดธุรกิจและตัวตนของคุณบอย คนที่เคยดื้อแล้วสำเร็จ เคยมองศิลปินพลาด และวันนี้ยอมรับว่าต้องฟังคนอื่นให้มากขึ้น แต่ก็ยังหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเองได้

อะไรทำให้ผู้กำกับที่ทำงานมากว่า 30 ปี ยังสนุกกับโจทย์ที่ตัวเองก็ไม่รู้คำตอบ? และในวันที่ใคร ๆ บอกว่าไม่ดูทีวีแล้ว ทำไมเขายังเชื่อในพลังของหน้าจอนี้?

ในวันที่รายได้จากศิลปินเติบโตขึ้นมาก แล้ว “ช่องทีวี” ยังสำคัญกับ ONEE แค่ไหน?

คุณบอย: ยังมีดีกว่าไม่มีครับ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าทีวีคือช่องทางออกอากาศ เมื่อก่อนแทบเป็นช่องทางเดียว วันนี้เป็นหนึ่งในหลายช่องทาง

ลองสังเกตดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็นละคร ซีรีส์ Y หรือซีรีส์ GL แม้จะมีกระแสพูดถึงอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ และคนจำนวนมากเลือกดูผ่านออนไลน์ แต่เชื่อไหมครับว่า เรื่องที่โด่งดังจริง ๆ ส่วนใหญ่ฉายทางทีวีควบคู่ไปด้วย

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาจมีแค่ 2–3 เรื่องที่ไม่ได้ฉายทีวีแล้วดัง แต่เรื่องอื่น ๆ ที่ดังในระดับมหาชน หรือต่อยอดไปสู่การบริหารศิลปิน สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ล้วนฉายทางทีวีด้วยทั้งนั้นครับ

คนดูเองก็ไม่ได้ดูอยู่ช่องทางเดียว บางคนเริ่มจากดูย้อนหลัง พอเรื่องสนุกและมีกระแส ก็ไม่อยากรู้เรื่องทีหลังคนอื่น ไม่อยากโดนสปอยล์ จึงกลับมาดูสดทางทีวีได้ คนดูย้ายไปมาระหว่างช่องทาง เราก็ต้องตามเขาให้ทัน

 หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุ คิดว่าทีวีไทยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?

คุณบอย: ผมคิดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และชัดเจนขึ้น หลังจากใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุ ซึ่งวันนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน จำนวนช่องจะลดลงหรือโครงสร้างของอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมยังไม่กล้าฟันธง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ในวันนี้คือเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าทิศทางลมจะเปลี่ยนไปทางไหน เป้าหมายคือ เมื่อคนดูอยากดูคอนเทนต์ไทย เรายังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เขานึกถึงและเลือกดู

วันนี้คอนเทนต์ไทยต้องแข่งกับทั้งเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และทั่วโลก คุณบอยยังเชื่อว่าเราแข่งขันได้ไหม?

คุณบอย: ผมยังเชื่อในคอนเทนต์ไทยครับ ถึงวันนี้จะมีคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาเยอะมาก ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือฝรั่ง แต่ยังไงคนไทยก็คือคนไทย เรายังชอบเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับตัวเรา เข้าใจวัฒนธรรมของเรา และเข้าถึงอารมณ์แบบไทย ๆ ได้

อย่างตลาดเพลงก็เห็นภาพค่อนข้างชัด ในบางประเทศเพื่อนบ้าน เพลงต่างประเทศอาจกินสัดส่วนตลาดถึง 80% เหลือเพลงท้องถิ่นเพียง 20% แต่ประเทศไทยกลับตรงกันข้าม เพลงไทยยังแข็งแรงและมีสัดส่วนประมาณ 80% ขณะที่เพลงต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 20%

ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แข็งแรง เรามีความเป็นตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง

เกาหลี ญี่ปุ่น หรือจีน เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะต้องทำคอนเทนต์ให้เหมือนคนทั้งโลก แต่เริ่มจากการทำคอนเทนต์ให้คนในประเทศของตัวเองดูก่อน เมื่อคอนเทนต์มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ ความเป็นตัวเองนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่คนต่างชาติสนใจ

มันคือการ Export อัตลักษณ์ของตัวเองออกไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองจนสูญเสียจุดเด่นเพื่อให้เป็นสากล ผมมองว่าเป็นเรื่องของการ Blend มากกว่า คอนเทนต์บางเรื่องมีความเป็นไทยมาก ก็ทำให้ตอบโจทย์คนไทยเต็มที่ ส่วนเรื่องไหนมีเนื้อหาที่เป็นสากล คนต่างชาติเข้าใจและอินได้ ก็สามารถพาออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของคอนเทนต์แต่ละเรื่อง

แต่รอบตัวเรามีแต่คนบอกว่า “ไม่ดูทีวีแล้ว”?

คุณบอย:คนดูทีวีน้อยลงจริง แต่ไม่ได้แปลว่าคนไม่ดูทีวีเลยนะครับ เรื่องนี้ผมขอยืนยัน ผมคิดว่าความรู้สึกของคนมองว่ามันน้อยลง มันรุนแรงกว่าความเป็นจริงเยอะครับ

สิ่งที่น่ากลัวคือเราเชื่อหน้าจอของตัวเองมากเกินไป ทุกคนมีมือถือ แล้วอัลกอริทึมก็เลือกเรื่องที่เราสนใจมาให้ จนเราคิดว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่คนทั้งประเทศเห็น แต่หน้าจอของผมกับหน้าจอของพี่ไม่เหมือนกันเลย มันสะท้อนความสนใจของแต่ละคน ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด

เมื่อคนดูต่างคนต่างมีโลกของตัวเอง คนทำละครต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไร?

คุณบอย: ต้องชัดขึ้นว่าคอนเทนต์นี้ทำให้ใครดูครับ วันนี้มีช่องว่างเยอะ ทั้งวัย วัฒนธรรม ความคิด และความเชื่อ จุดร่วมของคนในสังคมน้อยลง ความชอบไม่เหมือนกันแล้ว

เราอยากทำอะไรใหม่เพื่อไม่ให้งานเก่าหรือเชย แต่คนที่ชอบแบบดั้งเดิมอาจไม่เข้าใจหรือต่อต้านก็ได้ งานเดียวกัน กลุ่มหนึ่งบอกว่าดีมาก ลึกซึ้งที่สุดที่เคยทำมา อีกกลุ่มบอกว่าแย่ที่สุดที่เคยดูมา แล้วเราจะอยู่ตรงไหน จะลุยไปเลยหรืออยู่ตรงกลาง? นี่คือโจทย์ที่ยาก ต้องละเอียดอ่อนและสนุกกับการหาทางออกต่อไป

มีทั้ง GMMTV, CHANGE2561 และ Atime คุณบอยต้องลงไปคุมทุกเรื่องไหม?

คุณบอย:  ผมดูอยู่ห่าง ๆ ครับ งานสร้างสรรค์ต้องเกิดจากวิสัยทัศน์ของทีมที่ทำงานนั้น ถ้าเรามีคนเก่ง ต้องเปิดพื้นที่ให้เขาได้วิ่ง ไม่ใช่ตีกรอบเขาไว้

มีคนเคยบอกผมว่า“ถ้าจะเลี้ยงเสือ อย่าเลี้ยงไว้ในกรงแคบ ๆ แต่ควรปล่อยให้เขาอยู่ในป่ากว้าง ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่”   ทีมงานก็เหมือนกัน ถ้าควบคุมมากเกินไป งานที่เริ่มจากศิลปะก็เติบโตไม่ได้

แต่เรื่องงบประมาณ ตัวเลข และผลประกอบการ เรายังต้องตรวจสอบอยู่เรื่อย ๆ ครับ

มีบ้างไหมที่คนรุ่นใหม่เสนอไอเดียที่พี่บอยเองก็ไม่เข้าใจ แต่เลือกที่จะเชื่อใจและปล่อยให้เขาตัดสินใจ?

คุณบอย: มีครับ บางเรื่องผมอาจไม่เข้าใจจริง ๆ แต่ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อใจเขาแล้ว และผลลัพธ์ออกมาดี ผมก็ยอมรับและแฮปปี้ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าเขามองเห็นบางอย่างที่เราอาจมองไม่เห็น

แต่ถ้าผลงานไม่ได้อย่างที่คิด โปรเจกต์ถัดไปก็ต้องตั้งคำถามมากขึ้นว่าจะได้จริงหรือเปล่า ถ้าสำเร็จก็แชร์เครดิตกัน ถ้าไม่สำเร็จ ครั้งต่อไปความน่าเชื่อถือก็ลดลง

สุดท้ายผมก็ยังต้องมี “ตาชั่งของตัวเอง” คอยชั่งน้ำหนักว่า เรื่องไหนควรเชื่อ เรื่องไหนควรถามเพิ่ม หรือเรื่องไหนควรเข้าไปดูให้ละเอียดขึ้น เป็นกรณี ๆ ไป

ปั้นพระเอกนางเอกมาหลายรุ่น วันนี้มองพระนางรุ่นใหม่ในวัย Gen Z ต่างจากเดิมไหม?

คุณบอย: ไม่ค่อยต่างครับ หัวใจของพวกเขายังเป็นเสน่ห์ ตัวตน และเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ต้องมีประกายบางอย่างสะดุดตา สิ่งที่เรียกว่า Star Quality ไม่ได้เปลี่ยน

แต่เราให้งานที่เหมาะกับเขาหรือเปล่า? บางคนมีศักยภาพมาก แต่ถ้าป้อนงานไม่ตรงกับตัวตน เขาก็แสดงออกมาได้ไม่เต็มที่ เราต้องเรียนรู้ว่าคนไหนเหมาะกับบทบาทแบบไหน

แล้วก็ต้องฟังคนอื่นด้วย บางคนผมมองไม่เห็นเสน่ห์เลย แต่ทีมงานยืนยันว่าคนนี้มีของ พอเปิดใจลองดู เขาก็ได้รับความนิยมจริง ๆ

แปลว่าสายตาคุณบอยก็มีพลาดเหมือนกัน?

คุณบอย: (หัวเราะ) มีกรณีแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ครับ บางคนฝึกอยู่กับเราเป็นปี ทั้งผมและทีมก็ยังหาจุดลงตัวไม่เจอ แต่พอหมดสัญญา ย้ายไปค่ายอื่น กลับดังระเบิดเลยก็มี

พอมองย้อนกลับมา เราก็มองหน้ากันในทีมแล้วหัวเราะว่า “ตอนนั้นพวกเราทำอะไรกันอยู่วะ”

เมื่อก่อนคุณบอยดูมั่นใจว่า “ถ้าฉันคิดว่าใช่ ก็ต้องใช่” วันนี้ยังเป็นแบบนั้นไหม?

คุณบอย: ทุกวันนี้ฟังคนอื่นมากขึ้นครับ เมื่อก่อนเคยมีโปรเจกต์ที่ทุกคนค้าน แต่ผมดึงดันทำแล้วสำเร็จ เป็นเรื่องชีวิตประจำวันของคนสามคนในบ้านหลังเดิม ในยุคนั้นไม่มีใครคิดว่าจะน่าสนใจ (ซิตคอมเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม ที่ทำให้กบ–ทรงสิทธิ์ แท่ง–ศักดิ์สิทธิ์ และมอส–ปฏิภาณ ดังระเบิดในยุคนั้น)

แต่นั่นคือเรื่องของยุคนั้น ถ้าเป็นวันนี้ผมเลือกฟังมากขึ้น

ประสบการณ์กว่า 30 ปี ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นหรือ?

คุณบอย: มันทำให้เราต้องรอบคอบมากขึ้นครับ ไม่เหมือนเดิมที่คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ต้องมีคำว่า “เอ๊ะ” ในใจเยอะขึ้น ตรวจทานกลับไปกลับมาให้มากขึ้น

สำหรับผม “ยิ่งเราเริ่มรู้เยอะ มันแปลว่าเราไม่รู้เยอะ” ยิ่งคิดว่าตัวเองรู้เยอะ ก็อาจแปลว่าเราไม่ได้รู้อะไรเลยก็ได้

แล้ววันนี้ยังกลัวอะไรอยู่?

คุณบอย: จริง ๆ ผมมีความกลัวอยู่ตลอดเวลา และมองว่าความกลัวเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้ากลัวน้อยลงจะนำไปสู่ความประมาท พอประมาทก็เกิดความเหลิง แล้วโปรเจกต์นั้นก็ล้มเหลว

ทุกวันนี้ต้องค่อย ๆ เดินอย่างระมัดระวัง เช็กซ้ายขวาหน้าหลังให้รอบคอบ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

จากผู้กำกับมาเป็นผู้บริหารเต็มตัว แต่ทุกวันนี้พี่บอยก็ยังลงมากำกับทั้งละครและละครเวทีด้วยตัวเอง แบ่งเวลาและบทบาทระหว่าง “งานบริหาร” กับ “งานสร้างสรรค์” อย่างไร?

คุณบอย:ก็ต้องทำควบคู่กันครับ ผมโชคดีที่มีทีมงานเก่งและไว้ใจได้ หลักของผมคือ “Know what you know and know what you don’t know” รู้ว่าเรารู้อะไร และรู้ว่าเราไม่รู้อะไร

เรื่องที่ถนัดก็ทำต่อ เรื่องที่ไม่ถนัดก็หาคนเก่งเฉพาะทางมาทำงานด้วย ไม่มีใครทำได้ดีทุกอย่าง เราต้องเข้าใจจุดเด่นของทีม แล้วสนับสนุนให้เขาทำได้ดีที่สุด

ส่วนผมยังสนุกกับการคิดและกำกับละครอยู่ อย่างละครซีรีส์เรื่องล่าสุดที่ผมกำกับคือ “สกุณาซ่อนรัก” ส่วนละครเวทีก็ยังทำ ล่าสุดคือ “เมืองมายา เดอะ มิวสิคัล” และก็ยังมีแผนทำต่อไปเรื่อย ๆ ปีถัดไปก็มีโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องใหม่อีกครับ

เพราะสำหรับผม คอนเทนต์คือหัวใจสำคัญและเป็นสินค้าหลักของเรา ที่สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาธุรกิจปลายน้ำได้ครับ

เมื่อบทบาทใหญ่ขึ้น สิ่งที่คุณบอยต้องยอมเสียไปมากที่สุดคืออะไร?

คุณบอย: เวลาครับ (ยิ้มกว้าง) เวลาส่วนตัวที่จะได้ทำตามใจตัวเองน้อยลงไปเยอะมาก ต้องเอาเวลานั้นมาให้งานบริหารและแก้โจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นในแต่ละวัน

แต่ทำไมยังดูสนุก ทั้งที่คนทำทีวีบ่นกันว่ายุคนี้ยากกว่าเดิม?

คุณบอย: ผมสนุกกับการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และจริง ๆ กรอบในการสร้างสรรค์วันนี้น้อยลงกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ

สมัยก่อนทำละครทีวีมีข้อจำกัดเรื่องเซนเซอร์เยอะ วันนี้ถ้าออกช่องหลักไม่ได้ ก็มีแพลตฟอร์มอื่นให้เผยแพร่ เราได้พูดและนำเสนอสิ่งที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ ได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ สนุกกว่าเดิมเยอะครับ

ถ้าจะให้กลับไปทำแบบเดิมที่รู้ทางหมดแล้ว ผมคงไม่สนุก มันขาดความท้าทาย ผมอยากทดลองโจทย์ที่ยังไม่รู้ผลลัพธ์มากกว่า

แล้ว ONEE กำลังเตรียมอะไรไว้สำหรับอนาคตที่ยังตอบไม่ได้?

คุณบอย: เราพัฒนาคอนเทนต์ที่จะช่วยปั้นและส่งเสริมศิลปินให้เหมาะกับแต่ละคน พร้อมกับพัฒนา oneD ต่อเนื่อง เพราะอนาคตทีวีจะเป็นอย่างไร เรายังตอบไม่ได้ทั้งหมด จึงต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน

มาถึงวันนี้ เป้าหมายที่ท้าทายที่สุดของคุณบอยคืออะไร?

คุณบอย: การประคองและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงครับ เพราะอาชีพนี้ ถ้าเมื่อไรคนทำงานรู้สึกว่า “สบายแล้ว” วันนั้นคือจุดเริ่มต้นของความไม่สบายและปัญหาที่จะตามมา เราจึงต้องตื่นตัวและรอบคอบอยู่ตลอดเวลา

ตลอดการพูดคุย คุณบอยยอมรับทั้งสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ คนที่เคยมองพลาด และความกลัวที่ยังมีอยู่ แต่เมื่อพูดถึงการทำงาน คำหนึ่งที่เขาพูดอยู่หลายครั้งกลับเป็นคำว่า “สนุก”

อาจเพราะในวัยที่ก้าวเข้าสู่เลข 6 และผ่านวงการนี้มากว่า 30 ปี เขายังมีเรื่องที่อยากลอง มีสิ่งใหม่ที่อยากเรียนรู้ และมีโจทย์ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้คำตอบ

ก่อนลาจากกันวันนั้น “น้องปาว–ปวรดา วีรวรรณ” ลูกสาวคนเล็กของคุณบอย ซึ่งมีผลงานทั้งละครและละครเวที เดินเข้ามาหาคุณพ่อพอดี

เราเลยได้เห็นอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารัก ๆ ของพ่อลูก และขอเก็บภาพคู่กันไว้สักหน่อย เป็นภาพเล็ก ๆ ก่อนจบบทสนทนา ที่ทำให้เห็นอีกมุมของบอย–ถกลเกียรติ นอกเหนือจากบทบาท CEO และผู้กำกับ

กับอีกหนึ่งพลังใจสำคัญที่อยู่ข้าง ๆ เขา


Update: 2026-09-10
Tags: