classicliterature.it.com

การให้สัตยาบันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น: ประธาน CED กับหนทางสู่ความยุติธรรมของครอบครัวผู้ถูกอุ้มหาย

การมีคนที่รักในครอบครัวสูญหายไปโดยไม่ทราบชะตากรรมหลังจากที่เขามีปัญหาขัดแย้งกับผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นฝันร้ายของหลายครอบครัวที่เผชิญ ‘การบังคับสูญหาย’

นอกจากที่ครอบครัวผู้สูญหายต้องรับมือความทุกข์ใจจากการหายตัวไปของคนในครอบครัวแล้ว สิ่งที่ซ้ำเติมคือภาวะที่ไม่อาจหาความจริงและความยุติธรรมได้ เมื่อผู้ลงมือทำอาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

หลายกรณีอุ้มหายที่เกี่ยวพันกับรัฐไทยสะท้อนปัญหาในกระบวนการยุติธรรม นำมาสู่การผลักดันให้มีการออกกฎหมายเพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ จนเกิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายใน พ.ศ. 2565 และต่อมาไทยก็เข้าร่วมเป็นภาคี ‘อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ’ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – ICPPED) ใน พ.ศ. 2567

แม้ว่าการมีกฎหมายไว้รับมือเรื่องการอุ้มหายโดยตรงจะเป็นความหวังให้ครอบครัวผู้สูญหาย แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายที่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายฉบับนี้ ยิ่งกว่านั้นครอบครัวที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องกลับถูกเจ้าหน้าที่คุกคามซ้ำ

สภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐและความตั้งใจจริงที่จะอำนวยความยุติธรรมให้ผู้เสียหาย

วันโอวันจึงสนทนากับ ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร (Juan Pablo Albán Alencastro) ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ (Committee on Enforced Disappearances – CED) ซึ่งเป็นกลไกที่ตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ICPPED ถึงความท้าทายในการรับมือปัญหาการบังคับสูญหายระดับโลกและแนวทางที่ไทยควรก้าวเดินไปต่อในฐานะรัฐภาคี

อัลบัน อาเลนกัสโตรมาเยือนประเทศไทยในวาระครบรอบ 20 ปีอนุสัญญา ICPPED รวมถึงพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐไทยถึงการทำงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ในปีนี้ครบสองปีที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคี ICPPED ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีส่งรายงานฉบับแรกว่าด้วยการอนุวัติพันธกรณีต่อคณะกรรมการภายในสองปี สำหรับไทยครบกำหนดเมื่อ 13 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา แต่จนถึงวันสัมภาษณ์ ภาครัฐไทยยังไม่ได้ส่งรายงานแต่อย่างใด


หมายเหตุ – สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

20 ปีที่ผ่านมาของอนุสัญญา ICPPED เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในประเทศที่เป็นภาคีและประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคี อะไรคือความท้าทายที่สำคัญ

ที่ผ่านมาถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ ปัจจุบันรัฐสมาชิกสหประชาชาติมี 193 ประเทศ แต่มีเพียง 78 รัฐเท่านั้นที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้ ดังนั้น ความท้าทายประการแรกคือการทำให้ระบบนี้เป็นสากล เพราะแม้จะมีกลไกติดตามตรวจสอบที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ในประเทศที่ยังไม่ให้สัตยาบันอนุสัญญา นั่นคือคณะทำงานว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ (Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances – WGEID) แต่ด้วยธรรมชาติของปฏิญญา[1] ซึ่งเป็นตราสารที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย รัฐจึงเลี่ยงออกจากมาตรฐานระหว่างประเทศได้โดยง่าย การมีกฎเกณฑ์ที่มีผลผูกพันจึงจะดีกว่า

ความท้าทายสำคัญประการที่สองซึ่งผมคิดว่ายังคงมีอยู่คือ การอนุวัติอนุสัญญาให้เกิดผลจริง เพราะหลายรัฐเชื่อว่าเพียงการยอมรับหรือให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างประเทศก็ถือว่าปฏิบัติตามพันธกรณีแล้ว ทั้งที่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น รัฐยังต้องลงมือทำอีกมาก ทั้งจัดสรรงบประมาณ สร้างสถาบัน ออกกฎหมาย ออกแบบนโยบายระดับชาติ และที่สำคัญที่สุดคือการรับรองสถานะของผู้เสียหาย ซึ่งยังคงเป็นปัญหาอยู่ เพราะแม้รัฐจะเป็นเจ้าของระบบนี้และเป็นผู้ร่วมออกแบบอนุสัญญาขึ้นมาเอง แต่รัฐก็ยังไม่ยอมรับผู้เสียหายและไม่ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเองอาจเป็นผู้บังคับให้บุคคลสูญหาย นี่จึงยังเป็นความท้าทายที่สำคัญมาก

ความท้าทายประการที่สามคือปัญหาการแตกออกจากกันของประชาคมระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศในแบบที่เราใช้กันมาอาจสิ้นสภาพไปแล้ว รัฐต่างๆ ไม่ต้องการให้มีเวทีระหว่างประเทศที่จะกล่าวโทษว่าพวกเขาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจตั้งองค์กรคู่ขนานกับสหประชาชาติที่เรียกว่า ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ (Board of Peace)

วิกฤตของแนวคิดพหุภาคีนิยมจึงเป็นความท้าทายต่อการปฏิบัติตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนด้วยเช่นกัน ในโลกที่มีสงครามหลายสมรภูมิดำเนินอยู่ รัฐบาลหลายประเทศพยายามถอนตัวออกจากสนธิสัญญา ขณะที่ก็มีรัฐบาลหลายประเทศละเมิดสิทธิมนุษยชนกันอยู่ทุกวัน การยืนยันแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนย่อมเป็นเรื่องยาก

แม้สิ่งที่เรามีจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรายังไม่ได้ออกแบบอะไรที่ดีไปกว่านี้ นี่คือแนวคิดที่ดีที่สุดเท่าที่เรามีจนถึงตอนนี้ เราจึงต้องปกป้องมันไว้ ทั้งหมดนี้คือความท้าทายสำคัญที่เราเผชิญในวาระ 20 ปีของอนุสัญญาฉบับนี้

กรณีการอุ้มหายข้ามพรมแดนและการปราบปรามข้ามชาติเกิดขึ้นหลายครั้งในไทยและภูมิภาคนี้ มีเครื่องมืออะไรที่จะใช้รับมือปัญหาลักษณะนี้ได้

ชัดเจนว่านี่เป็นแนวโน้มที่กำลังขยายตัว ผมเชื่อว่าเมื่อประชาคมระหว่างประเทศมองเห็นปัญหานี้แล้วก็เริ่มออกแบบแนวทางรับมือขึ้นมา ตัวอย่างเช่นสหภาพยุโรปที่ออกแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการปราบปรามข้ามชาติ เพราะบางประเทศในยุโรปเองก็ทำเรื่องนี้เช่นกัน

สหประชาชาติเองก็กังวลเรื่องนี้ ในระยะหลังมีการหารือกันว่าควรทำอะไรและควรส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีแบบใดเพื่อขจัดการปราบปรามข้ามชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามข้ามชาติที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เช่น การทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ หรือการบังคับสูญหาย ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะมีการเผยแพร่แถลงการณ์สาธารณะว่าด้วยปัญหาการปราบปรามข้ามชาติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งร่วมยกร่างเอกสารฉบับนี้ ทั้งจากกระบวนการพิเศษ (special procedures) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) และจากคณะกรรมการประจำสนธิสัญญาต่างๆ ของสหประชาชาติ

ขณะนี้คณะกรรมการ CED ก็กำลังจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับคณะทำงาน WGEID ในประเด็นการปราบปรามข้ามชาติกับการบังคับสูญหายโดยเฉพาะ ในเดือนกันยายนปีนี้ เราจะหารือกันภายในเพื่อพยายามรับรองตัวบทในสมัยประชุมเดือนกันยายน หากทำไม่ได้ ก็จะเป็นช่วงต้นปีหน้า แต่แน่นอนว่าเราจะมีมาตรฐานใหม่ในลักษณะ soft law (ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย) ที่คณะกรรมการและคณะทำงานพัฒนาขึ้นร่วมกัน

ตัวอย่างกรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยไทยที่ถูกบังคับสูญหายในกัมพูชา เมื่อความร่วมมือระหว่างรัฐในการตามหาคนหายเป็นไปได้ยากและกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่สามารถบังคับใช้อะไรได้นัก เช่นนี้แล้วประชาคมระหว่างประเทศจะทำอะไรได้บ้าง

ในการทำงานของคณะกรรมการ สิ่งที่เราทำในสถานการณ์แบบนี้คือ เรารับแจ้ง ‘การดำเนินการเร่งด่วน’ (urgent action) ไม่เพียงต่อประเทศที่เกิดเหตุสูญหายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศที่บุคคลนั้นถือสัญชาติ และประเทศอื่นที่อาจให้ความร่วมมือในการสอดแนมหรือการไล่ล่าคุกคามในรูปแบบอื่นใดที่เอื้อให้เกิดการกระทำให้บุคคลถูกบังคับสูญหาย

ในบางภูมิภาคของโลกเรื่องนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่มีมายาวนาน เช่นในลาตินอเมริกาช่วงทศวรรษ 1970 ในรูปของ ‘ปฏิบัติการคอนดอร์’ (Operation Condor) นี่จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ ประชาคมระหว่างประเทศก็เคยคิดว่าเราผ่านพ้นปัญหานี้มาแล้ว เราจึงไม่มีกฎเกณฑ์เฉพาะสำหรับรับมือการปราบปรามข้ามชาติที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แต่กลไกติดตามตรวจสอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศก็กำลังทุ่มเทพัฒนามาตรฐานกันอยู่ในขณะนี้ แม้มาตรฐานเหล่านั้นจะไม่มีผลผูกพันเท่ากับกฎเกณฑ์ในสนธิสัญญา แต่ก็ยังเป็นมาตรฐานที่รัฐพึงปฏิบัติตามโดยสุจริต เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาที่รัฐสมัครใจเข้าผูกพันเอง

ยกตัวอย่างสิ่งที่เราพยายามทำในแถลงการณ์ก็คือการใช้ตัวบทของอนุสัญญาและพันธกรณีที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว มาวางแนวทางว่า ในกรณีการปราบปรามข้ามชาติและการบังคับสูญหายที่เกี่ยวเนื่องกับการปราบปรามข้ามชาติ รัฐควรค้นหาตัวบุคคลอย่างไร ควรสืบสวนสอบสวนอย่างไร และควรคุ้มครองผู้คนอย่างไร เรื่องการคุ้มครองนี้สำคัญ เพราะคนที่ถูกรังควานมักเป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้สูญหาย พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือรูปแบบหนึ่งที่รัฐใช้ไล่ล่าคุกคามคนบางกลุ่มคือการทำให้คนที่เขารักหายสาบสูญ แทนที่จะทำให้ตัวเขาเองหายสาบสูญ เราจึงกำลังตีความกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วเสียใหม่ เพื่อให้มีการคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจงต่อปรากฏการณ์นี้

หลังจากที่ไทยให้สัตยาบัน ICPPED มาสองปี เห็นความจริงใจในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและการอนุวัติอนุสัญญาหรือไม่ มีตัวชี้วัดอะไรที่บอกว่ารัฐจริงจังในการอนุวัติอนุสัญญา

เราจะประเมินได้ก็ต่อเมื่อไทยส่งรายงานเข้ามา ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าไทยจริงจังกับเรื่องนี้หรือไม่ เราก็หวังว่าไทยจะจริงจัง แต่ในเมื่อเรายังไม่มีโอกาสพิจารณารายงาน ยังไม่ได้รับข้อมูลจากภาคประชาสังคม และยังไม่ได้หารือกับไทย หากผมจะฟันธงถึงผลการทบทวนที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงเร็วเกินไป แต่ยังเป็นการพูดอย่างไม่รับผิดชอบด้วย

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทยไม่ส่งรายงาน

เราจะส่งหนังสือเตือน ในกรณีเลวร้ายที่สุดหากผ่านไปห้าปีแล้วไทยยังไม่ส่งรายงาน สิ่งที่เราจะทำคือการทบทวนโดยไม่มีรายงาน แต่กรณีแบบนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยทั่วไปรัฐมักจะส่งรายงาน ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารายงานนั้นจะครอบคลุม ครบถ้วน หรือเหมาะสม แต่รัฐก็มักจะส่ง เราจึงต้องรอ ถ้าครบห้าปีแล้วยังไม่ได้รับรายงาน เราก็จะทบทวนไทยในที่สุด

คุณมีโอกาสอ่านกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของไทยหรือไม่ กฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่อะไรที่คุณมองเห็นบ้าง

ผมอ่านกฎหมายนี้แล้ว เพราะวัตถุประสงค์หลักของการมาประเทศไทยครั้งนี้คือการพบปะทางวิชาการ ผมได้ไปให้ข้อคิดเห็นแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุดว่าจะสืบสวนสอบสวนคดีและค้นหาตัวบุคคลให้ดีขึ้นได้อย่างไร ไม่เฉพาะกรณีการบังคับสูญหายเท่านั้น แต่รวมถึงการทรมานและการเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวด้วย ผมจึงมีโอกาสได้อ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้

ผมคงไม่ถึงกับบอกว่านี่เป็นกฎหมายที่มีปัญหา สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ อีกไม่นานกฎหมายฉบับนี้จะครบห้าปี[2] ซึ่งตามระบบของไทยหมายถึงการเปิดโอกาสให้ทบทวนตัวกฎหมายได้ จึงน่าจะเป็นจังหวะเพิ่มเติมบางเรื่องเข้าไป เพื่อรับมือกับแนวโน้มใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ และเติมเต็มการคุ้มครองที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ไว้อยู่แล้ว

อีกประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญคือทางการไทยควรทำให้แน่ใจว่ากฎหมายถูกบังคับใช้จริง เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่เราพูดคุยกันในการเวิร์กช็อป กฎหมายเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่กฎหมายไม่ใช่ก้าวเดียวที่รัฐควรทำ ยังมีก้าวอื่นๆ ที่ต้องเดินไปเพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายถูกนำไปปฏิบัติจริง

เมื่อเราทบทวนรายงานของไทย เราจะเห็นเองว่าการบังคับใช้ที่ผ่านมามีประสิทธิผลหรือไม่และมีช่องโหว่ในกฎหมายที่อาจเป็นปัญหาหรือไม่ การที่ระบบของไทยกำหนดให้ทบทวนเนื้อหากฎหมายเมื่อครบห้าปีและแก้ไขกฎหมายได้ นั่นคือโอกาสที่จะยกระดับการคุ้มครอง

แม้ประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันการบังคับสูญหายแล้ว แต่การบังคับใช้อาจยังมีปัญหา ในมุมมองของคณะกรรมการ CED ประเด็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของรัฐภาคีมีความสำคัญอย่างไร

โดยทั่วไปการมีกรอบกฎหมายที่เข้มแข็งเป็นเรื่องสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามขจัดการบังคับสูญหายและตอบสนองต่อผู้เสียหาย แต่ลำพังการตรากฎหมายย่อมไม่เพียงพอสำหรับรัฐใดก็ตาม โดยทั่วไปรัฐต้องจัดสรรงบประมาณ ต้องเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานรัฐ ต้องทำให้แน่ใจว่าหน่วยงานต่างๆ ประสานงานและพูดคุยกันจริง และต้องพูดคุยกับผู้เสียหาย เพื่อให้รู้ว่าพวกเขาคาดหวังอะไรและต้องการอะไร ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้พูดถึงไทยเป็นการเฉพาะ แต่พูดถึงทุกรัฐ

กฎหมายจึงเป็นก้าวที่ใหญ่มาก แต่คุณยังต้องเดินก้าวอื่นต่อไปอีก นี่เป็นแนวทางทั้งสำหรับไทยและรัฐอื่นๆ ทุกรัฐ เพราะหลายรัฐตัดสินใจตรากฎหมายว่าด้วยการบังคับสูญหาย การทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยทั่วไป แต่แล้วกฎหมายก็ไม่ถูกนำไปบังคับใช้ การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

ประสบการณ์จากครอบครัวผู้สูญหายในไทยสะท้อนว่ายังมีช่องว่างกับเจ้าหน้าที่อยู่มาก โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการค้นหา คณะกรรมการ CED มองความสำคัญของการให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร

ตอนที่เรารับรอง ‘หลักการชี้แนะว่าด้วยการค้นหาบุคคลสูญหาย’ เราได้บรรจุข้อกำหนดเฉพาะที่ว่าด้วยการประกันการมีส่วนร่วมของผู้เสียหายเอาไว้ด้วย ไม่เพียงในการค้นหา แต่รวมถึงการสืบสวนสอบสวน

โดยธรรมชาติของการสืบสวนสอบสวนคดีอาญามักไม่เปิดเผยสำนวนคดีต่อสาธารณะ แต่ผู้เสียหายควรเข้าถึงสำนวนได้ ควรได้รับแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างและการสืบสวนสอบสวนคืบหน้าไปถึงไหน แล้วเมื่อพูดถึงการค้นหาคนหาย การที่ผู้เสียหายได้ไปร่วมค้นหาด้วยตัวเองก็ถือเป็นการเยียวยารูปแบบหนึ่ง

ผู้เสียหายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงแหล่งข้อมูล แต่ต้องได้รับการรับรองในฐานะ ‘ผู้ทรงสิทธิ’ (rights holder) และเมื่อเป็นผู้ทรงสิทธิแล้ว สิทธิหนึ่งที่พวกเขามีก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกความพยายามที่จะหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นและการตามหาคนที่พวกเขารัก

ยิ่งไปกว่านั้น อนุสัญญาฉบับนี้เป็นสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับแรกที่บัญญัติ ‘สิทธิที่จะรับรู้ความจริง’ ไว้เป็นสิทธิมนุษยชนอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น ส่วนหนึ่งของการทำให้สิทธิที่จะรับรู้ความจริงเป็นจริงขึ้นมาก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้มีส่วนร่วม เรื่องนี้จึงสำคัญมาก

เมื่อการมีส่วนร่วมไม่เกิดขึ้นจริง รัฐก็ควรลงมือทำเพื่อเอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วม ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความตระหนักให้เจ้าหน้าที่รัฐที่อาจไม่เต็มใจให้ข้อมูล ไปจนถึงการจัดหาทรัพยากรให้ผู้คนเดินทางจากบ้านไปยังพื้นที่ที่มีการค้นหา ตลอดจนการทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกคุกคาม และอื่นๆ

ครอบครัวผู้สูญหายในไทยมักถูกทำให้เงียบหรือกระทั่งถูกรัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงเสียเอง คุณจะบอกกับรัฐบาลอย่างไรที่จัดวางเรื่องนี้เป็นประเด็นความมั่นคงมากกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน

ผมไม่คุ้นเคยกับบริบทเฉพาะในไทยที่คุณกำลังพูดถึง เรื่องนี้อาจถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการทบทวนรายงานของไทย แต่โดยทั่วไปแล้วข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติไม่ควรกลายเป็นข้อแก้ตัวให้รัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เรื่องนี้ใช้กับไทยและรัฐอื่นๆ ทุกรัฐ

ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติไม่ควรหมายความว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ควรหมายความว่าการสืบสวนสอบสวนจะถูกระงับหรือยุติ และไม่ควรหมายความว่าการค้นหาจะถูกยกเลิก ความมั่นคงของชาติอาจเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องก็จริง แต่ความมั่นคงของชาติไม่ใช่ช่องทางในการปฏิเสธสิทธิ

การชดเชยเยียวยาและการสนับสนุนครอบครัวผู้เสียหายในไทยมีน้อยมาก อะไรคือมาตรฐานขั้นต่ำของการเยียวยาและการคุ้มครอง

ผมไม่อยากบอกว่ามีมาตรฐานเดียว เรื่องการชดเชยเยียวยาควรพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะผลกระทบจากการละเมิดสิทธิแต่ละครั้งไม่ได้เหมือนกันสำหรับผู้เสียหายทุกคน คุณจึงตั้งเป็นรายการสำเร็จรูปไม่ได้ว่า เอาละ คุณมีคนในครอบครัวสูญหาย คุณจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่านี้ ได้มาตรการฟื้นฟูแบบนี้ ได้มาตรการทำให้พึงพอใจแบบนี้ เพราะมันไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันขึ้นอยู่กับบริบทของคดี ข้อเท็จจริงเฉพาะของคดี สภาพเงื่อนไขของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายที่เป็นเด็กย่อมไม่เหมือนผู้รอดชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่ คุณจึงมีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการชดเชยเยียวยาไม่ได้

ถ้าจะพยายามวางมาตรฐานขั้นต่ำ การเยียวยาต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน เวลาพูดถึงการเยียวยาแล้วหลายคนมักนึกถึงเงิน ให้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเดียวแล้วก็จบ แต่การเยียวยายังรวมถึงการยอมรับผิด การทำข้อเท็จจริงให้กระจ่างในฐานะมาตรการป้องกัน รวมถึงมาตรการเชิงสัญลักษณ์และการรำลึก นอกจากนี้คือหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำอีก ซึ่งอาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ผมคงต้องบอกว่าเราไม่สามารถมีคำตอบเดียวที่จะใช้กับทุกกรณีได้

อนุสัญญามองความรับผิดชอบของรัฐต่อเหตุการณ์บังคับสูญหายในอดีตอย่างไร เพราะแม้รัฐภาคีมีการออกกฎหมายภายในประเทศ แต่โดยหลักแล้วกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง

อนุสัญญาว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับบัญญัติไว้ชัดเจนว่า คดีการหายสาบสูญที่เกิดขึ้นก่อนอนุสัญญามีผลใช้บังคับจะนำมาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 2012 คณะกรรมการออกแถลงการณ์ว่าด้วยเขตอำนาจในทางเวลาของตน โดยสรุปคือในการทบทวนรายงานของรัฐ คณะกรรมการสามารถซักถามรัฐได้ว่า ได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อจัดการกับเรื่องในอดีต และสามารถออกข้อเสนอแนะได้ว่าควรจัดการกับเรื่องเหล่านั้นให้ดีขึ้นอย่างไร

ดังนั้น องค์กรภาคประชาสังคมและผู้เสียหายสามารถส่งข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดในอดีตมาให้คณะกรรมการรับทราบได้ ผมจะไม่เรียกว่าข้อร้องเรียน เพราะเราไม่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องรายบุคคล แต่เป็นข้อมูลที่คณะกรรมการจะนำไปพิจารณาประกอบในการทบทวนรายงานของรัฐ

คุณมีข้อเสนอแนะอย่างไรต่อประเทศไทยที่เป็นภาคีอนุสัญญา

ต้องทั้ง ‘ให้คำมั่น’ และ ‘ทำตามคำมั่น’ (commit and comply) ควบคู่กัน มันเป็นเรื่องของพันธะและการปฏิบัติตามพันธะ เมื่อรัฐตัดสินใจเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา นั่นเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ ไม่ว่าจะประเทศไทยหรือประเทศใดก็ตาม เมื่อรัฐตัดสินใจเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาแล้วก็ควรผูกพันตนที่จะอนุวัติอนุสัญญา และควรปฏิบัติตามพันธกรณีขั้นต่ำ

ปัจจุบันเรามีกฎเกณฑ์ที่มีผลผูกพันชุดหนึ่งที่กำหนดให้รัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีขั้นต่ำ ได้แก่ 1) ป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับสูญหาย 2) ค้นหาผู้สูญหาย 3) สืบสวนสอบสวนคดีและอำนวยความยุติธรรมให้ผู้เสียหาย 4) คุ้มครองผู้ที่เข้าไปร่วมค้นหาและสืบสวน ซึ่งมักถูกรังควาน ไล่ล่าคุกคาม ข่มขู่ และทำร้าย บางครั้งถึงขั้นกลายเป็นผู้ถูกบังคับสูญหายเสียเอง 5) เปิดเผยความจริง อนุสัญญา ICPPED เป็นสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับแรกที่มีบทบัญญัติเฉพาะรับรองว่าการรับรู้ความจริงเป็นสิทธิมนุษยชน 6) ลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษที่เหมาะสมและไม่ปล่อยให้อุปสรรคเชิงกระบวนการมาขัดขวางการลงโทษนั้น 7) เยียวยาผู้เสียหายด้วยมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีพันธกรณีอื่นๆ ในอนุสัญญาอีก เช่น การทำทะเบียนผู้ถูกควบคุมตัวให้ได้มาตรฐาน หรือการกำกับดูแลการรับบุตรบุญธรรมให้รัดกุมเพียงพอ เพื่อไม่ให้เด็กสูญหายด้วยการรับบุตรบุญธรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการให้คำมั่นและทำตามคำมั่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของรัฐที่จะคุ้มครองพลเมืองของตนจริงๆ ด้วย ผมเชื่อว่ารัฐสมัยใหม่ใดก็ตามที่ยึดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง ย่อมคำนึงถึงความคาดหวังและสิทธิของพลเมืองตนเอง ผมเชื่อโดยสุจริตว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็นเช่นนั้น รัฐจึงควรทำตามที่ให้คำมั่นไว้

อยากฝากอะไรถึงครอบครัวผู้สูญหายในไทยที่รอคอยความจริงและคนที่พวกเขารักมายาวนาน

เราชื่นชมและเคารพอย่างยิ่งต่อการต่อสู้ของพวกเขาเพื่อความยุติธรรมและเพื่อค้นหาคำตอบ ทุกสิ่งที่เราทำ เราทำโดยคิดอยู่เสมอว่าจะร่วมลงแรงให้กับการต่อสู้นั้นได้อย่างไร แม้สิ่งที่เราทำอาจเป็นเพียงเม็ดทรายเล็กๆ ก็ตาม

สำหรับกรรมการทุกคน ผู้เสียหายอยู่ที่ศูนย์กลางของงานเรา นี่ไม่ใช่คำพูดสวยหรู บางครั้งเรื่องนี้ก็ทำให้เราเผชิญสถานการณ์ยากลำบากกับบางรัฐที่มองว่าเราคิดถึงแต่ผู้เสียหาย โดยไม่คำนึงถึงอธิปไตย ผลประโยชน์แห่งชาติ หรือความมั่นคงของชาติของพวกเขา แต่ถึงที่สุดแล้ว ข้อโต้แย้งทั้งหมดนี้กลายเป็นเพียงคำพูดสวยหรูเมื่อสิทธิถูกละเมิด

เรายอมรับตรงๆ ว่าสิ่งที่เราทำได้นั้นเล็กน้อยจริงๆ แต่ก็หวังว่าสิ่งเล็กน้อยนั้นจะช่วยผลักดันเรื่องของพวกเขาให้ก้าวไปข้างหน้าได้บ้างและหวังว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมีประโยชน์ เราจะทำต่อไป แม้เงื่อนไขการทำงานของสหประชาชาติจะไม่ดีนัก แต่เราก็จะทำเท่าที่ทำได้ต่อไป

References
↑1 ปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย ค.ศ. 1992
↑2 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะครบห้าปีใน พ.ศ. 2570

CED ICPPED UN กฎหมายระหว่างประเทศ กระบวนการยุติธรรม การบังคับสูญหาย คณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ วจนา วรรลยางกูร สหประชาชาติ สิทธิมนุษยชน อุ้มหาย ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร

Update: 2026-08-09
Tags: