classicliterature.it.com

Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบหลายปี ตลาดกำลังกังวลอะไร “ใครได้-ใครเสีย” จาก Yield ขาขึ้น

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตา หลัง Bond Yield ระยะยาวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ท่ามกลางความกังวลทั้งเรื่องราคาน้ำมันที่อาจผลักดันเงินเฟ้อ หนี้และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ รวมถึงปริมาณการออกตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น

แรงสั่นสะเทือนไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดพันธบัตร แต่กำลังลามไปยังหุ้นเทคโนโลยี ทองคำ ค่าเงิน และตลาดหุ้นเอเชีย มาดูกันว่า Bond Yield กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก และหาก Yield ยังอยู่ในระดับสูงต่อไป ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์และใครต้องรับแรงกดดันบ้าง

ทำไม Bond Yield พุ่ง?

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย กำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อคืนวันที่ 18 สิงหาคมว่า ยังไม่มีการเจรจากับอิหร่านในอนาคต ขณะที่อิหร่านยังยืนยันจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ความกังวลดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดย WTI ปิดวันที่ 18 สิงหาคมที่ 84.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ขึ้นไปแตะราว 91.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์

เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ตลาดก็เริ่มกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาสูงอีกครั้ง และหากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด ก็มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด จะลดดอกเบี้ยได้ช้าลง ทำให้นักลงทุนลดการถือครองพันธบัตรระยะยาว

ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลงและ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกของตลาด โดย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี แตะ 5.33% สูงสุดในรอบ 19 ปี

แต่แรงกดดันไม่ได้มาจากเรื่องเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว เพราะ ตลาดยังเริ่มกังวลฐานะการคลังของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังตัวเลขขาดดุลงบประมาณเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 4.32 แสนล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564

ขณะที่ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายในปีนี้พุ่งแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว

ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ยังต้องรับมือกับ Supply ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องออกพันธบัตรเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เร่งออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เมื่อพันธบัตรและหุ้นกู้ออกมาพร้อมกันจำนวนมาก นักลงทุนจึงมีทางเลือกมากขึ้น และผู้ออกตราสารหนี้อาจต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุน

ทำไมเรื่องนี้ต้องสนใจ?

Bond Yield ที่สูงขึ้นหมายถึง ต้นทุนเงินในระบบสูงขึ้น และทำให้มูลค่ากำไรในอนาคตของหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีถูกกดดันโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิปที่ถูกเทขายแรง ขณะที่ตลาดอนุพันธ์ก็เริ่มสะท้อนมุมมองระมัดระวังมากขึ้นด้วย

แรงกดดันไม่ได้อยู่แค่สหรัฐฯ แต่ลามมายังเอเชีย โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เปิดลบแรงในช่วงเช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ส่วนตลาดหุ้นไทย แม้ต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้น แต่กลับเปิดสถานะ Short ใน TFEX สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า นักลงทุนอาจไม่ได้เทขายสินทรัพย์ทั้งหมด แต่กำลังเพิ่มการป้องกันความเสี่ยง ขณะที่ Bond Yield ไทยขยับขึ้นตามสหรัฐฯ เช่นกัน

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ ทองคำกลับปรับตัวลง แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง เพราะเมื่อ Bond Yield สูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าในช่วงนี้ แรงกดดันจากดอกเบี้ยกำลังมีอิทธิพลเหนือแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

Yield สูงยังมีทั้ง “ความเสี่ยงและโอกาส”

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า นักลงทุนยังต้องจับตาการใช้จ่ายและหนี้ของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด แต่ในอีกมุมหนึ่ง Bond Yield ที่สูงขึ้นก็ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ (Real Yield) น่าสนใจมากขึ้น

ทั้งนี้ระยะสั้นหุ้นไทยยังขาดปัจจัยหนุนชั่วคราว จึงอาจทำให้มีแรง ขายทำกำไรออกมา ดังนั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวย่อลงมา มองเป็นจังหวะสะสมบน Theme ใหญ่ในเรื่องของการ ลงทุนใน Data Center ได้แก่ GPSC, BGRIM, ADVANC และหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว พร้อมเก็งปัจจัยระยะสั้นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ได้แก่ KTB, KBANK, BBL, KKP

ด้าน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ระยะสั้น SET มีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ Bond Yield และความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในภาพรวมยังมองว่า SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นได้ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม ภาวะ Bond Yield ขาขึ้นเป็นบวกต่อ กลุ่มประกันชีวิต อย่าง BLA และ TLI เนื่องจากผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลงทุนใหม่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลดีต่อ ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และ Yield ของพอร์ตลงทุนในระยะต่อไป

ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันที่ 19 สิงหาคมกำลังเผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยงที่วนเวียนกดดันพร้อมกัน ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ความเสี่ยงเรื่องหนี้และดอกเบี้ยที่ผลักดันต้นทุนส่วนลดให้สูงขึ้นจนกดดัน Valuation หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และ Sentiment ตลาดที่อยู่ในโหมดป้องกันความเสี่ยง

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ "Selective Buy" ใน 3 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์เฉพาะตัวจากสถานการณ์เหล่านี้ ได้แก่

  • 1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น เช่น PTTEP, PSL, RCL, PRM
  • 2) หุ้นที่คาดผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ฟื้นตัวเด่นและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น CPF, ITC, DELTA, HANA, KCE, BH, BDMS, PR9
  • 3) หุ้นอิงการบริโภคในประเทศ ท่องเที่ยว และสื่อโฆษณา เช่น CPALL, CENTEL, ERW, VGI

ที่มา: บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.อินโนเวสท์ เอกซ์,  บล.เอเซีย พลัส

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

Update: 2026-08-19
Tags: