"BitMEX และ BitMart" สองกระดานเทรดยุคบุกเบิกเตรียมปิดตัว จุดเปลี่ยนสมรภูมิกระดานเทรดคริปโต
- หน้าหลัก
- หุ้น
- Cryptocurrency
"BitMEX และ BitMart" สองกระดานเทรดยุคบุกเบิกเตรียมปิดตัว จุดเปลี่ยนสมรภูมิกระดานเทรดคริปโต
เผยแพร่: 26 ก.ค. 2569 21:50 ปรับปรุง: 26 ก.ค. 2569 21:50 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
การประกาศยุติธุรกิจของ BitMEX และ BitMart ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ไม่ใช่เพียงข่าวการปิดตัวของผู้ให้บริการสองราย แต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนที่กำลังเกิดขึ้นกับโครงสร้างอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ต้องเผชิญทั้งภาวะตลาดที่ชะลอตัว การแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ และแรงกดดันจากแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ครั้งนี้จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสมรภูมิธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซีในระยะต่อไป
อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเผชิญอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของธุรกิจแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หลัง BitMEX ผู้บุกเบิกตลาดสัญญา Perpetual Futures และ BitMart กระดานเทรดที่เคยมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก ประกาศยุติการดำเนินงานภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายของผู้ให้บริการแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange: CEX) กำลังรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
แม้ทั้งสองบริษัทจะมีประวัติการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างองค์กรแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งภาวะตลาดที่ซบเซา การแข่งขันด้านสภาพคล่องกับผู้เล่นรายใหญ่ ต้นทุนการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Exchange: DEX) ซึ่งกำลังดึงเม็ดเงินและปริมาณการซื้อขายออกจากระบบแบบดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง
BitMEX หนึ่งในชื่อที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดอนุพันธ์คริปโทเคอร์เรนซี ประกาศเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมว่า บริษัทจะยุติการดำเนินงานทั้งหมดอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 04.00 น. ตามเวลา UTC
คณะกรรมการของ HDR Global Trading Limited บริษัทแม่ของ BitMEX ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประเมินกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างละเอียด โดยพิจารณาทั้งสถานการณ์ภายในองค์กรและทิศทางของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม ก่อนเห็นว่าการยุติการดำเนินงานเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบัน
หลังประกาศดังกล่าว BitMEX ได้ระงับการเปิดบัญชีผู้ใช้งานใหม่ทันที พร้อมกำหนดแผนทยอยลดการให้บริการเป็นลำดับ ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคมเป็นต้นไป ผู้ใช้งานจะไม่สามารถเปิดโพซิชันใหม่ได้อีก แต่ยังสามารถทยอยลดหรือปิดโพซิชันเดิมได้ตามปกติ
เมื่อถึงวันปิดระบบ หากยังมีโพซิชันคงค้าง บริษัทจะดำเนินการปิดสถานะโดยอัตโนมัติ พร้อมแนะนำให้ลูกค้าเร่งถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของระบบถอนเงินในช่วงสุดท้าย ทั้งนี้ BitMEX ยืนยันว่า สินทรัพย์ของลูกค้ายังคงได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยตลอดช่วงการยุติบริการ
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2557 BitMEX ถือกำเนิดขึ้นจากฝีมือของ อาร์เธอร์ เฮย์ส อดีตนักเทรดของ Citigroup ร่วมกับ เบน เดโล และ ซามูเอล รีด โดยสร้างชื่อจากการเป็นผู้พัฒนาสัญญา Perpetual Futures ที่เปิดให้ใช้เลเวอเรจสูงถึง 100 เท่า ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของผลิตภัณฑ์ที่แพลตฟอร์มซื้อขายทั่วโลกนำไปพัฒนาต่อ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันตลาดอนุพันธ์คริปโทเคอร์เรนซีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี บริษัทระบุว่าไม่เคยสูญเสียสินทรัพย์ของลูกค้าจากเหตุการณ์ถูกแฮ็กแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตามชื่อเสียงของ BitMEX กลับได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาด้านกฎหมาย เมื่อผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสามคนยอมรับสารภาพในปี พ.ศ. 2565 ว่าละเมิดกฎหมาย Bank Secrecy Act ของสหรัฐฯ จากการไม่มีระบบป้องกันการฟอกเงินที่เพียงพอ ส่งผลให้บริษัทต้องชำระค่าปรับรวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อปัจจัยดังกล่าวมาบรรจบกับภาวะตลาดที่ชะลอตัว หลังราคาบิทคอยน์ปรับฐานจากระดับสูงสุดกว่า 126,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Binance รวมถึงการทะยานขึ้นของ Hyperliquid ซึ่งก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์ม DEX อันดับสองของโลกด้าน Open Interest รองเพียง Binance ทำให้พื้นที่ทางธุรกิจของ BitMEX ถูกบีบแคบลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนลงเอยด้วยการประกาศยุติบทบาทในที่สุด
อีกด้านหนึ่ง BitMart ก็เผชิญชะตากรรมไม่แตกต่างกัน โดยประกาศว่าจะยุติการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีทั้งหมดในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ก่อนปิดกิจการอย่างสมบูรณ์ภายในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2570
ระยะเวลาราวหกเดือนนับจากนี้ บริษัทจะใช้สำหรับดำเนินการคืนสินทรัพย์ให้ผู้ใช้งาน จัดการภาระผูกพันด้านกฎระเบียบ และดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการปิดกิจการทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะทดสอบความเชื่อมั่นของลูกค้าและประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โทเคนประจำแพลตฟอร์มอย่าง BMX ร่วงลงแล้วมากกว่า 70% ก่อนถึงกำหนดปิดการซื้อขาย ขณะที่ข้อมูลจาก Arkham Intelligence ระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ในกระเป๋าเงินของ BitMart ลดลงจากประมาณ 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม เหลือเพียง 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเวลาต่อมา สะท้อนกระแสการถอนเงินของผู้ใช้งานที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จนถึงขณะนี้ BitMart ยังไม่ได้เปิดเผยแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของโทเคน BMX หลังการปิดกิจการ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ผู้ถือโทเคนจะได้รับผลกระทบในระยะยาวมากน้อยเพียงใด
หากมองให้ลึกกว่าการปิดกิจการของผู้เล่นสองราย เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน
ในอดีต CEX คือศูนย์กลางของตลาด ทั้งด้านสภาพคล่อง จำนวนผู้ใช้งาน และผลิตภัณฑ์การลงทุน แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์การแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ DEX พัฒนาประสิทธิภาพทั้งด้านความเร็ว ต้นทุน และสภาพคล่อง จนสามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง หรือ Self-Custody มากขึ้น หลังเกิดเหตุล้มละลายของผู้ให้บริการรายใหญ่หลายแห่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โมเดลธุรกิจของ CEX ถูกท้าทายทั้งด้านรายได้และความเชื่อมั่นไปพร้อมกัน
ข้อมูลจากรายงานอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไตรมาส 2 ปี 2569 ของ CoinGecko ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายสัญญา Perpetual Futures บน CEX ลดลง 10% เหลือ 12.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แพลตฟอร์ม DEX ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดอนุพันธ์อย่างเห็นได้ชัด
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็กอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่างโมเดลธุรกิจสองรูปแบบที่กำลังแย่งชิงอนาคตของอุตสาหกรรมทั้งหมด
สำหรับนักลงทุนไทยและผู้ใช้งานในภูมิภาคอาเซียนที่ยังมีสินทรัพย์หรือโพซิชันคงค้างอยู่บน BitMEX หรือ BitMart สิ่งที่ควรดำเนินการโดยเร็วคือการตรวจสอบบัญชีของตนเอง ปิดโพซิชันที่ยังเปิดอยู่ และถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มก่อนถึงกำหนดเส้นตาย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะ หรือความล่าช้าในการถอนเงินในช่วงที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากดำเนินการพร้อมกัน
ท้ายที่สุด การปิดตัวของ BitMEX และ BitMart ไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของกระดานเทรดสองแห่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเข้าสู่รอบคัดเลือกครั้งใหม่ ผู้เล่นที่อยู่รอดจะไม่ใช่ผู้ที่เติบโตเร็วที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระบบบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ปรับตัวต่อกฎระเบียบได้รวดเร็ว และสามารถแข่งขันกับโลกการเงินแบบกระจายศูนย์ที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งได้จริง เพราะในสมรภูมิรอบใหม่นี้ การมีชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันการอยู่รอดอีกต่อไป.