Big Mountain Music Festival จากเทศกาลที่ปลุกวัฒนธรรมดนตรีทั้งประเทศ สู่การเดิมพันอีกครั้งของป๋าเต็ด - Marketeer Online
ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาป๋าเต็ด–ยุทธนา บุญอ้อม ผู้ก่อตั้ง Big Mountain Music Festival ออกมายอมรับตรงๆ ว่า Big Mountain มีคนดูลดลงต่อเนื่อง และในครั้งล่าสุด จำนวนคนดูลดลงมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงที่งานเคยได้รับความนิยมสูงสุด
“ผมอ่านทุกคอมเมนต์ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไข เพื่อให้บิ๊กเมาน์เท่นเดินทางสู่การเป็นเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุด”
พร้อมกับไล่ปัญหาของงานออกมาทีละเรื่อง ตั้งแต่กัญชา รถติด ฝุ่น ไปจนถึงห้องน้ำไม่เพียงพอ และประกาศว่าจะปรับวิธีจัดงานครั้งใหญ่
เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะ Big Mountain เดินทางมาแล้วกว่า 16 ปี จากเทศกาลดนตรีที่มีคนดูไม่ถึง 30,000 คน เติบโตจนเคยมีผู้เข้าร่วมหลักแสน และกลายเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
แล้วอะไรทำให้งานที่เคยมีคนแน่น กลับมาถึงวันที่ผู้ก่อตั้งต้องออกมายอมรับว่าคนดูลดลงกว่าครึ่ง
Big Mountain Music Festival จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 5–6 กุมภาพันธ์ 2553 ที่เขาใหญ่
ครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมเกือบ 30,000 คน ศิลปินประมาณ 130 ชีวิต 6 เวที และเต็นท์ราว 4,000 หลัง
ตัวเลขอาจไม่ได้ใหญ่นักเมื่อเทียบกับ Big Mountain ในช่วงหลัง แต่สำหรับวงการคอนเสิร์ตไทยเวลานั้น รูปแบบของงานถือว่าค่อนข้างใหม่
อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงมากตั้งแต่ครั้งแรกคือระบบเสียง
งานมีถึง 6 เวที แต่สามารถจัดตำแหน่งและระบบเสียงให้แต่ละเวทีไม่รบกวนกัน ในยุคที่คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ของไทยยังมักจัดกันในสนามกีฬาหรือพื้นที่ในเมือง การสร้างเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่กลางเขาใหญ่จึงถือเป็นงานที่ท้าทายไม่น้อย
Big Mountain ยังทำให้การไปดูคอนเสิร์ตกลายเป็นมากกว่าการเดินทางไปดูศิลปินแล้วกลับบ้าน
คนดูต้องขับรถออกจากกรุงเทพฯ เกือบ 200 กิโลเมตร หาที่พักหรือนอนเต็นท์ ใช้เวลาสองวันอยู่ในพื้นที่เดียวกับคนนับหมื่น และเดินจากเวทีหนึ่งไปอีกเวทีหนึ่ง
สำหรับหลายคน Big Mountain จึงกลายเป็นทริปประจำปีไปพร้อมกับการเป็นเทศกาลดนตรี
ขณะเดียวกัน เวทีเล็กๆ ภายในงานก็ช่วยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินอินดี้จำนวนมากได้พบคนฟังกลุ่มใหม่ ก่อนที่หลายวงจะเติบโตขึ้นมาเป็นศิลปินระดับแมสในเวลาต่อมา
จากคนดูหลักหมื่น สู่เทศกาลหลักแสน
เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น Big Mountain ก็โตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในช่วงพีค ผู้จัดเคยให้ข้อมูลว่ามีคนเข้างานประมาณ 70,000–100,000 คนต่อครั้ง
จนในปี 2560 ผู้จัดตัดสินใจจำกัดจำนวนบัตรไว้ เพราะจำนวนคนเริ่มมากเกินกว่าที่พื้นที่จะรองรับไหว
อีกตัวเลขที่ช่วยให้เห็นขนาดของ Big Mountain ได้ชัด คือการจัดงานครั้งที่ 14 ในเดือนธันวาคม 2567
งานสองวันมีคนเข้าพื้นที่ประมาณ 65,000 คน เกิดการใช้จ่ายทางตรงประมาณ 350 ล้านบาท และมีการประเมินว่าทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัดนครราชสีมาสูงถึงประมาณ 2,200 ล้านบาท
ผู้เข้าร่วมหนึ่งคนใช้เงินเฉลี่ยประมาณ 5,400 บาทตลอดสองวัน แบ่งเป็นค่าที่พักประมาณ 2,400 บาท ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกงาน 1,400 บาท ค่าใช้จ่ายภายในงาน 1,000 บาท และค่าเดินทางประมาณ 600 บาท
เท่ากับว่าค่าที่พักเพียงอย่างเดียว สูงกว่าค่าใช้จ่ายภายในงานประมาณ 2.4 เท่า
จึงพอเห็นได้ว่า Big Mountain ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะภายในพื้นที่จัดงาน โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจรอบเขาใหญ่ต่างได้รับประโยชน์จากคนจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาพร้อมกัน
ในทางกลับกัน การมีคนจำนวนมากก็ทำให้ระบบรอบพื้นที่ต้องรองรับภาระเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
และเมื่อจำนวนคนโตเร็วกว่าระบบ ปัญหาก็เริ่มตามมา
เมื่อความใหญ่เริ่มมีราคาที่ต้องจ่าย
ปี 2563 Big Mountain ครั้งที่ 11 จัดขึ้นที่ The Ocean เขาใหญ่ ในวันที่ 12–13 ธันวาคม ท่ามกลางมาตรการป้องกันโควิด-19
ระหว่างการจัดงานเกิดปัญหาหลายอย่าง ทั้งผู้ร่วมงานไม่สวมหน้ากาก การตะโกนร้องเพลงในช่วงที่ต้องเว้นระยะห่าง การจัดแถวที่ไม่เป็นระบบ และความแออัดภายในพื้นที่
สุดท้ายผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งยุติการแสดงก่อนงานจะจบ ขณะที่ภาพขยะจำนวนมากหลังจบวันแรกก็ถูกแชร์จนเกิดกระแสวิจารณ์ในวงกว้าง
ผู้จัดยื่นอุทธรณ์แต่ไม่สำเร็จ และแกรมมี่ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปีถัดมา Big Mountain ถูกยกเลิกจากสถานการณ์โควิด
ต่อมาในปี 2565 ปัญหาเรื่องขนาดของงานกับขีดความสามารถของพื้นที่ยิ่งเห็นชัดขึ้น
นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ให้ข้อมูลว่า ในช่วงจัดงานมีคนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ราว 200,000–300,000 คน ขณะที่ถนนทางเข้าเขาใหญ่มีข้อจำกัด ทำให้บางคนที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาถึง 6–7 ชั่วโมง
ที่พักในพื้นที่เต็ม คนที่จองไม่ทันต้องหาทางเลือกอื่น รวมถึงเต็นท์ชั่วคราว
นอกจากนี้ ยังมีเสียงร้องเรียนเรื่องที่พักและเต็นท์ชั่วคราว รวมถึงปัญหาด้านการจัดการที่ส่งผลกระทบทั้งกับผู้ร่วมงานและผู้ค้าภายในงาน
หลายฝ่ายจึงเริ่มตั้งคำถามว่า พื้นที่และระบบโดยรอบสามารถรองรับคนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกันได้มากแค่ไหน
สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่จึงออกมาสรุปบทเรียนว่า
“ผู้จัดควรประเมินกำลังของพื้นที่และชุมชนว่าพื้นที่จัดงานและโดยรอบสามารถรองรับคนได้จำนวนเท่าใด”
ประโยคนี้สะท้อนปัญหาของ Big Mountain ในช่วงหลายปีหลังได้ค่อนข้างชัด
ตัวเทศกาลเติบโตเร็วกว่าถนน จำนวนห้องพัก ห้องน้ำ และระบบอื่นๆ ที่ต้องรองรับคนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน
จาก “คนเยอะ” ที่เคยเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จ เมื่อมากเกินกว่าระบบจะรับไหว ก็เริ่มกระทบกับประสบการณ์ของคนที่มางาน
4 ปัญหาที่ป๋าเต็ดยอมรับว่าต้องแก้
Big Mountain ครั้งที่ 15 จัดขึ้นในวันที่ 6–7 ธันวาคม 2568 ที่ The Ocean เขาใหญ่
งานมีทั้งหมด 14 เวที ศิลปินมากกว่า 100 ชีวิต ตั้งแต่ร็อก อินดี้ หมอลำ โฟล์กซอง ไปจนถึง T-Pop
หลังจบงาน ป๋าเต็ดออกมายอมรับว่าจำนวนคนดูลดลง พร้อมสรุปปัญหาหลักไว้ 4 เรื่อง
เรื่องแรกคือ “กัญชา” ซึ่งผู้จัดมองว่ายังควบคุมพฤติกรรมการสูบภายในงานได้ไม่ดีพอ
เรื่องที่สองคือ “รถติด” ปัญหาที่ต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานและยังแก้ไม่ตก
เรื่องที่สามคือ “ฝุ่น” จากสภาพของพื้นที่จัดงาน
และเรื่องสุดท้ายคือ “ห้องน้ำ” ทั้งจำนวนที่ไม่เพียงพอและจุดให้บริการที่กระจายไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ ยังมีเสียงบ่นเรื่องระยะห่างของแต่ละเวที เมื่องานใหญ่และมีเวทีจำนวนมาก การเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งกินทั้งเวลาและแรง โดยเฉพาะคนที่ต้องการดูศิลปินหลายเวทีในวันเดียว
ป๋าเต็ดจึงประกาศถึงงานครั้งต่อไปว่า
“ปีนี้เราจะไม่มีคนสูบกัญชา รถต้องไม่ติด คนต้องไม่บ่นเรื่องฝุ่น ห้องน้ำจะทั่วถึง”
พร้อมอธิบายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ติดอยู่ที่งบประมาณ แต่อยู่ที่ “วิธีคิด”
เขาบอกว่าต้องการกลับไปใช้ความ “บ้า” แบบเดียวกับตอนจัด Big Mountain ครั้งแรก
เมื่อเทศกาลโตขึ้น ระบบบริหารย่อมมีบทบาทมากขึ้นตามขนาดของงาน แต่โจทย์สำคัญคือจะบริหารอย่างไร โดยไม่ทำให้ประสบการณ์ที่เคยเป็นเสน่ห์ของ Big Mountain หายไป
เดิมพันครั้งใหม่ที่ฟาร์มโชคชัย 3
Big Mountain ครั้งต่อไป จึงมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
งานเปลี่ยนชื่อเป็น PEPSI presents BIG MOUNTAIN VILLAGE และย้ายสถานที่จัดไปยังฟาร์มโชคชัย 3 ในวันที่ 12–13 ธันวาคม 2569
ป๋าเต็ดบอกว่าอยากใช้พื้นที่แห่งนี้มานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาติดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ หรือการจัดการเรื่องการขนคน รถ อุปกรณ์ และระบบต่างๆ เข้าออกพื้นที่พร้อมกันจำนวนมาก
ครั้งนี้ผู้จัดนำปัญหาจากงานเดิมมาออกแบบพื้นที่ใหม่ทีละเรื่อง
เรื่องฝุ่น พื้นที่ใหม่เป็นสนามหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา และมองเห็นวิวภูเขากว้างประมาณ 270 องศา
เรื่องรถติด พื้นที่สามารถเข้าออกได้ 6 เส้นทางบนถนนสายหลัก มีการประสานงานกับกรมทางหลวง และจัดพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของงานทั้งหมดไว้สำหรับจอดรถ
เรื่องห้องน้ำ ผู้จัดระบุว่าจะเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า พร้อมขยายพื้นที่อาหาร
ส่วนกัญชาและยาเสพติด จะมีการติดตั้ง CCTV ทั่วพื้นที่ กำหนดพื้นที่สูบบุหรี่โดยเฉพาะ และหากพบผู้ฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิ์เข้างาน Big Mountain ตลอดชีวิต
ผังงานก็ถูกปรับใหม่เพื่อแก้เรื่องการเดินไกล โดยจัดพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม ทำให้แต่ละเวทีอยู่ใกล้กันขึ้น และมีแลนด์มาร์กบริเวณกลางงานที่สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง
Big Mountain ในวันที่คนดูมีตัวเลือกมากกว่าเดิม
เมื่อปี 2553 Big Mountain เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในประเทศไทย
คนดูยอมขับรถหลายชั่วโมง นอนเต็นท์ ต่อคิว และเจอกับความไม่สะดวกบางอย่าง เพราะทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เทศกาลดนตรีที่ยังใหม่สำหรับคนไทย
16 ปีต่อมา ตลาดเปลี่ยนไปมาก
ประเทศไทยมีเทศกาลดนตรีให้เลือกตลอดทั้งปี คนดูมีตัวเลือกมากขึ้น และนำประสบการณ์จากงานหนึ่งไปเปรียบเทียบกับอีกงานหนึ่งได้ง่ายขึ้น
ความไม่สะดวกบางอย่างที่เคยยอมรับกันได้ จึงอาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเลือกไม่กลับมา
โจทย์ของ Big Mountain ครั้งนี้ จึงอยู่ที่การทำให้ประสบการณ์กลับมาดีพอ ตั้งแต่การเดินทาง ห้องน้ำ ฝุ่น การเดินระหว่างเวที ไปจนถึงบรรยากาศโดยรวมของงาน
การออกมายอมรับปัญหาก่อนเปิดขายบัตรอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ผู้จัดรู้แล้วว่าคนดูไม่พอใจกับอะไร และพยายามออกแบบงานใหม่ให้ตอบปัญหาเหล่านั้นโดยตรง
ส่วนจะทำได้ตามที่พูดไว้หรือไม่ ต้องรอดูในเดือนธันวาคม เมื่อ Big Mountain Village เปิดประตูที่ฟาร์มโชคชัย 3
เพราะต่อให้งานมีศิลปินมากแค่ไหน มีเวทีกี่เวที หรือสร้างเงินหมุนเวียนให้พื้นที่มากเพียงใด
สิ่งที่สำคัญกับอนาคตของเทศกาลที่สุด อาจเป็นคำถามง่ายๆ หลังคนดูเดินออกจากงาน
“ปีหน้าอยากมาอีกไหม”