BAFS เดินหน้า JUMP+ ชู "ลิงก์ไลน์-พลังงานสะอาด” ดันรายได้แตะ 4.3 พันล้าน

นางสาวพิศพงศ์ จันทรานนท์ ผู้จัดการแผนกลงทุนสัมพันธ์ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 839 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลง หลังบริษัททยอยชำระคืนหนี้ และมีการบันทึกดอกเบี้ยบางส่วนเป็นต้นทุนของโครงการระหว่างก่อสร้าง ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,806 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 199.36 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 48% จาก 47% และอัตรากำไร EBITDA เพิ่มเป็น 52% จาก 51% สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
นางสาวพิศพงศ์กล่าวอีกว่า บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 จะใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 2/2569 โดยปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานเฉลี่ยที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 13.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 13.6 ล้านลิตรต่อวันในเดือนก่อนหน้า
แม้ภาวะเศรษฐกิจจะส่งผลต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวและทำให้ปริมาณเที่ยวบินบางเส้นทางชะลอตัว แต่ภาพรวม Load Factor ของสายการบินในไตรมาส 3/2569 ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 80% ขณะที่ราคาน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ซึ่งเคยปรับตัวสูงในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางระหว่างเดือนมีนาคม–เมษายน ปัจจุบันกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
ทั้งนี้ BAFS ยังคงตั้งเป้าปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานในปี 2569 ที่ประมาณ 5,400 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน โดยช่วงครึ่งปีแรกมีปริมาณเติมน้ำมันที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองรวม 2,721 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 50% ของเป้าหมายทั้งปี
สำหรับแผนการเติบโต บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ JUMP+ โดยตั้งเป้ารายได้รวมเพิ่มจาก 3,669 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 4,300 ล้านบาทภายในปี 2571 โดยมีโครงการท่อขนส่งน้ำมันภาคเหนือ ระยะที่ 3 เส้นทางอ่างทอง–สระบุรี ระยะทาง 52 กิโลเมตร หรือ “ลิงก์ไลน์” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ ปัจจุบันงานก่อสร้างมีความคืบหน้า 93% และคาดว่าจะเปิดดำเนินงานได้ภายในปลายปี 2569 ก่อนเริ่มรับรู้รายได้เต็มปีตั้งแต่ปี 2570
นางสาวพิศพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการลิงก์ไลน์เปิดดำเนินงานเต็มปี คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณขนส่งน้ำมันผ่านท่ออีกประมาณ 800 ล้านลิตร ส่งผลให้ปริมาณขนส่งรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,000–2,200 ล้านลิตร และผลักดันส่วนแบ่งตลาดจากประมาณ 40% ในปี 2569 เป็นประมาณ 62% ในปี 2570
ขณะที่รายได้ของบริษัท บาฟส์ ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.5 เท่าจากระดับก่อนเปิดลิงก์ไลน์ โดยคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีในช่วง 3 ปีแรกหลังเปิดดำเนินงาน จากการเพิ่มปริมาณขนส่งภายใต้โครงสร้างต้นทุนคงที่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและสนับสนุนอัตรากำไรให้ปรับตัวดีขึ้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า และคาดว่าจะมีผู้ใช้ท่อประมาณ 7 ราย
สำหรับธุรกิจพลังงานสะอาด ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตติดตั้งและโครงการระหว่างพัฒนารวม 55 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่เปิดดำเนินงานแล้ว 51 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างพัฒนา 4 เมกะวัตต์ ครอบคลุมการลงทุนในไทย ญี่ปุ่น และมองโกเลีย โดยช่วงครึ่งปีแรกสามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ 34.8 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน
ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนสุราษฎร์ธานี หรือ Surat Eco Power มีกำลังผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ รองรับขยะได้ 500 ตันต่อวัน ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้า 81% และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2569 โดย BAFS Clean Energy ถือหุ้น 30% และคาดว่าจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มปีละประมาณ 5–10 เมกะวัตต์ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นโครงการโซลาร์ชุมชน Private PPA โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้และกระแสเงินสดประจำจากธุรกิจนอกภาคการบิน
ด้านสถานะทางการเงิน บริษัทมีสภาพคล่องและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้รวมประมาณ 2,296 ล้านบาท ขณะที่หนี้อัตราดอกเบี้ยคงที่มีสัดส่วน 36% ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด และมีแผนเพิ่มสัดส่วนหนี้อัตราดอกเบี้ยคงที่ เพื่อลดความผันผวนของต้นทุนทางการเงินในอนาคต โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “BBB(tha)” แนวโน้ม “คงที่” จากฟิทช์ เรทติ้งส์
สำหรับรายได้รวมปี 2569 บริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงหรืออาจลดลงเล็กน้อยจากประมาณ 3,700 ล้านบาทในปีก่อน หลังทบทวนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ขณะที่ธุรกิจบริการเติมน้ำมันอากาศยานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT อนุญาตให้ BAFS ดำเนินงานระบบเติมน้ำมันอากาศยานและบริการ Into-plane ต่อเป็นการชั่วคราว ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเดิม หลังสัญญาสัมปทานอายุ 20 ปีจะสิ้นสุดวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยการต่อระยะเวลาดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อ AOT ดำเนินกระบวนการคัดเลือกผู้ประกอบการรายใหม่แล้วเสร็จ แต่ไม่เกิน 3 ปี 6 เดือน ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านรายได้และรักษาความต่อเนื่องของกระแสเงินสดจากธุรกิจหลัก
ด้านเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน หรือ SAF บริษัทมีความพร้อมในการให้บริการและเริ่มเติม SAF ให้แก่สายการบินแล้ว แต่ปริมาณการใช้เชิงพาณิชย์ยังไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นการใช้โดยสมัครใจ จึงต้องติดตามความชัดเจนจากภาครัฐเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนการใช้ในอนาคต
ทั้งนี้ BAFS ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 22% โดยขึ้นเครื่องหมาย XD เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 กันยายน 2569