พลังงานปั้น ‘สงขลา’ ฮับเชื่อมไทย-มาเลเซีย ดัน ASEAN Power Grid ต่อยอดโซลาร์ฟาร์ม-CCUS-ไบโอมีเทน
กระทรวงพลังงานลงพื้นที่สงขลา ตรวจสถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะและ TTM ยกระดับความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้ เร่งเสริมเสถียรภาพโครงข่าย รองรับดีมานด์ รับซื้อไฟฟ้าสะอาด รุกเชื่อมโยงไฟฟ้าไทย-มาเลเซีย ต่อยอดโครงการ LTMS-PIP สู่ ASEAN Power Grid ดัน TTM จากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสู่ ‘Value Creator’ ผ่านโซลาร์ฟาร์ม-CCUS-ไบโอมีเทน
ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานสถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อำเภอสะเดา ซึ่งเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของภาคใต้ และจุดเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศไทย – มาเลเซีย รวมทั้งได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท Trans Thai-Malaysia (Thailand) จำกัด ที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า การลงพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้เป็นการติดตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของ ระบบไฟฟ้าและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีการขยายตัวทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสถานีไฟฟ้าแรงสูงกระแสตรงคลองแงะ จังหวัดสงขลา เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง และส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าระหว่างพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้
รวมถึงรองรับการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย ที่มีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ซึ่งระบบเชื่อมโยงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าและสามารถช่วยเหลือกัน เป็นกำลังไฟฟ้าสำรองในยามฉุกเฉิน
นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานในระดับภูมิภาค โดยระบบเชื่อมโยงไฟฟ้าไทย-มาเลเซีย
ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าในระดับอาเซียน ภายใต้โครงการ Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore on Power Integration Project (LTMS-PIP) สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางพัฒนาระบบไฟฟ้า และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงกระแสตรงคลองแงะในครั้งนี้ เพื่อมาตรวจติดตามการลงทุนติดตั้งระบบปรับปรุงเสถียรภาพไฟฟ้าในสายส่ง หรือระบบสแตทคอม ซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 แห่งทั่วประเทศ ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นไปอย่างราบรื่น รองรับการรับซื้อไฟฟ้าสะอาดจากหลังคาประชาชนตามนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน
สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะแห่งนี้ ยังเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญภายใต้ความร่วมมือด้านไฟฟ้า 4 ฝ่ายระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่ครอบคลุมถึงระดับภูมิภาค และในอนาคตประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าต่อไปยัง เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ได้อีกด้วย
ส่วนบริษัท Trans Thai-Malaysia (Thailand) จำกัด หรือ TTM อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ และเป็นโครงการความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ซึ่งการลงพื้นที่ในวันนี้มีความสำคัญต่อกระทรวงพลังงานในการติดตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งความมั่นคง และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น การบริหารจัดการพลังงานจึงต้องให้ความสำคัญทั้งด้านการจัดส่งพลังงาน ความต่อเนื่องของระบบ เทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีเสถียรภาพ
นอกจากการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ปัจจุบัน TTM กำลังเดินหน้าปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกพลังงาน โดยมุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน หรือ ‘Infrastructure Provider’ ไปสู่การเป็น ‘Value Creator’ ด้วยการนำสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจุบัน TTM เดินหน้าพัฒนาโครงการสำคัญ (Growth Initiatives) ได้แก่ โครงการโซลาร์ฟาร์ม ขนาด 5.2 เมกะวัตต์ เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น โครงการเพิ่มมูลค่าจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (GSP Value Added Project) มุ่งเพิ่มการใช้ประโยชน์จากโรงแยกก๊าซและสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โครงการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ (CYCLOCAP Pilot Project) ซึ่งอยู่ในกลุ่มแนวทางการพัฒนา Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) และการศึกษาโอกาสพัฒนาธุรกิจไบโอมีเทน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต
“ทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศไทยในระยะต่อไป ไม่ได้มองเพียงเรื่องการมีพลังงานเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบพลังงานที่มีความมั่นคง มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยี การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจรูปแบบใหม่ จึงเป็นการสร้างระบบพลังงานที่มีความมั่นคง และสามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว