ส่งออกไทยยังลุ้น! พาณิชย์เร่งปิดดีล ART หลังสหรัฐฯ เคาะภาษีแรงงานบังคับ 12.5%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ก.ย.69) นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา และกรณีการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยผลการไต่สวนในแต่ละกรณีมีสถานะและผลต่ออัตราภาษีแตกต่างกัน
สำหรับกรณีแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการไต่สวนแล้ว โดยกำหนดอัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าจากไทยที่ร้อยละ 12.5 ขณะที่ประเทศที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ของสหรัฐฯ และมีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ หรือได้ให้คำมั่นผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) จะใช้อัตราร้อยละ 10 ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังได้กำหนดรายการสินค้าบางส่วนที่ได้รับยกเว้นจากภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวด้วย
นายกรนิจ กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ART เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราภาษีของสหรัฐฯ โดยประเทศไทยจึงเร่งผลักดันการจัดทำความตกลง ART กับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบความสัมพันธ์ทางการค้าและอัตราภาษีที่สอดคล้องกับสถานะของไทยและสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้
“เป้าหมายของไทย คือ การสรุปการเจรจา ART เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบร้อยละ 19 หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง” นายกรนิจ กล่าว
ทั้งนี้ อัตราร้อยละ 19 เป็นกรอบอัตราที่ไทยเคยได้รับภายใต้การเจรจาในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ไทยเคยเผชิญอัตราภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA ที่ร้อยละ 36 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 19 ภายหลังการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อมาสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนฐานกฎหมายและเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
สำหรับกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะนี้สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาผลการไต่สวน โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว
นายกรนิจ กล่าวว่า ดังนั้น การนำอัตราภาษีของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันในขณะนี้จำเป็นต้องพิจารณาให้ครบถ้วนว่าเป็นอัตราที่เกิดจากมาตรการหรือการไต่สวนในกรณีใด เนื่องจากแต่ละประเทศมีสถานะในการเจรจาและข้อผูกพันกับสหรัฐฯ แตกต่างกัน อีกทั้งอัตราที่ประกาศอยู่ในปัจจุบันยังไม่สะท้อนผลจากการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
“การกล่าวว่า หากไทยได้รับอัตราภาษีเกิน 12.5% จะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากจนแข่งขันไม่ได้ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะต้องพิจารณากระบวนการไต่สวนมาตรา 301 ให้ครบทั้งสองกรณี รวมถึงสถานะของแต่ละประเทศด้วย” นายกรนิจ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการเจรจา ART นายกรนิจ กล่าวว่า ขณะนี้สาระสำคัญและหลักการของการเจรจาได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว เหลือการตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงในระดับเทคนิค เพื่อให้มีความสอดคล้อง ชัดเจน และรอบคอบ โดยฝ่ายไทยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับ นายเจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ทีมเทคนิคเร่งสรุปรายละเอียดของ ART หลังสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ และฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าจะพิจารณาอัตราภาษีของไทยอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้

นายกรนิจ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การสรุปถ้อยคำและรายละเอียดของ ART ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรักษากรอบอัตราภาษีที่ไทยได้หารือไว้ และลดความเสี่ยงจากผลกระทบของมาตรการทางการค้าต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเดินหน้ากระบวนการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการภาษีสหรัฐฯ จากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลทางการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราภาษีที่ประกาศในแต่ละช่วงอาจมาจากมาตรการและฐานกฎหมายที่แตกต่างกัน และผลการไต่สวนบางกรณียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“ศุภจี” ประกบ “เกรียร์” กลาง UNGA81 ลุยคุยการค้าไทย–สหรัฐ
“อนุทิน” ควง “ศุภจี” เจรจาทรัมป์ มั่นใจปิดดีลภาษี ม.301 สำเร็จ