classicliterature.it.com

Anthropic เผย Claude ช่วยค้นพบระบบเอนไซม์ใหม่ คล้าย CRISPR

Anthropic เผย Claude ช่วยค้นพบระบบเอนไซม์ใหม่ ใน DNA ของ bacteriophage ที่มีคุณสมบัติบางอย่างคล้าย CRISPR โดยใช้เวลาวิเคราะห์ 21 ชั่วโมง

Anthropic เผยผลการวิจัยจากห้องปฏิบัติการชีววิทยาของบริษัทใน Bay Area โดยระบุว่า Claude มีส่วนสำคัญในการค้นพบระบบเอนไซม์ชนิดใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกับ CRISPR หรือ Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats คือ ลำดับดีเอ็นเอ (DNA) ซ้ำๆ ที่มีระยะห่างเท่าๆ กัน ซึ่งพบได้ในแบคทีเรียและจุลินทรีย์

ก่อนหน้านี้ Anthropic ยืนยันว่าบริษัทกำลังดำเนินงานห้องปฏิบัติการชีววิทยาแบบ Wet Lab ซึ่งใช้โมเดล AI ช่วยในการวิจัยและทำการทดลองทางกายภาพ ระบบที่ Anthropic ระบุว่าค้นพบใหม่นี้ซ่อนอยู่ใน DNA ของ bacteriophage หรือไวรัสที่ติดเชื้อและเพิ่มจำนวนภายในแบคทีเรีย

นักวิจัยของ Anthropic ระบุว่า ระบบดังกล่าวสามารถทำงานบางอย่างกับ DNA ได้ในลักษณะคล้าย CRISPR เช่น การ “ตัด คัดลอก และวาง” DNA

การค้นพบใหม่นี้สำคัญแค่ไหน

CRISPR เป็นระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่แบคทีเรียใช้ต่อสู้กับไวรัส และต่อมาถูกนำมาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีสำหรับการตัดต่อยีนที่นักวิจัยใช้งานกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ยังต้องให้ชุมชนนักวิจัยในวงกว้างเข้ามาตรวจสอบว่า ระบบที่ Anthropic พบใหม่นั้นมีความใหม่และมีความสำคัญมากเพียงใด

Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ยอมรับว่า การค้นพบครั้งนี้ต่อยอดจากผลงานของนักวิจัยรายอื่น และก่อนหน้านี้ทีมจาก Stanford ก็เคยค้นพบระบบที่ “มีความคล้ายคลึงในบางด้าน” กับสิ่งที่ Claude พบ Anthropic จึงไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะกับตัวการค้นพบ แต่ยังเน้นด้วยว่า งานนี้เกิดขึ้น “ส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดย Claude” ตามที่ Amodei ระบุ

Claude ใช้เวลา 21 ชั่วโมง ใช้ AI Agent ราว 950 ตัว

ห้องปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นปีนี้ แม้ Anthropic จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าดำเนินงานมาแล้วกี่เดือนก็ตาม ทีมวิจัยระบุว่า Claude ใช้เวลาทำงานอย่างเข้มข้นเพียง 21 ชั่วโมง ในการค้นหาข้อมูลและวิเคราะห์ระบบดังกล่าว กระบวนการนี้ใช้ AI Agent ประมาณ 950 ตัว และประมวลผลรวมกว่า 210 ล้าน Token

การค้นพบภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังเปิดห้องปฏิบัติการถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างรวดเร็ว แต่ Anthropic ชูประเด็นว่าการทำงานส่วนสำคัญของ Claude เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน

การใช้ AI วิจัยชีววิทยา และคำถามด้านความปลอดภัย

การเปิดเผยว่า Anthropic กำลังทำการทดลองทางชีววิทยาเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้บริหารบริษัท AI รวมถึง Amodei เองออกมายอมรับว่า โมเดล AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นมากจนจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการทดสอบด้านความปลอดภัยควบคู่กันไป

ก่อนหน้านี้ Amodei ระบุว่า หนึ่งในสิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือ AI อาจถูกนำไปใช้ในด้านการก่อการร้ายทางชีวภาพ ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็มองว่า AI อาจช่วยรักษาโรคส่วนใหญ่ได้ภายใน 5–10 ปี ทำให้ Anthropic เลือกเดินหน้าการวิจัยด้านชีววิทยาด้วย AI ต่อไป โดยมองว่าประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นคุ้มค่ากับความเสี่ยง

การทดลองจริง ดำเนินการโดยมนุษย์

จุดสำคัญของห้องปฏิบัติการ Anthropic ในปัจจุบันคือ Claude ยังไม่ได้ควบคุมหรือทำการทดลองทางกายภาพด้วยตัวเอง Anthropic ระบุว่า ห้องปฏิบัติการใน Bay Area มีลักษณะเหมือนห้องปฏิบัติการชีววิทยาระดับโมเลกุลทั่วไป และทำงานเฉพาะกับการวิจัยที่อยู่ในระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางชีวภาพต่ำ ได้แก่ BSL-1 และ BSL-2

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่าไม่ได้จัดการกับเชื้อก่อโรคที่สามารถติดเชื้อในมนุษย์ และการทดลองทั้งหมดภายในห้องปฏิบัติการยังดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์มนุษย์

AI เริ่มมีบทบาทในการวิจัยชีววิทยา

การนำ AI มาใช้กับงานวิจัยชีววิทยาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Anthropic เท่านั้น นักวิจัยจาก Stanford เพิ่งเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับการนำ LLM และ CRISPR มาใช้งานร่วมกัน ขณะที่นักวิจัยจาก UC San Francisco ใช้ AI เพื่อออกแบบเอนไซม์ชนิดใหม่ตั้งแต่ต้น Google ก็เคยเปิดตัว AlphaFold เครื่องมือด้านการวิจัยชีววิทยาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่ปี 2020

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในงานวิจัยชีววิทยาในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัท AI ที่พัฒนาโมเดลของตัวเอง

อนาคตของ Claude ในห้องแลป

Amodei ยังไม่ได้ปิดโอกาสที่จะมีห้องปฏิบัติการชีววิทยาแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในอนาคต เขาระบุว่า ในอนาคตอาจเป็นไปได้ที่ Claude จะสามารถทำการทดลองได้อย่างปลอดภัยด้วยตัวเอง ผ่านการควบคุมอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการแบบอัตโนมัติ พร้อมมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม Amodei ย้ำว่า Anthropic ยังไม่ได้ทำเช่นนั้นในปัจจุบัน

ที่มา: TechCrunch

Update: 2026-09-24
Tags: