classicliterature.it.com

ALT เปลี่ยนธุรกิจ จนโบรกเกอร์ต้องเปลี่ยนมุมมอง


ALT กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากบริษัทที่รายได้ขึ้นอยู่กับงานวางระบบและโครงการเป็นหลัก ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีรายได้ประจำมากขึ้น โดยมีทั้งโครงข่ายใยแก้วนำแสง ระบบเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เคเบิลใต้น้ำ และโครงข่ายรองรับ Data Center เป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกันทั้ง KGI Securities และ Beyond Securities หรือ BYD ซึ่งเริ่มต้นวิเคราะห์ ALT ด้วยคำแนะนำเชิงบวก โดย KGI ให้คำแนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท ขณะที่ BYD แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.10 บาท เทียบกับราคาหุ้นบริเวณ 1.80–1.84 บาทในช่วงจัดทำบทวิเคราะห์ ยังมี Upside ราว 63–69%

เหตุผลที่สองโบรกเกอร์เริ่มกลับมาให้ความสนใจ ALT ไม่ได้มาจากกระแส Data Center และ AI เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจภายในบริษัทด้วย

เดิม ALT มีรายได้จากการรับเหมาและติดตั้งระบบโทรคมนาคมค่อนข้างมาก ทำให้ผลประกอบการผันผวนตามรอบการส่งมอบงาน แต่บริษัทกำลังขยับไปสู่ธุรกิจ Digital Infrastructure ที่เน้นการให้บริการโครงข่ายระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าโครงข่ายใยแก้วนำแสง การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศ บริการ Cable Landing Station และบริการโครงข่ายสำหรับลูกค้าองค์กร

สินทรัพย์สำคัญของ ALT คือโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยวางอยู่ตามแนวโครงสร้างพื้นฐานหลัก ทั้งทางรถไฟ ทางด่วน และรถไฟฟ้า ทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมรองรับความต้องการรับส่งข้อมูลซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นจากการลงทุนใน Data Center, Cloud และ AI

รายได้จากธุรกิจโครงข่ายของ ALT คิดเป็นประมาณ 46% ของรายได้รวมในปี 2568 และเพิ่มเป็น 47% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่าธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่องกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

จุดเด่นที่ทั้ง KGI และ BYD ให้ความสำคัญคือโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 1,594 ล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาเชื่อมโครงข่ายภายในประเทศกับระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสรองรับลูกค้ากลุ่ม Data Center และ Hyperscaler ในอนาคต

โครงการแรกคือโครงข่ายใยแก้วนำแสงกรุงเทพฯ–EEC ระยะทางรวมประมาณ 270 กิโลเมตร ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญ และรองรับการลงทุน Data Center ในพื้นที่เป้าหมาย โดย KGI ระบุว่าโครงการกรุงเทพฯ–EEC มีสัญญาระยะยาว 15 ปี มูลค่าราว 2 พันล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

อีกโครงการคือ TalayLink ซึ่งเป็นระบบเคเบิลใต้น้ำและโครงข่ายที่เชื่อมต่อมายังสถานีชายฝั่งจังหวัดสตูล พร้อมอุปกรณ์และระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ

KGI ระบุว่า TalayLink เป็นโครงการเคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทยกับออสเตรเลีย โดยมี Google เป็นลูกค้าหลัก เพื่อรองรับ Google Cloud Region และการพัฒนา Data Center ในอนาคต ภายใต้สัญญา 15 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุอีก 5 ปี มูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2571

ความน่าสนใจของสองโครงการนี้ไม่ได้อยู่แค่มูลค่าสัญญา แต่อยู่ที่รูปแบบการลงทุนร่วมกับลูกค้า โดย ALT สามารถเบิกเงินลงทุนตามความคืบหน้าของการก่อสร้างได้ ช่วยลดภาระการใช้เงินทุนก้อนใหญ่ และไม่จำเป็นต้องรับภาระต้นทุนก่อสร้างและต้นทุนทางการเงินทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อโครงข่ายเริ่มให้บริการ รายได้ที่เข้ามาจะมีลักษณะต่อเนื่องมากกว่างานรับเหมา โดย KGI ประเมินว่าสัดส่วน Recurring income ของ ALT จะเพิ่มจากประมาณ 45% ในปี 2569 เป็น 50–53% ในช่วงปี 2570–2571

การเพิ่มขึ้นของรายได้ประจำมีความสำคัญ เพราะธุรกิจโครงข่ายมีต้นทุนคงที่จำนวนมากอยู่แล้ว เมื่อมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่ม รายได้ส่วนเพิ่มจึงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับต้นทุนในสัดส่วนเดียวกัน ส่งผลให้การใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์หรือ Asset utilization สูงขึ้น และอัตรากำไรมีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย

KGI คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มจาก 18.4% ในปี 2569 เป็น 18.7–19.5% ในช่วงปี 2570–2571 ขณะที่ BYD มองว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับดีขึ้นมาอยู่บริเวณ 19–20% ในช่วงปี 2569–2571 จากผลของการปรับโครงสร้างธุรกิจและการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดรายได้มากขึ้น

อีกปัจจัยที่ช่วยให้ภาพผลประกอบการชัดเจนขึ้นคือการลดภาระจากธุรกิจที่ขาดทุน โดย ALT ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จาก 100% เหลือ 40% ทำให้ไม่ต้องรวมผลขาดทุนของบริษัทดังกล่าวเต็มจำนวนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป หลังจากธุรกิจนี้เคยสร้างผลขาดทุนประมาณ 33 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2567–2568

นอกจากนี้ BYD ยังมองเห็นโอกาสจากธุรกิจ Smart Grid หลังบริษัทปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัท อีแมกซ์ หรือ EMAX เหลือ 39.87% ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนจากธุรกิจเดิม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ EMAX เพิ่มบทบาทในโครงการระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่าง Smart Meter และ Smart Grid

หากประเทศไทยเดินหน้าเปลี่ยนระบบไฟฟ้าไปสู่โครงข่ายที่มีความซับซ้อนและบริหารจัดการได้แบบอัจฉริยะมากขึ้น ธุรกิจดังกล่าวอาจกลายเป็นอีกทางเลือกในการเติบโตของ ALT นอกเหนือจาก Data Center และโครงข่ายโทรคมนาคม

ในด้านผลประกอบการ แม้ประมาณการของสองโบรกเกอร์จะแตกต่างกันบ้าง แต่มีทิศทางเดียวกันคือกำไรผ่านจุดต่ำและมีโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงปี 2570–2571

BYD คาดว่ากำไรสุทธิของ ALT จะอยู่ที่ 58 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 121 ล้านบาทในปี 2570 และ 141 ล้านบาทในปี 2571 หรือเติบโตประมาณ 110% และ 16% ตามลำดับ ขณะที่รายได้คาดเพิ่มจาก 1,586 ล้านบาท เป็น 1,712 ล้านบาท และ 1,937 ล้านบาท

ส่วน KGI ประเมินกำไรสุทธิอย่างระมัดระวังกว่าที่ 44 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 64 ล้านบาทในปี 2570 และ 97 ล้านบาทในปี 2571 พร้อมคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 38% ต่อปีในช่วงปี 2569–2572 และ EBITDA เติบโตเฉลี่ยราว 15% ต่อปี

แม้ตัวเลขกำไรจะแตกต่างกันตามสมมติฐาน แต่สาระสำคัญคือทั้งสองโบรกเกอร์มองตรงกันว่า ALT กำลังเปลี่ยนจากช่วงลงทุนและปรับโครงสร้าง ไปสู่ช่วงเก็บเกี่ยวรายได้จากสินทรัพย์ที่สร้างไว้

อึ้งย้ง

Update: 2026-08-30
Tags: