classicliterature.it.com

AIS Academy เฟ้นหาไอเดียคนรุ่นใหม่ ต่อยอด AI เพิ่มขีดความสามารถให้อนาคตการศึกษาไทย - Brand Buffet

แชร์ :

ตลอด 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกธุรกิจ โดยคำ ๆ นี้ได้ทำให้หลายองค์กรประกาศเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ขณะที่หลายประเทศเร่งวางยุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

แต่คำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อม ๆ กันก็คือ “ความพร้อมของคน” ที่จะมาใช้งาน AI โดยเฉพาะคนไทย และภาคการศึกษาไทย ซึ่งการแข่งขัน JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ของ “AIS Academy for THAIs 2026” อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ทำให้เราเห็นภาพของการพัฒนาที่ชัดที่สุดภาพหนึ่ง โดย JUMP THAILAND HACKATHON 2026 จัดขึ้นภายใต้โจทย์ “AI for the Future of Thai Education หรือ ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออนาคตการศึกษาไทย” ภายใต้ความร่วมมือของ AIS Academy กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ที่ตั้งใจเปิดเวทีนี้ให้นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ นำศักยภาพด้านเทคโนโลยีมาผนวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองของคนรุ่นใหม่ และต่อยอดออกมาเป็นนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์อนาคตการศึกษาไทยนั่นเอง

โดยในปีนี้ “AIS Academy for THAIs 2026” ได้คัดเลือกกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมานำเสนอผลงานบนเวที JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ในรอบ Final Innovation Pitching ทั้งสิ้น 10 ทีม (คัดเลือกจากผู้สมัคร 603 ทีม รวม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ) ซึ่งพบว่า ทีมนักศึกษามองเห็นถึงความท้าทายที่ซ่อนอยู่ในระบบการศึกษาไทย และเลือกนำ AI เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างน่าสนใจ

โดยในปีนี้ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ได้แก่ ทีม MAMO จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับนวัตกรรม “Wathasin” (วาทศิลป์) แพลตฟอร์ม AI Speech Coach เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น

คุณวรฉัตร สองเมืองหนู ตัวแทนจากทีม MAMO กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวว่า การได้รับโจทย์ให้พูดไม่เท่ากับการได้รับการฝึกว่าควรจะพูดอย่างไร อีกทั้งยังพบ Pain Point ในการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ถึง 2 ข้อ นั่นคือ คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเรียบเรียงเนื้อหาในการสื่อสารได้ และไม่ทราบว่าวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งการขาดทักษะในจุดนี้อาจทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการเรียน การศึกษาต่อ หรือแม้แต่โอกาสในการได้งานที่ดี หรือการเลื่อนขั้นในอาชีพได้เลยทีเดียว

สำหรับทางแก้ที่ทางแพลตฟอรมพัฒนาขึ้น พบว่ามีการออกแบบสถานการณ์จำลองรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสัมภาษณ์งาน, การพรีเซนต์งาน, การลาออก, การพูดเพื่อยุติความขัดแย้ง ฯลฯ และใช้ AI ช่วยวิเคราะห์การตอบกลับ ภาษากาย การแสดงสีหน้า ฯลฯ ให้กับผู้ใช้งานด้วย

ที่สำคัญ แพลตฟอร์มดังกล่าวได้ถูกนำไปทดลองใช้งานจริงในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง (ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ มีผู้เข้าใช้งาน 118 คน และมีผู้กลับมาใช้ซ้ำ 20%) ส่วนโมเดลการสร้างรายได้พบว่า ทางทีม MAMO เลือกใช้เป็นแบบ Subscription

ตัวแทนจากทีมชนะเลิศเผยด้วยว่า แพลตฟอร์มวาทศิลป์จะถูกนำไปต่อยอดอย่างแน่นอน และในตอนนี้เริ่มมีพาร์ทเนอร์เข้ามาสนับสนุน รวมถึงเริ่มมีเงินลงทุนเข้ามาแล้วเช่นกัน

“ปัญหาการขาดทักษะด้านการสื่อสารเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ซึ่งถ้าเราแก้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลต่ออนาคตของเราอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในวันที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ การมี Soft Skill อย่างทักษะด้านการสื่อสาร และการเข้าใจบุคคลอื่นย่อมเป็นจุดเด่นให้กับเราได้ไม่มากก็น้อยครับ”

ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมรับเหมาก่อเรื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับนวัตกรรม “BrailleBox” และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม MR. BOBO จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกับนวัตกรรม “DEAFIN Education” ซึ่งทั้งสองผลงานพบว่า มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยนวัตกรรม BrailleBox เป็นการพัฒนาเครื่องมือช่วยอ่านสำหรับคนพิการทางการมองเห็นให้สามารถอ่านหนังสือทั่วไปได้เหมือนคนธรรมดา เพียงแค่ถ่ายภาพหนังสือที่ต้องการ AI จะแปลงเนื้อหาหนังสือที่ต้องการให้เป็นอักษรเบรลล์ให้ผู้พิการ

ส่วนผลงานนวัตกรรม “DEAFIN Education” จากทีม MR.BOBO พบว่าเป็นการออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของผู้พิการด้านการได้ยิน ซึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มคนดังกล่าวมากกว่า 500,000 คน และเด็กหลายคนที่มีปัญหาดังกล่าวต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากเรียนไม่ทันเพื่อน อีกทั้งการเข้าถึงตัวอุปกรณ์ช่วยในการฟังก็มักไม่ทั่วถึง เนื่องจากตัวเครื่อง (ที่ให้เสียงคุณภาพดี) มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งการแก้ Pain Point ของทีมงานได้เลือกที่จะติดตั้งไมโครโฟนไว้ที่ครูผู้สอน เพื่อให้เสียงถูกส่งผ่านไปยังผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพและตัดปัญหาเรื่องเสียงรบกวนลงได้นั่นเอง

สุดท้าย รางวัล Popular Vote พบว่าตกเป็นของทีม TLDR มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับแพลตฟอร์ม “LearnLy” ที่นำ AI มาช่วยตรวจการบ้านให้กับครูผู้สอน โดย AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์คำตอบของนักเรียน จุดที่ผิดพลาด และสามารถแสดงผลการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน เพื่อให้ครูสามารถประเมินได้อย่างรวดเร็วว่า เด็กคนใดอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง และสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ด้านคุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวถึงการจัดเวที Hackathon ในปีนี้ว่า นอกจากภารกิจของ AIS Academy จะส่งเสริมให้คนไทยรู้จัก AI แล้ว การใช้ AI ควรเป็นสิ่งที่จับต้องได้เช่นกัน

“ประเทศไทยจะแข็งแรงได้ ต้องทำให้คนไทยมีความรู้ และตระหนักในเทคโนโลยี และมีศักยภาพในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริง ซึ่งในเวที JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ของ “AIS Academy for THAIs 2026” ปีนี้ มีตัวอย่างการใช้ AI จริงมากมาย รวมถึงมีวิทยากรที่เป็นตัวจริง มีประสบการณ์จริงมาให้ความรู้ด้วย”

“เอไอเอสมองว่า การมีเวทีแฮกกาธอนคือการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งเราพบว่า ศักยภาพของน้อง ๆ นักศึกษานั้นสูงมาก เราต้องสร้างเวทีให้เขานำความสามารถเหล่านั้นมาตอบโจทย์สังคม เราเห็นถึงความตั้งใจ และรู้สึกยินดีมากที่เด็ก ๆ นำ AI มาช่วยยกระดับการศึกษาให้กับประเทศ ซึ่งจุดเด่นของกิจกรรมนี้คือการเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สามารถต่อยอดนวัตกรรมได้จริง”

ทั้งนี้ คุณกานติมากล่าวเพิ่มเติมว่า จะได้เห็นภาพการขยายตัวของกิจกรรม “AIS Academy for THAIs” ออกไปนอกเขตกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยตาม AI ให้ทัน แต่คือการสร้างความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI สร้างผลลัพธ์และโอกาสใหม่ได้จริง เพราะเมื่อคนพร้อม องค์กรพร้อม และทุกภาคส่วนเดินไปด้วยกัน ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามการเปลี่ยนแปลง แต่จะสามารถใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” คุณกานติมากล่าวปิดท้าย

Add LINE Official Account

แชร์ :

Update: 2026-09-21
Tags: