จอห์นส์ ฮอปกินส์–แพทย์ฯ มช. เดินหน้า AIRRE ในไทย ป้องกันทารกเสี่ยงตาบอด พบ ROP รักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น
- หน้าหลัก
- อาชญากรรม
- หน้าต่างสังคม
จอห์นส์ ฮอปกินส์–แพทย์ฯ มช. เดินหน้า AIRRE ในไทย ป้องกันทารกเสี่ยงตาบอด พบ ROP รักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น
เผยแพร่: 20 ส.ค. 2569 22:17 ปรับปรุง: 20 ส.ค. 2569 22:17 โดย: ทีมข่าวคุณภาพชีวิต
ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) เผยความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในทารกแรกเกิด หลังติดตามทารกกลุ่มเสี่ยง 60 คน ผ่านภาพถ่ายจอประสาทตามากกว่า 6,000 ภาพ พบภาวะจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด หรือ ROP จำนวน 23 คน และได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ช่วยให้เด็กทั้งหมดสามารถหลีกเลี่ยงภาวะตาบอดถาวรได้
ทั้งนี้ โรค ROP ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดในเด็กไทย โดยมีข้อมูลระบุว่า เด็กไทยที่ตาบอดกว่า 2 ใน 3 เกิดจากโรค ROP ขณะที่ในทารกแรกเกิดทุก 1,000 คน พบภาวะตาบอดประมาณ 1 คน สะท้อนความสำคัญของการคัดกรองและรักษาอย่างทันท่วงที โดย AIRRE เตรียมต่อยอดระบบคัดกรองด้วยเทคโนโลยีและ AI ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ห่างไกลและประเทศเพื่อนบ้าน
ศาสตราจารย์ นพ.นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ AIRRE ณ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ศูนย์ AIRRE และภาควิชาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเป้าหมายป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในทารก โดยเฉพาะ ROP ซึ่งพบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนดและจำเป็นต้องตรวจพบและรักษาอย่างรวดเร็ว
โครงการเริ่มเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 และดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปี โดยทีมแพทย์ติดตามทารกกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การประเมินอาการ ไปจนถึงการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รวมถึงการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาในรายที่จำเป็น
เบรสเลอร์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การทำให้ทารกกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ที่ขาดแคลนจักษุแพทย์เฉพาะทาง ผ่านการใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ซึ่งบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถใช้งานเพื่อบันทึกภาพและส่งข้อมูลให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากระยะไกลได้
“เฉลิม อยู่วิทยา เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของปัญหานี้และนำเรื่องดังกล่าวมาหารือ จนพัฒนาเป็นความร่วมมือที่ช่วยผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นจริง” เบรสเลอร์กล่าว
การสนับสนุนโครงการรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330 ล้านบาท ครอบคลุมทุนวิจัยและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญคือกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การคัดกรอง ROP ยังคงมีข้อจำกัดในหลายพื้นที่ ทั้งด้านจำนวนบุคลากร อุปกรณ์ การเดินทาง และค่าใช้จ่าย โดยทารกกลุ่มเสี่ยง เช่น มีอายุครรภ์ไม่ถึง 30 สัปดาห์ หรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 1,500 กรัม จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และหากพบความผิดปกติต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
การนำระบบถ่ายภาพจอประสาทตามาใช้ ช่วยให้บุคลากรในพื้นที่สามารถเก็บภาพและส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินได้ ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
พญ.อัจฉรียา กล่าวว่า ในโครงการมีเด็กคนหนึ่งซึ่งคลอดก่อนกำหนดและได้รับการตรวจพบความผิดปกติ ก่อนเข้าสู่การรักษาได้ทันเวลา ขณะที่พี่ของเด็กเคยสูญเสียการมองเห็นจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการคัดกรองได้ทัน เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สำหรับการดำเนินงานระยะต่อไป ศูนย์ AIRRE มีแผนพัฒนาระบบคัดกรองและการวิจัยโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ร่วมกับระบบถ่ายภาพจอประสาทตาขั้นสูง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและขยายการเข้าถึงการตรวจคัดกรองไปยังพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ ยังมีการนำผลการวิจัยและรูปแบบการดำเนินงานของโครงการไปศึกษาเพื่อปรับใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่นำแนวทางดังกล่าวไปพิจารณาประยุกต์ใช้
เป้าหมายระยะยาวของโครงการคือการพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงบุคลากรในพื้นที่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านเทคโนโลยี เพื่อลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการ และเพิ่มโอกาสให้ทารกกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค
เบรสเลอร์ กล่าวว่า การพัฒนาศูนย์ AIRRE ในระยะต่อไปจะมุ่งสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายด้านโรคจอตา โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลจากการวิจัยมาพัฒนาการคัดกรองและการรักษา เพื่อขยายประโยชน์จากโครงการไปยังผู้ป่วยในช่วงวัยต่างๆ รวมถึงพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง