ไทยจะรอดอย่างไร? เมื่อโลกแกว่งด้วย จีน-สหรัฐฯ-AI เปิด ยุทธศาสตร์ เร่งปรับตัวก่อนตกขบวน
ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ดร. สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานคณะทำงาน innovation Ecosystem และอนุกรรมการ การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ และพัฒนาเทคโนโลยี ภายใต้ กรอ. ถึงมุมมองว่าไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไร ตั้งแต่ยกระดับอุตสาหกรรมและแรงงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อคว้าโอกาสและรับมือความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น
- ชูศักยภาพไมซ์-การเงินดิจิทัล เสริมบทบาทเศรษฐกิจภูมิภาค
- จีนขยายอิทธิพลการค้า ไทยต้องคุมมาตรฐานสินค้า-คว้าโอกาสส่งออก
- ลงทุน EV จีนจะคุ้มค่า เมื่อผู้ผลิตไทยได้เทคโนโลยีและโตไปด้วยกัน
- ไทยเดินบนเชือกเส้นใหญ่ รักษาสมดุลจีน-สหรัฐฯ
- AI โลกแข่งเดือด ไทยต้องเร่งวางรากฐานพลังงานสะอาด-ทักษะแรงงาน
ดร. สุทธาภา เริ่มฉายภาพว่า ประเทศไทยมีศักยภาพรองรับการจัดงานระดับโลก และสามารถต่อยอดบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อีกหลายด้าน เริ่มตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ และ การเงินดิจิทัล ไปจนถึงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากจีน สหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่ง AI

ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน ไทยจึงต้องไม่เพียงแค่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อคว้าโอกาสใหม่ แต่ยังต้องปรับตัวรับมือกับแข่งขันและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านการค้า, อุตสาหกรรม, เทคโนโลยี และแรงงาน
ชูศักยภาพไมซ์-การเงินดิจิทัล เสริมบทบาทเศรษฐกิจภูมิภาค
ในช่วงเวลาเดียวกัน การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมและผู้บริหารระดับสูงกว่า 10,000 คน ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศในการรองรับการจัดงานขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ และอุตสาหกรรมไมซ์อีกด้วย
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังยังร่วมมือกับ IMF จัดทำกรอบแนวทางด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรมดิจิทัล โดยมีเป้าหมายให้แนวทางดังกล่าวสามารถใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในระดับสากลได้ และการดำเนินงานนี้จะเป็นอีกช่องทางที่ไทยจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการเงินดิจิทัลบนเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ องค์กรการเงินระหว่างประเทศและหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจกับภูมิภาคนี้มากขึ้น พร้อมทั้งปรับมุมมองและประมาณการเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทและสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคได้มากขึ้น
จีนขยายอิทธิพลการค้า ไทยต้องคุมมาตรฐานสินค้า-คว้าโอกาสส่งออก
ดร. สุทธาภา ยังได้แสดงมุมมองต่อเวทีการเสวนาของ Atlantic Council ที่มีการกล่าวถึงเป้าหมาย 15 ปีของจีนในช่วงปี 2020–2035 ซึ่งมุ่งเพิ่ม GDP ขึ้นเป็น 2 เท่า ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

แน่นอนว่าการขยายบทบาททางเศรษฐกิจของจีนส่งผลต่ออาเซียนและไทยอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตรุนแรงขึ้น ตลอดจนการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงินและระบบส่งผ่านทางการเงิน และการขยายฐานการผลิตและการค้าเข้ามาในเอเชีย ซึ่งอาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียนมากขึ้น
ส่วนในประเด็นการรับมือกับสินค้าจีน ดร. สุทธาภามองว่า ไทยไม่ควรมุ่งใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ควรบังคับใช้มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด
ในอีกด้านหนึ่ง หากการบริโภคภายในจีนฟื้นตัวจากแรงหนุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ จีนก็อาจนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ดังนั้น ไทยจึงควรเตรียมพร้อมด้านการแข่งขัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไปบุกตลาดจีน
นอกจากทิศทางการค้าแล้ว การเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่งก็เป็นอีกปัจจัยที่ไทยต้องติดตาม จีนเปิดคลองผิงลู่ เพื่อเชื่อมพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเลกับอ่าวใกล้เวียดนาม โดยในระยะแรกเส้นทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างน้อย 10% และคลองนี้อาจเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่อาเซียนได้สะดวกขึ้น แต่ในระยะต่อไป ไทยควรมองเป็นช่องทางในการส่งสินค้าไทยเข้าสู่มณฑลตอนในของจีนด้วย
ลงทุน EV จีนจะคุ้มค่า เมื่อผู้ผลิตไทยได้เทคโนโลยีและโตไปด้วยกัน
พร้อมกันนี้ การลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ซึ่งเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ถึงอย่างนั้นไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการผลิตรถยนต์สันดาปภายในไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันกับทิศทางของตลาด
และอีกหนึ่งโจทย์สำคัญจะไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนมาพร้อมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผู้ผลิตไทยและ SMEs ให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของจีนได้ ไม่ใช่แค่รับจ้างประกอบสินค้าเท่านั้น
ไทยเดินบนเชือกเส้นใหญ่ รักษาสมดุลจีน-สหรัฐฯ
ดร สุทธาภา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา ไทย และอาเซียนมีความเชื่อมโยงกับจีนมานาน โดยเฉพาะในด้านห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงมีความสำคัญต่อภูมิภาค ทั้งในด้านความมั่นคง การลงทุน และการเป็นตลาดส่งออกหลัก
ดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายจึงเป็นความท้าทายมาก โดยเฉพาะเมื่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง
โดย ดร. สุทธาเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็น ‘การเดินบนเชือกที่ไม่เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้ตก แต่เชือกยังแกว่งไปมาตลอดเวลา’
สะท้อนว่า ไทย ต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ พร้อมรักษาสมดุลทั้งด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงไปพร้อมกัน
AI โลกแข่งเดือด ไทยต้องเร่งวางรากฐานพลังงานสะอาด-ทักษะแรงงาน
ตลอดจนการแข่งขันพัฒนา เทคโนโลยี Generative AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่การกำกับดูแล เทคโนโลยี ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ไทยจึงต้องเตรียมรับทั้งโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ยิ่งการใช้งาน AI ต้องอาศัยไฟฟ้า พลังงาน และ น้ำ ในปริมาณสูง ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ และพลังงานสะอาดให้พร้อมรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อแรงงานและการจ้างงานก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจาก AI อาจเข้ามาทดแทนแรงงานได้อย่างรวดเร็ว โดยภาครัฐและเอกชนจึงควรร่วมกันวางนโยบายและมาตรการรองรับ เพื่อให้แรงงานปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้
“สุดท้ายแล้ว การส่งเสริมความรู้เท่าทันดิจิทัลไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสอนให้ผู้คนในประเทศใช้ AI หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการปกป้องตนเอง มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิทางดิจิทัล และความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้คนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย” ดร. สุทธาภา ย้ำ
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
นราสิทธิ์ เกษาประสิทธิ์
Production admin ประจำ THE STANDARD