'นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI' - มติชนสุดสัปดาห์

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
เมื่อนักเรียน นักศึกษาพร้อมใจกันใช้เครื่องมือ AI ทำงานส่งครู ครูก็ต้องปรับตัวด้วยการสอดส่องจับผิดว่างานชิ้นไหนนักเรียนทำด้วยฝีมือตัวเองจริงๆ หรืองานชิ้นไหนใช้ AI มาเขียนแทนให้
ถ้าจับพิรุธได้ถูกต้อง นักเรียนที่แอบใช้ AI ก็จะได้รับบทลงโทษไปตามแต่นโยบายของแต่ละสถาบัน
แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณเป็นนักเรียนที่ตั้งใจทำการบ้าน ทำรายงานด้วยตัวเองอย่างสุดฝีมือ แต่ถูกกล่าวหาว่าใช้ AI ทำ แล้วยังถูกคาดโทษจากสถาบันการศึกษาแบบที่อาจจะกระทบต่ออนาคตในการเรียนต่อและการทำงานได้
แบบนั้นก็คงจะไม่แฟร์สุดๆ เลยใช่ไหมคะ
BBC รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาแพทย์วัย 20 ปีคนหนึ่งในสกอตแลนด์ ชื่อ Harrison Sharples ที่ช็อกสุดชีวิตเพราะอยู่ๆ ก็ได้รับคำเตือนจากมหาวิทยาลัยว่างานที่เขาส่งอาจารย์ไปถูกระบุว่าเป็นงานที่ทำโดยใช้ AI
เขาเล่าว่า งานที่ส่งไปนั้นเป็นฝีมือของตัวเขาเองล้วนๆ และเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมหาวิทยาลัยถึงได้กล่าวหาว่าเขาใช้ AI ทำขึ้นมา ทั้งๆ ที่เขามีเวลาเหลือเฟือในการทำงานชิ้นนี้
เขาบอกว่าเขามีความสุขที่ได้ทำงานด้วยตัวเองและลืมไปเลยด้วยซ้ำว่างานแบบนี้ AI ก็สามารถช่วยทำได้
มหาวิทยาลัยให้เหตุผลว่า งานเขียนทางวิชาการ หรือ Dissertation ของเขาถูกประเมินจากผู้ประเมินที่เป็นมนุษย์ 2 คน โดยหนึ่งในนั้นแสดงความกังวลว่างานชิ้นนี้อาจจะมาจาก AI ด้วยเหตุผลว่าเป็นงานเขียนที่ใช้ภาษาที่ดูสละสลวย เป็นระเบียบเรียบร้อย ไวยากรณ์ถูกต้องไม่มีที่ติ และโครงสร้างประโยคเหมือนกันมากเกินไปจนไม่มีความหลากหลายทางด้านรูปแบบ
นอกจากนี้ก็ยังบอกว่าโครงสร้างของย่อหน้าที่เขาใช้เป็นไปตามรูปแบบที่ AI มักจะใช้ คือเริ่มจากคำกล่าวอ้างโดยทั่วไป ตามมาด้วยตัวอย่าง ผลลัพธ์ และบทสรุป
อีกข้อสังเกตที่ผู้ประเมินหยิบยกมากล่าวถึงก็คือรายงานของเขายังใช้เครื่องหมายขีดกลางยาว หรือ em dash (—) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อสังเกตลำดับต้นๆ ว่าอาจจะเป็นงานเขียนที่มาจากการเสกสรรของ AI
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา Harrison จึงถูกเรียกให้เข้าร่วมการพิจารณาออนไลน์โดยคณะกรรมการ
เขาจะต้องเตรียมหลักฐานมาสนับสนุนว่างานของเขาเป็นงานที่เกิดจากฝีมือของเขาจริง ไม่ใช่ AI ซึ่งก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเขาสามารถพิสูจน์งานของตัวเองได้อยู่แล้ว
เรื่องมาพลิกพันตรงที่ลิงก์เข้าร่วมประชุมที่ควรจะส่งมาให้เขาล่วงหน้าก่อนเวลาประชุมกลับมาไม่ถึงตามเวลา และเขาได้รับลิงก์เพียงแค่ 5 นาทีก่อนจะถึงเวลาประชุม ทำให้ Harrison ร้อนรนจนสมาธิกระเจิดกระเจิง ไม่สามารถนำเสนอหลักฐานของตัวเองได้ดีพอ
จนคณะกรรมการสรุปผลหลังการประชุมโดยยืนยันคำเดิมว่าเชื่อว่างานของเขาทำโดย AI จริง
มาถึงจุดนี้เขาก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป เพราะการมีข้อกล่าวหาติดตัวว่าเขาแอบใช้ AI มาเขียนรายงานทางวิชาการอาจจะติดตัวเขาตลอดไปได้
เขาจึงยื่นอุทธรณ์ โชคยังดีที่ทางมหาวิทยาลัยเข้าใจว่าการส่งลิงก์ประชุมให้เขาช้าครั้งที่แล้วมีผลต่อการนำเสนองานของเขา โดยการพิจารณาครั้งใหม่เขาทำได้ดีกว่าเดิมมากจนสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองได้
ถึงแม้ว่าในที่สุดรายงานทางวิชาการของ Harrison จะได้รับคะแนนเต็มและไม่ส่งผลใดๆ ต่อประวัติของเขา แต่ตัวเขาเองก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียด ความวิตกกังวลตลอดทั้งเทอมจนส่งผลกระทบต่อการเรียนของเขา
ความกังวลว่าจะถูกตัดสินผิดทำให้เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีพื้นที่ในสมองเหลือให้กับการเรียนจนเขาต้องขอเลื่อนการสอบ ส่งผลให้เขาจบการศึกษาช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากเขาไม่ถูกกล่าวหาผิดตั้งแต่ต้น
BBC สัมภาษณ์ที่ปรึกษาด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ที่บอกว่าเทคโนโลยีนี้ก้าวหน้าด้วยความเร็วระดับแสงจนสถาบันการศึกษาก็ตามไม่ทัน และเครื่องมือตรวจจับการใช้ AI ก็ไม่ได้เก่งจนไร้ข้อผิดพลาด
การใช้มนุษย์มาช่วยในการจับพิรุธหาความเป็นไปได้ว่าเป็นงานของ AI หรือไม่ก็อาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่วิธีการรับมือในระยะยาวแน่นอน
ตัวฉันเองก็เพิ่งจะเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันแบบนี้ เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้
ฉันทำงานด้านสื่อสารมวลชนมากว่า 15 ปี โดยใช้เสียงของฉันในการทำงานมาโดยตลอด
ระยะหลังๆ มานี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันบันทึกเสียง (หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า ‘ลงเสียง’) ฉันมักจะได้เห็นคอมเมนต์ที่บอกว่า เสียงของฉันเป็นเสียง AI
มีทั้งที่บอกว่า “ช่องนี้ใช้ AI มาอ่านข่าว” หรือ “ทำไมไม่ให้พี่ซู่ชิงมาเล่าเอง ทำไมต้องใช้ AI” ทั้งๆ ที่เสียงนี้เป็นเสียงของฉันแท้ๆ วิธีการพูดของฉันเองแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มี AI มาข้องเกี่ยว ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกกล่าวหาอย่างไม่ยุติธรรมเหมือนกัน
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการพากย์เสียงบนโซเชียลมีเดียทุกวันนี้เป็นการพากย์โดยครีเอเตอร์ที่ไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอาชีพ โดยใช้เสียงแบบบทสนทนาประจำวันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่หากมีการพากย์เสียงที่ออกเสียงชัดเจนตามอักขระจริงๆ ก็มักจะเป็นการพากย์ด้วยเครื่องมือ AI จนผู้ชมรู้สึกชินไปแล้วว่าจะต้องเป็นได้แค่สองรูปแบบนี้เท่านั้น
ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะต้องรู้สึกอย่างไรกับการถูกกล่าวหาว่าเสียงของตัวเองเป็นเสียง AI เพราะไม่แน่ใจว่านี่คือคำตำหนิ หรือคำชมกันแน่
รู้แต่ว่าในยุคที่เราจะต้องหาหลักฐานมาปกป้องยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ว่าสิ่งนี้มาจากฝีมือและความสามารถของเราเอง ไม่ใช่ AI นี่…
มันไม่สนุกแน่ๆ