ม.หอการค้าฯ หวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ ทำศก.ไทยสะดุด 1.17 แสนล้าน
ม.หอการค้าไทยประเมินความเสี่ยง กรณีเกิด “ฟองสบู่ AI” หลังเทรนด์ดาต้าเซ็นเตอร์-AI หลั่งไหลเข้าไทย กลายเป็นแรงส่งสำคัญของส่งออกและการลงทุนไทย เปิดฉากทัศน์หาก Hyperscaler ชะลอแผนลงทุน 10% กระทบเศรษฐกิจ 5.84 หมื่นล้านบาท กดจีดีพีร่วง 0.29% และหากชะลอถึง 20% ความเสียหายพุ่ง 1.17 แสนล้านบาท ฉุด GDP ลด 0.58% พร้อมเตือนอานิสงส์เทคโนโลยียังกระจุกในกลุ่มไฮเทค-ผู้เล่นรายใหญ่ ทำเศรษฐกิจไทยโตแบบ K-shaped
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center กำลังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยได้รับประโยชน์พร้อมกันทั้งจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในธุรกิจ Data Center
แรงส่งดังกล่าวเห็นได้ชัดจากการลงทุนภาคเอกชนของไทยที่เร่งตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาส โดยเฉพาะในไตรมาส 2/2569 การลงทุนด้านเครื่องจักรและเครื่องมือขยายตัว 16.6% ขณะที่การก่อสร้างขยายตัวเพียง 1.1% สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนกำลังเคลื่อนไปสู่เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีมากขึ้น
ในเวลาเดียวกัน การส่งออกสินค้าไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 16.1% มีมูลค่าประมาณ 3.23 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 221,827 ล้านบาท และยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ GDP ท่ามกลางการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอตัว
สินค้าที่ได้รับอานิสงส์ชัดเจน คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และแผงวงจร โดยความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์สำหรับ Data Center เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หนุนทั้งภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งจากวัฏจักร AI มากขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะคำถามว่า การลงทุนมหาศาลใน AI และ Data Center ทั่วโลกจะเดินหน้าต่อเนื่องได้นานเพียงใด และจะเกิดภาวะ “ฟองสบู่ AI” จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ชะลอการลงทุนหรือไม่
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงนำ “ความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุน AI/Hyperscaler” มาจัดทำฉากทัศน์ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย โดย Hyperscaler หมายถึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ในระดับโลก
ฉากทัศน์แรกเป็นกรณีฐาน หาก Hyperscaler ยังลงทุนตามแผนเดิม และคำสั่งซื้อหรือการลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับไม่สะดุด จะไม่มีผลกระทบเพิ่มเติมต่อ GDP แต่หาก Hyperscaler เริ่มชะลอแผนลงทุน และทำให้คำสั่งซื้อหรือการลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับลดลง 10% จากแผนเดิมจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 58,421 ล้านบาท หรือทำให้ GDP ลดลง 0.29% จากกรณีฐาน หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยคำสั่งซื้อและการลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับลดลง 20% ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มเป็น 116,842 ล้านบาท หรือประมาณ 1.17 แสนล้านบาท และทำให้ GDP ลดลง 0.58% จากกรณีฐาน
อย่างไรก็ดี สัญญาณการลงทุน AI ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง โดยยอดออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Hyperscaler รายใหญ่ ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 17,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 109,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และแตะ 194,000 ล้านดอลลาร์แล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่การลงทุนสร้าง Data Center ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่ายอดออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Hyperscaler จะเพิ่มเป็นประมาณ 279,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 และ 360,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2570 สะท้อนว่าเม็ดเงินสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อ
สำหรับไทย กระแสเงินทุนดังกล่าวส่งผลบวกผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ การส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ตามความต้องการของตลาดโลก และช่องทางที่สองคือ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาลงทุน Data Center ภายในประเทศ ทำให้ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่าแรงหนุนจากเทคโนโลยียังมีโมเมนตัมต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และในระยะสั้นยังไม่เห็นสัญญาณชะลอตัว แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ หากวัฏจักรดังกล่าวเปลี่ยนทิศ การชะลอลงของการลงทุน AI โลกจะกระทบไทยได้พร้อมกัน ทั้งด้านการส่งออกและการลงทุน เพราะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และกิจกรรม Data Center กำลังมีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมิน GDP ไทยปี 2569 ในกรณีฐานว่าจะขยายตัว 2.5% แต่หาก Hyperscaler ชะลอการลงทุน 10% จะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของกรณีเศรษฐกิจ “แย่กว่า” ซึ่ง GDP จะลดเหลือประมาณ 2.2% ส่วนกรณีแย่ที่สุด หากเกิดพร้อมกับปัจจัยลบอื่น โดยเฉพาะผลไต่สวนมาตรา 301 ของสหรัฐ และไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 15% GDP อาจลดลงเหลือประมาณ 2.0%
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ แม้ AI และ Data Center จะช่วยผลักดันตัวเลขการส่งออกและการลงทุน แต่ผลประโยชน์ยังไม่ได้กระจายไปทั่วเศรษฐกิจ โดยการเติบโตส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และ Digital Infrastructure
ข้อมูลของศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อยู่ที่ประมาณ 87% เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมไทยที่ 59% ขณะที่ผู้ส่งออกเทคโนโลยีเพียง 1% ครองส่วนแบ่งการส่งออกในกลุ่มนี้ถึง 85%อีกทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใช้แรงงานน้อยกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ผลของการเติบโตไม่ได้กระจายรายได้ออกไปในวงกว้างเหมือนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก จึงเกิดภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped Economy กล่าวคือ เศรษฐกิจ “ขาบน” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ AI และ Data Center เติบโตตามกระแสลงทุนเทคโนโลยีโลก ขณะที่เศรษฐกิจอีกส่วน โดยเฉพาะ SMEs อุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ และภาคเกษตร ยังไม่ได้รับประโยชน์จากแรงส่งดังกล่าวมากนัก
ดังนั้น แม้ AI และ Data Center จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 แต่ยิ่งไทยพึ่งพาวัฏจักรเทคโนโลยีโลกมากขึ้นก็ยิ่งต้องจับตาความยั่งยืนของการลงทุนดังกล่าว เพราะหาก Hyperscaler ลดคำสั่งซื้อและการลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับลงเพียง 10-20% ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ระหว่าง 58,421-116,842 ล้านบาท หรือฉุด GDP ลง 0.29-0.58% จากกรณีฐาน