เนปาลเร่งเจาะอุโมงค์ หวังเข้าถึงคนงาน 933 คนติดใต้ดินเหตุธารน้ำแข็งถล่ม ด้านยอดดับทะลุ 900
ทีมกู้ภัยเนปาลสนธิกำลังผู้เชี่ยวชาญจีนและอินเดียในวันนี้ (31 ส.ค.) ในปฏิบัติการขุดเจาะอุโมงค์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำกว่าสิบแห่ง เพื่อเข้าถึงคนงาน 933 คนที่เชื่อว่าติดค้างอยู่ใต้ดิน หลังธารน้ำแข็งพังทลายจนเกิดเป็นมวลน้ำแข็ง หิน ดินโคลน และเศษซากหักพังซัดถล่มพื้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันพุธที่แล้ว (26 ส.ค.)
ตัวเลขความเสียหายล่าสุดในวันนี้:
- ฝั่งเนปาล: ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งแตะ 903 ราย และมีผู้สูญหาย 4,247 คน ซึ่งรวมถึงคนงาน 933 คนในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
- ฝั่งจีน (เขตทิเบต): ยืนยันผู้เสียชีวิต 16 ราย ในอำเภอจี๋หลง และสูญหาย 546 คน
- ผลกระทบภาพรวม: สภากาชาดประเมินว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 90,000 คน
เจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดขณะนี้คือการเข้าถึงตัวคนงาน 933 คน ซึ่งติดค้างตามโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 11 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดินในเขตรสุวา (Rasuwa) และเขตนวโกฏ (Nuwakot) สองพื้นที่ประสบภัยรุนแรงที่สุด
กองทัพเนปาลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใช้เทคนิคจุดระเบิดควบคุมทิศทาง ระดมรถขุดเจาะดินและสปอตไลต์ส่องสว่าง เพื่อเร่งระบายน้ำและตักโคลนเปิดเส้นทางเข้าสู่อุโมงค์ โดยทีมกู้ภัยสามารถเจาะเข้าไปในอุโมงค์ได้ 2 แห่ง และกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ 3 ราย ส่วนจุดอื่น ๆ ยังคงถูกโคลนทับถมมิดและกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง
ราจา ราม บาสเนต โฆษกกองทัพเนปาล เปิดเผยว่า ดินหินและซากปรักหักพังทับถมกันหนาแน่นจนเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง แต่เป้าหมายหลักของเราคือการเปิดทางเข้าอุโมงค์ให้ได้
นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ ของเนปาล ระบุว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้เป็น ภัยพิบัติธรรมชาติครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความเสียหายย่อยยับอย่างร้ายแรง และยังคงประเมินความเสียหายทั้งหมดได้ยาก
แม้สภาพอากาศเลวร้าย ภูมิประเทศทุรกันดาร และมีความเสี่ยงรอบด้าน แต่เราจะเดินหน้าสุดกำลังเพื่อช่วยชีวิตประชาชน นายกฯ เนปาลโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อคืนวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) โดยระบุว่าได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเกือบ 21,000 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและอาสาสมัครในปฏิบัติการกู้ภัย
แม้เนปาลระบุว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติในการค้นหาและกู้ภัยทั่วไป แต่ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากเพื่อนบ้านมหาอำนาจอย่างอินเดียและจีนสำหรับภารกิจกู้ภัยในอุโมงค์
ทีมกู้ภัยต้องระงับปฏิบัติการชั่วคราวหลายครั้งนับตั้งแต่วันศุกร์ (28 ส.ค.) เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย และกังวลว่าทะเลสาบที่เกิดขึ้นใหม่บริเวณพรมแดนเนปาล-จีนจากการที่ดินถล่มกั้นลำน้ำ อาจเอ่อล้นจนก่อให้เกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ หลังเริ่มไหลทะลักลงสู่แม่น้ำสายต่าง ๆ ในเนปาล
สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของทางการจีน รายงานว่า ทะเลสาบอีกแห่งที่เกิดจากเหตุดินถล่มบริเวณต้นน้ำ น้ำได้ระบายออกตามธรรมชาติแล้วเกือบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังหลุมยุบขนาดใหญ่บริเวณจุดธารน้ำแข็งถล่มในฝั่งเนปาล ซึ่งสื่อทางการระบุว่าขยายวงกว้างถึง 174,000 ตารางเมตรเมื่อค่ำวันเสาร์ (29 ส.ค.) และกักเก็บน้ำไว้ถึง 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร หากหลุมยุบดังกล่าวแตกออก อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ซัดถล่มทะเลสาบอื่น ๆ ทางตอนล่าง
CCTV เสริมว่า ยังมีความเสี่ยงเกิดดินถล่มตามแนวแม่น้ำเพิ่มเติมจนอาจสร้างทะเลสาบขวางทางน้ำขึ้นมาอีก หลังคณะผู้เชี่ยวชาญระบุจุดเสี่ยงภัยพิบัติทางธรณีวิทยาสูงถึง 8 จุด พร้อมชี้ว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากความไม่เสถียรของธารน้ำแข็งอันเป็นผลกระทบระยะยาวจากภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นรูปแบบภัยพิบัติชนิดใหม่ในส่วนของโลกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนที่ราบสูงทิเบต
ด้านเจ้าหน้าที่เนปาล 2 รายเปิดเผยว่า ทางการจีนไม่ได้เผยข้อมูลความเสี่ยงธารน้ำแข็งและระดับน้ำมากนักหลังการประชุมกระชับความร่วมมือเมื่อต้นปีนี้ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า การขาดแคลนข้อมูลอาจกระทบต่อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงในวันนี้ยืนยันว่า จีนได้จัดส่งข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาให้แก่เนปาลอย่างต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลังในภารกิจบรรเทาภัยพิบัติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข