“บัญชีกลาง” รื้อระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หลังงบพุ่ง 9 หมื่นล้าน/ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเดินหน้าปฏิรูประบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินและอุดช่องโหว่การทุจริต พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกสิทธิบำเหน็จบำนาญและสิทธิการรักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่ลงนามในสัญญาจ้างแล้ว
สำหรับกลุ่มข้าราชการบรรจุใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาโมเดลใหม่ เนื่องจากพฤติกรรมและแนวคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องการฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น เพื่อนำไปบริหารจัดการชีวิตและเลือกซื้อประกันสุขภาพเอง แทนการรอรับสวัสดิการและบำนาญในวัยเกษียณ
ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมบัญชีกลางต้องแบกรับภาระดูแลสิทธิของข้าราชการและบุคคลในครอบครัวรวมกว่า 5 ล้านคน โดยประมาณ 50% เป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้มีภาระค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนแนวคิดนำบริษัทประกันเอกชนเข้ามาทำหน้าที่เป็น Clearing House แทนกรมบัญชีกลางทั้งหมดนั้น ทำได้ค่อนข้างยากและมีต้นทุนสูงมาก เนื่องจากภาครัฐต้องดูแลสิทธิของผู้ป่วยไปตลอดชีวิต ขณะที่ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มสูงที่สุดในช่วงสุดท้ายของชีวิต
สำหรับการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลางเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก่อนสรุปรายละเอียดเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การบังคับใช้ระบบเบิกจ่ายตรง กำหนดให้ผู้มีสิทธิต้องทำธุรกรรมผ่านระบบเบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาลเท่านั้น
- การเพิ่มสิทธิทางเลือก เปิดโอกาสให้ข้าราชการเลือกได้ว่าจะให้บุคคลในครอบครัวใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการหรือไม่ จากเดิมที่กำหนดให้ใช้สิทธินี้เป็นลำดับแรก เพื่อให้บุคคลในครอบครัวสามารถเลือกใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิประกันสังคมได้ตามความสมัครใจ
- การกำหนดบทลงโทษขั้นเด็ดขาดกรณีทุจริต หากตรวจพบบุคคลในครอบครัวมีพฤติกรรมทุจริต เช่น ตระเวนรับยาจากหลายโรงพยาบาลเพื่อนำไปขายต่อ จะมีบทลงโทษด้วยการตัดสิทธิรักษาพยาบาลของทุกคนในครอบครัว รวมถึงตัดสิทธิของข้าราชการผู้เป็นเจ้าของสิทธิด้วย
- การเพิ่มความโปร่งใสในการสั่งจ่ายยา โดยกำหนดให้โรงพยาบาลปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล และมีความโปร่งใสในการวินิจฉัยและสั่งจ่ายยา
ส่วนการบริหารจัดการปัญหาทุจริตในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล พบว่า มูลค่าการทุจริตสะสมในรอบ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 200-250 ล้านบาท ขณะที่กรมบัญชีกลางมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเพียง 6 คน เมื่อเทียบกับปริมาณธุรกรรมสูงถึง 35 ล้านรายการต่อปี
ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงเตรียมนำระบบเทคโนโลยีและทีมวิจัยเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการตรวจจับการทุจริต
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดผลักดันนโยบายการสั่งจ่ายยาให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยให้โรงพยาบาลพิจารณาจ่ายยาที่ผลิตในประเทศ หรือยาสามัญ (Local/Generic Drug) เป็นลำดับแรก หากมีความจำเป็นทางการแพทย์จึงพิจารณาใช้ยาต้นแบบ (Original Drug) หรือยานอก เนื่องจากการข้ามขั้นตอนไปใช้ยานอกตั้งแต่แรกมีราคาสูงกว่า 10 เท่าขึ้นไป
ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนมาตรการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
Back to top button