ต่างชาติลงทุนไทย 9 เดือน 2.71 แสนล้าน โต 7% “สิงคโปร์” นำเงินลงทุนสูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 ต.ค.69) นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม–กันยายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 971 ราย เงินลงทุนรวม 271,176 ล้านบาท

แบ่งเป็นการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 228 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 743 ราย ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน การได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวนผู้ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 201 ราย หรือ 26% จาก 770 ราย ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 18,060 ล้านบาท หรือ 7% จาก 253,116 ล้านบาท โดยมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 6,134 คน เพิ่มขึ้น 1,002 คน หรือ 20% จาก 5,132 คน
สำหรับแหล่งลงทุนที่มีจำนวนผู้ได้รับอนุญาตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. จีน 183 ราย คิดเป็น 19% เงินลงทุน 46,031 ล้านบาท ในธุรกิจ เช่น การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย บริการฝึกอบรม ติดตั้ง บำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องจักรเครื่องกล บริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันมัย และบริการรับจ้างผลิตอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม
2. สหรัฐอเมริกา 160 ราย คิดเป็น 16% เงินลงทุน 6,940 ล้านบาท ในธุรกิจ เช่น บริการทางวิศวกรรม โฆษณา การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย และบริการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป ชิ้นส่วนเครื่องเรือน และเซอร์กิตเบรกเกอร์
3. สิงคโปร์ 131 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 74,452 ล้านบาท ในธุรกิจ เช่น การผลิตไม้วีเนียร์ บริการทางวิศวกรรมและเทคนิคเกี่ยวกับระบบสายสัญญาณและอุปกรณ์เครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูล บริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์เพื่อจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม และบริการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ และเครื่องจักรอัตโนมัติ
4. ญี่ปุ่น 131 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 56,562 ล้านบาท ในธุรกิจ เช่น บริการทางวิศวกรรมและเทคนิคเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงและการวิจัยพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ บริการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ บริการพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ และบริการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ
5. ฮ่องกง 89 ราย คิดเป็น 9% เงินลงทุน 16,987 ล้านบาท ในธุรกิจ เช่น บริการขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทานอ่าวไทย บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า บริการพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ และบริการรับจ้างผลิตเม็ดสีพลาสติกมาสเตอร์แบทช์ แบตเตอรี่ความหนาแน่นพลังงานสูง และเครื่องจักรอัตโนมัติ
ทั้งนี้ หากพิจารณาตามมูลค่าเงินลงทุน สิงคโปร์มีเงินลงทุนสูงสุด 74,452 ล้านบาท รองลงมาคือญี่ปุ่น 56,562 ล้านบาท และจีน 46,031 ล้านบาท
นายกิตติวัฒน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การลงทุนของต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI จำนวน 494 ราย คิดเป็น 51% ของจำนวนผู้ได้รับอนุญาตทั้งหมด มีมูลค่าเงินลงทุน 201,352 ล้านบาท สอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร
ประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์พลาสติกและชิ้นส่วนพลาสติก ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
- ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (IPO)
- ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการพัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม รวมถึงบริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัลและบริการด้าน AI
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติ 302 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด เพิ่มขึ้น 80 ราย หรือ 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 222 ราย โดยมีมูลค่าเงินลงทุน 102,740 ล้านบาท คิดเป็น 38% ของเงินลงทุนทั้งหมด
แบ่งเป็น นักลงทุนจากจีน 110 ราย เงินลงทุน 36,775 ล้านบาท ญี่ปุ่น 45 ราย เงินลงทุน 28,283 ล้านบาท ฮ่องกง 35 ราย เงินลงทุน 7,319 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 112 ราย เงินลงทุน 30,363 ล้านบาท
ธุรกิจที่ลงทุนในพื้นที่ EEC เช่น บริการติดตั้ง ทดสอบ ซ่อมแซมและบำรุงรักษาอุปกรณ์ติดตามสถานะการทำงานภายในของแม่พิมพ์ บริการพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ บริการออกแบบทางวิศวกรรมระบบภายในอาคาร และบริการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป อินเวอร์เตอร์สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานพาหนะ
ทั้งนี้ เฉพาะเดือนกันยายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 136 ราย เงินลงทุนรวม 21,915 ล้านบาท แบ่งเป็นการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 29 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 107 ราย โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 271 คน
ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในเดือนกันยายน ได้แก่ บริการทางวิศวกรรมและเทคนิค บริการจัดการพลังงานโดยติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็นเพื่อระบบปรับอากาศของอาคาร บริการพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ และบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อุปกรณ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แม่พิมพ์และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป
นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะด้านให้แก่คนไทย เช่น ระบบบริหารร้านค้าและการบริหารลูกค้า การทำงานของรางเชื้อเพลิงแรงดันสูงภายในเครื่องยนต์ และการใช้งานเครื่องฉีดพลาสติก (Injection Molding Machine)
