classicliterature.it.com

ครบรอบ 81 ปี สงครามโลกครั้งที่ 2 สำรวจ ‘เกมการทูตไทย’ เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน?

ย้อนกลับไปเมื่อ 81 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ช่วงเวลาประมาณ 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น คือช่วงเวลาที่จะแปรเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นไปตลอดกาล เมื่อสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจดำเนินการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกลงที่จังหวัดฮิโรชิมา เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งให้มีผู้คนนับหมื่นรายเสียชีวิตทันที

อีก 3 วันต่อมา หายนะระลอกที่ 2  noเข้าถล่มที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 คร่าชีวิตผู้คนไปอีกมากกว่าหมื่นรายเช่นกัน ก่อนที่ในเวลาต่อมา จักรวรรดิญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้สงครามในวันที่ 15 สิงหาคม 1945 ถือเป็นจุดปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) ในพื้นที่เอเชียบูรพาอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น ตลอดช่วงสัปดาห์นี้ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกต่างร่วมกันรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์โลกอย่าง ‘สงครามโลกครั้งที่ 2’

เช่นเดียวกัน ในโอกาสครบรอบ 81 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2 The Momentum จึงอยากชวนสำรวจบทบาทของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน ผ่านจุดยืนทางการทูตของประเทศ จนกระทั่งสามารถทำให้ตนเองรอดพ้นจากฐานะ ‘ประเทศแพ้สงคราม’ ได้

ในวันนั้นเราบริหารความสัมพันธ์กับชาติที่มีอำนาจอย่างไร?

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นปะทุขึ้นในปี 1939 ภายในภูมิภาคยุโรป และแน่นอนว่า ในช่วงต้นของสงคราม ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางบนเวทีระหว่างประเทศ ประกาศ ‘วางตัวเป็นกลาง’ ท่ามกลางความขัดแย้งในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีความพยายามที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอีกหลายประเทศ เช่น อินเดีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น โดยรัฐบาลไทย ณ ขณะนั้น อยู่ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเองก็ได้ผนึกอำนาจและสร้างความเข้มแข็งของกองทัพตนเองเรื่อยมา จนกระทั่งสามารถรุกคืบเข้าสู่พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น โดยเหตุผลหลักที่ใช้อ้างการรุกรานคือ เพื่อเข้ามาช่วย ‘ปลดปล่อย’ เหล่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้หลุดจากการเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก

จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับประเทศไทยเกิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นได้นำกำลังพลนับแสนรายเข้าปิดล้อมตามแนวชายฝั่งภาคใต้และทางตะวันออกของประเทศ เพื่อขอใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังดินแดนของประเทศเมียนมา เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องยอมลงนามประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ในวันที่ 11 ธันวาคม 1941 หรือเพียงแค่ 3 วัน หลังการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่น

ด้วยภาวะบีบคั้นที่จำเป็นต้อง ‘รักษา’ ไว้ซึ่ง ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ และป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงความเข้มข้นของความเป็นชาตินิยมและความปรารถนาที่จะนำดินแดนที่เคยสูญเสียไปให้กับประเทศอาณานิคมกลับคืนมาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่งผลให้ในวันที่ 21 ธันวาคม 1941 ไทยและญี่ปุ่นได้มีการลงนามสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือทางทหารระหว่างกัน โดยมีใจความหลักคือ ทั้ง 2 ประเทศจะเป็นพันธมิตรกันทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร นอกจากนี้ญี่ปุ่นเองก็จะช่วยเรียกคืนดินแดนที่เคยสูญเสียกลับมาให้กับประเทศไทย ขณะที่ไทยก็จะช่วยญี่ปุ่นทำสงครามเพื่อสร้างเอเชียตะวันออกให้เข้มแข็งมากขึ้น

ประเทศไทยกับการทูตใต้ดิน

ภายหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1942 รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ทำสงครามต่อต้านฝ่ายอักษะอย่างญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลี

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวภายในคณะรัฐบาลมากขึ้น กล่าวคือ ยังมีอีกคนอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยประกาศจุดยืนฝักใฝ่เข้ากับญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน กลับประกาศตนเป็นศัตรูกับชาติมหาอำนาจของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษและสหรัฐฯ

ในวันที่คณะรัฐบาลยังคงดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตอันดีกับญี่ปุ่น ความซับซ้อนเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘ขบวนการเสรีไทย’ (Free Thai Movement) ถือกำเนิดขึ้นมา โดยการนำของ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

อนึ่ง ขบวนการเสรีไทยประกอบไปด้วยชนชั้นนำทางการเมืองและนักเรียนไทยในต่างประเทศจำนวนมาก โดยเป้าหมายสำคัญของขบวนการดังกล่าวคือ ต้องการ ‘รักษาเอกราชและอธิปไตยของประเทศ’ และแสดงจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่น รวมถึงการสร้างเครือข่ายกับประเทศสัมพันธมิตรเพื่อแสดงให้เห็นว่า ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยขบวนการดังกล่าวมีการดำเนินการใน 3 พื้นที่หลักนั่นคือ ไทย สหรัฐฯ และอังกฤษ

ภายในขบวนการเสรีไทยยังมีบุคคลสำคัญในวงการทูตอีกจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นคือ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศจุดยืนที่ไม่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน และไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทยตามคำสั่งของรัฐบาล

อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ยังได้เข้าพูดคุยกับตัวแทนของสหรัฐฯ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ต้องการทำสงครามกับสหรัฐฯ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ สหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ประกาศทำสงครามกับประเทศไทย

ไม่เพียงแค่นั้น ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ยังให้การสนับสนุนปฏิบัติการด้านต่างๆ กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในที่นี้รวมไปถึง การวางแผนให้สมาชิกของขบวนการเสรีไทยเข้าอบรมในปฏิบัติการทางการทหารภายใต้การนำของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกันกับขบวนการเสรีไทยในอังกฤษซึ่งก็ได้รับการฝึกซ้อมปฏิบัติการทางการทหารจากกองทัพอังกฤษภายใต้ชื่อ ‘Special Operations Executive’ ถึงแม้ว่ารัฐบาลอังกฤษจะประกาศ ‘ภาวะสงคราม’ กับประเทศไทยก็ตาม

ขณะเดียวกันขบวนการเสรีไทยในประเทศไทยก็มีการดำเนินการทั้งทางการเมือง การทูต และการทหารซึ่งได้ถูกดำเนินไป ‘อย่างลับๆ’ แต่กลับมีเอกภาพอย่างมาก จนกระทั่งปรีดี พนมยงค์สามารถประกาศสันติภาพได้ในวันที่ 16 สิงหาคม 1945

ในแง่หนึ่ง ขบวนการเสรีไทยอาจถูกมองว่าคล้ายกับขบวนการลับใต้ดินที่มีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาล แต่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอก ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์ ขบวนการดังกล่าวก็อาจสะท้อนให้เห็นถึงการวางท่าทีและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างยืดหยุ่นและแยบยลครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยได้เช่นกัน

ไทยอยู่ตรงไหนในวันที่สงครามจบ

ในวันที่สงครามจบลง สิ่งที่น่าคิดหนักต่อมาคือ ไทยจะนิยามว่าเป็นประเทศชนะสงคราม? หรือประเทศแพ้สงคราม? และไทยจะอยู่ตรงไหนในเวทีระหว่างประเทศ? ทั้งนี้ เป็นเพราะเงื่อนไขในการนิยามสถานะของประเทศไทยมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด กล่าวคือ ในช่วงต้นไทยประกาศตนเป็นกลาง ต่อมารัฐบาลไทยประกาศเข้าร่วมกับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามยังคงมีขบวนการเสรีไทยซึ่งเป็นขบวนการใหญ่ที่แสดงเจตนารมณ์เข้ากับฝ่ายพันธมิตรอย่างแน่วแน่

อนึ่ง สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ถือว่าเป็นไทยเป็นประเทศแพ้สงคราม โดยเจมส์ เอฟ. เบิร์นส์ (James F. Byrnes) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ณ ขณะนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า การที่ไทยประกาศเข้าร่วมกับญี่ปุ่น เกิดขึ้นเพราะแรงบีบบังคับจากทางญี่ปุ่น และตลอดช่วงสงคราม ขบวนการเสรีไทยยังได้ช่วยเหลือฝ่ายพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอังกฤษนั้นมีท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าสหรัฐฯ และต้องการให้ไทยมีสถานะเป็นผู้แพ้สงครามเช่นเดียวกับญี่ปุ่น เนื่องจากอาณานิคมของอังกฤษได้ถูกกองทัพไทยโจมตีไปมากตลอดช่วงสงคราม

อย่างไรก็ดี จากความพยายามเจรจาของขบวนการเสรีไทยและการช่วยเหลือของสหรัฐฯ ทำให้ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน (Louis Mountbatten) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรให้การยอมรับขบวนการเสรีไทย ขณะเดียวกันอังกฤษยังยอมลงนามข้อตกลงเพื่อเรียกค่าปฏิกรรมสงครามจากไทยในรูปแบบของข้าว และไม่ได้มีการเรียกเก็บมากกว่านี้

และหากมองภาพให้ใหญ่มากขึ้นจะพบว่า ระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นถูกกำหนดโดยชาติมหาอำนาจใหม่อย่างสหรัฐฯ และเป็นช่วงเวลาที่โลกเริ่มเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) ด้วยเหตุนี้ การที่ไทยรอดพ้นจากสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม จึงอาจไม่ได้มาจากชั้นเชิงการทูตของไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับ ‘แรงหนุน’ อย่างเต็มกำลังจากสหรัฐฯ ที่มีวาระซ่อนเร้น(Hidden Agenda) ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ด้วยเช่นกัน

นั่นจึงเป็นการตอบคำถามต่อที่ยืนของไทยต่อมาได้ว่า เพียงแค่ 1 ปีหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ในวันที่ 16 ธันวาคม 1946

ต่อมา เมื่อบรรยากาศของสงครามเย็นเข้มข้นขึ้น ประเทศไทยยังได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และได้รับการช่วยเหลือและการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

สงครามโลกครั้งที่ 2 vs ปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน 

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน บริบททั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือ ระเบียบโลก (World Order) ที่ถูกกำหนดโดยสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังถูกท้าทายทั้งจากบทบาทและอำนาจของประเทศใหม่ก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่สหรัฐฯ และบรรดาชาติในยุโรปอีกต่อไป ในที่นี่รวมไปถึงการผงาดขึ้นมาของจีน บทบาทของกลุ่มประเทศขนาดกลาง หรือแม้กระทั่งการรวมตัวของประเทศโลกที่สาม

ขณะเดียวกันการพัฒนาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้ต่อยอดในด้านอื่นๆ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การค้า การทหาร ความมั่นคงทางอาหารและธรรมชาติ ก็ได้เปลี่ยนฉากทัศน์ของบริบทโลกไปอย่างมาก ยังไม่นับรวมความท้าทายในรูปแบบใหม่ๆ ที่โลกต้องเผชิญ อาทิ การแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม โรคระบาด ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ในทำนองเดียวกัน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เริ่มมีพื้นที่และบทบาททางการทูตในเวทีระหว่างภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายพื้นฐานที่เหมือนเดิมมาตลอดคือ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางยังคงเสี่ยงที่จะได้รับแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจอย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะยังสามารถใช้หลักการทูตแบบเดิมอย่าง ‘หลักการยืดหยุ่น’ หรือ ‘ไผ่ลู่ลม’ ดังเช่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนสงครามเย็นได้อยู่หรือไม่? ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และหากจะต้องปรับเปลี่ยน ควรจะต้องเดินไปในทิศทางไหน? เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ

ทว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้และถอดบทเรียนได้จากการทูตไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือ เสถียรภาพและความเข้มแข็งของการเมืองภายในประเทศสามารถช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายต่างประเทศให้เฉียบแหลมได้มากขึ้น และนี่น่าจะกลายเป็นโจทย์หลักสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศไทยต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อหาคำตอบต่อไป

ที่มา:

– ดิเรก ชัยนาม. (2510). ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์

https://thediplomat.com/2025/08/thailands-wartime-alliance-with-japan-and-what-it-means-today/

https://www.nytimes.com/1945/08/20/archives/thai-peace-action-hailed-by-byrnes-us-welcomes-step-erasing-war.html

https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

https://pridi.or.th/th/content/2021/01/581

https://pridi.or.th/th/content/2022/08/1210

https://www.silpa-mag.com/history/article_84730

Tags: Thailand, สงครามโลกครั้งที่ 2, มหาอำนาจ, ภูมิรัฐศาสตร์, World War II, การทูตไทย

Update: 2026-08-09
Tags: