80 ปีเอกราช อ่านนโยบายต่างประเทศอินเดียผ่านคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะ
นับจากเที่ยงคืนของวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียได้ประกาศเอกราชจากอังกฤษอย่างเป็นทางการ ประเทศแห่งนี้ต้องเดินทางผ่านทั้งบาดแผลจากการแบ่งแยกดินแดน สงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ความยากจนภายในประเทศ การแข่งขันของมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกหลังสงครามเย็น จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของศตวรรษที่ 21
เมื่ออินเดียก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 80 ปีแห่งเอกราชในปีนี้ การมองย้อนกลับไปยังนโยบายต่างประเทศตลอดแปดทศวรรษจึงเผยให้เห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่อง จากอินเดียในยุคเนห์รูที่ใช้การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเพื่อรักษาเสรีภาพในการตัดสินใจ สู่ยุคของนเรนทรา โมดี ผู้พยายามขยายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย เสริมสถานะทางนิวเคลียร์ พัฒนาเครือข่ายหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และพยายามเปลี่ยนตนเองจากรัฐที่รักษาดุลไปสู่รัฐที่มีบทบาทนำในเวทีโลก ถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายจะแตกต่างกันตามยุคสมัย แต่แก่นสำคัญบางประการยังคงปรากฏซ้ำๆ ได้แก่ การรักษาเอกราชเชิงยุทธศาสตร์ การสร้างกำลังภายใน การหลีกเลี่ยงการผูกมัดจากขั้วอำนาจเดียว และการเปิดพื้นที่ให้การเจรจาดำเนินควบคู่กับการป้องปราม
น่าสนใจว่าแนวทางด้านการต่างประเทศเหล่านี้ ดูจะสอดรับกับคำสอนในคัมภีร์อรรถศาสตร์ (Arthashastra) ของเกาฏิลยะ[1] ตำราที่ว่าด้วยรัฐ การปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่เก่าแก่และเป็นระบบที่สุดของอินเดีย โดยตั้งอยู่บนหลักว่าความมั่นคงภายนอกย่อมสัมพันธ์กับความสมบูรณ์ขององค์ประกอบภายในรัฐ และนโยบายต่อรัฐอื่นต้องปรับเปลี่ยนตามกำลังสัมพัทธ์ ผลประโยชน์ และโอกาสที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
บทความนี้จึงอยากนำเอากรอบคิดว่าด้วยวงจักรแห่งรัฐ การรักษาและเพิ่มพูนอำนาจ การเลือกใช้สันติภาพ พันธมิตร การรอจังหวะ และกำลังบังคับของอรรถศาสตร์มาลองวิเคราะห์ตลอด 80 ปีของการต่างประเทศอินเดีย พร้อมพิเคราะห์ว่าอินเดียในปัจจุบันยังดำเนินรอยตามเกาฏิลยะในเรื่องใด ได้ปรับความคิดเดิมให้เข้ากับประชาธิปไตยและระเบียบโลกสมัยใหม่อย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับความทะเยอทะยานร่วมสมัยกำลังสร้าง ‘วิถีอินเดีย’ ในการเมืองโลกขึ้นมาในลักษณะใด
จากรัฐหลังอาณานิคมสู่มหาอำนาจใหม่: เหตุใดต้องอ่านอินเดียผ่านอรรถศาสตร์
เมื่ออินเดียก้าวสู่การครบรอบ 80 ปีแห่งเอกราช สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงการมองว่าอินเดียเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนจากปี 1947 แต่ยังรวมถึงการทำความเข้าใจว่า เหตุใดนโยบายต่างประเทศของอินเดียจึงมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ขณะที่บางอย่างกลับต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน จากประเทศที่มีข้อจำกัดมากมาย แต่อินเดียวันนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีอาวุธนิวเคลียร์ และมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการเมืองระหว่างประเทศ แม้ผู้นำแต่ละยุคตั้งแต่เนห์รู, อินทิรา คานธี, นรสิงห์ ราว, อาตัล วาชปายี, มันโมหัน ซิงห์ จนถึง นเรนทรา โมดี จะมีแนวทางแตกต่างกัน แต่หลักสำคัญบางประการยังปรากฏซ้ำอยู่เสมอ ทั้งการรักษาอิสระในการตัดสินใจ การให้ความสำคัญกับการเจรจา การสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ และการใช้กำลังเมื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงหรืออธิปไตยถูกคุกคามโดยตรง
หนึ่งในกรอบความคิดที่ช่วยให้เราเห็นความต่อเนื่องนี้ได้ชัดขึ้นคือคัมภีร์อรรถศาสตร์ หรือ Arthashastra ของเกาฏิลยะ ซึ่งเป็นตำราว่าด้วยการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่สำคัญชิ้นหนึ่งของอินเดียโบราณ แต่ภาพจำที่ว่าเกาฏิลยะเป็นเพียง “มาเคียเวลลีแห่งอินเดีย” หรือผู้สอนให้ใช้เล่ห์กลเพื่อเอาชนะศัตรูนั้นอาจดูแคบเกินไป เพราะอรรถศาสตร์ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การปกครอง กฎหมาย และสวัสดิภาพประชาชน ไปจนถึงการทูต พันธมิตร ข่าวกรอง และสงคราม หัวใจสำคัญอยู่ที่การมองรัฐเป็นองค์รวม ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมภายในประเทศล้วนเป็นฐานของอำนาจในการดำเนินความสัมพันธ์กับโลกภายนอก นี่ต่างหากคือสิ่งที่อรรถศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ
หากสรุปให้เข้าใจง่าย แนวคิดของเกาฏิลยะเริ่มจากการทำให้รัฐ “แข็งแรงจากภายใน” ก่อนจะเพิ่มอำนาจและอิทธิพลภายนอก แนวคิดสัปตางคะ (Saptanga) มองว่ารัฐที่เข้มแข็งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน ทั้งผู้นำ ที่ปรึกษา ประชาชนและดินแดน เมืองหรือระบบป้องกัน พระคลัง กองทัพ และพันธมิตร เมื่อฐานเหล่านี้มั่นคง รัฐย่อมมีทางเลือกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากขึ้น ส่วนแนวคิดษัฑคุณยะ (sadgunya) หรือหกแนวทางของนโยบายต่างประเทศ เสนอให้รัฐเลือกได้ตั้งแต่การสร้างสันติภาพ การทำสงคราม การรอดูสถานการณ์ การเตรียมกำลัง การแสวงหาความช่วยเหลือ ไปจนถึงการร่วมมือกับฝ่ายหนึ่งเพื่อรับมือกับอีกฝ่าย (ที่มาของวลีที่ว่า “ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร”) โดยพิจารณาจากกำลังและสถานการณ์ในขณะนั้น
อีกแนวคิดสำคัญคือ ราชมณฑล (rajamandala) หรือ “วงจักรแห่งรัฐ” ซึ่งมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครือข่ายที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ประเทศเพื่อนบ้านอาจกลายเป็นคู่แข่งเมื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ขณะเดียวกัน มิตรและศัตรูก็สามารถเปลี่ยนสถานะได้ตามดุลอำนาจ ผลประโยชน์ และสถานการณ์ระหว่างประเทศ จุดสำคัญของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่ความสามารถในการอ่านสภาพแวดล้อม ประเมินกำลังของตนเองและผู้อื่น แล้วเลือกนโยบายให้เหมาะกับจังหวะเวลา มากกว่าการยึดติดว่าประเทศใดจะต้องเป็นมิตรหรือศัตรูตลอดไป
อย่างไรก็ตาม การมองนโยบายต่างประเทศอินเดียผ่านอรรถศาสตร์ไม่ได้หมายความว่าอินเดียปัจจุบันกำลังเดินตามตำราของเกาฏิลยะทุกประการ อินเดียสมัยใหม่เกิดจากความคิดและประสบการณ์หลายสาย ทั้งมรดกทางอารยธรรม ประสบการณ์จากการตกเป็นอาณานิคม แนวคิดสันติวิธีของคานธี มรดกทางการเมืองของเนห์รู และหลักการของระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนแรงกดดันจากระบบระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป อรรถศาสตร์จึงมีประโยชน์ในฐานะ ‘แว่น’ ที่ช่วยให้เราเห็นวิธีคิดบางอย่างซึ่งยังปรากฏอยู่ในนโยบายต่างประเทศอินเดีย ทั้งการประเมินกำลังของตนเทียบกับผู้อื่น การรักษาทางเลือกทางยุทธศาสตร์ การสร้างความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายอย่างยืดหยุ่น และการมองว่าความมั่นคงในเวทีโลกต้องเริ่มต้นจากความเข้มแข็งภายในประเทศเอง
ตลอด 80 ปี นโยบายต่างประเทศอินเดียเปลี่ยนแปลงไปตามสถานะและกำลังของประเทศ แต่มีหลักหนึ่งที่เห็นได้อย่างต่อเนื่อง คืออินเดียต้องการเป็นผู้เลือกเส้นทางของตนเอง หลักคิดนี้เริ่มเห็นชัดตั้งแต่ยุคชวาหระลาล เนห์รู เมื่ออินเดียเพิ่งได้รับเอกราช เศรษฐกิจและกองทัพยังมีข้อจำกัด อีกทั้งต้องเผชิญปัญหาภายในและความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจึงช่วยให้อินเดียไม่ต้องผูกตัวเองเข้ากับสหรัฐฯ หรือสหภาพโซเวียต สามารถรับความร่วมมือจากหลายฝ่าย และรักษาทรัพยากรไว้สำหรับการพัฒนาประเทศ
หากมองผ่านอรรถศาสตร์ แนวทางนี้สอดคล้องกับความคิดของเกาฏิลยะที่ว่า นโยบายต่างประเทศต้องสัมพันธ์กับกำลังที่รัฐมีอยู่ เมื่อยังไม่แข็งแรง การเจรจา การรักษาสันติภาพ และการรอจังหวะย่อมมีประโยชน์กว่าการเผชิญหน้า แต่เกาฏิลยะก็ให้ความสำคัญกับการเตรียมกำลังไว้รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเห็นได้จากอินเดียหลังพ่ายแพ้จีนในสงครามปี 1962 ที่หันมาเสริมกองทัพและมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านเรื่องดุลอำนาจมากขึ้น
ในยุคอินทิรา คานธี แนวคิดนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น อินเดียยังยืนยันการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่พร้อมร่วมมือกับมหาอำนาจเมื่อจำเป็น สนธิสัญญากับสหภาพโซเวียตก่อนสงครามปี 1971 เป็นตัวอย่างที่สำคัญ เพราะอินเดียเลือกใช้ระบบพันธมิตรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดความเสี่ยงจากจีนและสหรัฐฯ พร้อมใช้ทั้งเครื่องมือทางการทูต แรงกดดันทางนโยบาย และกำลังทหารต่อความขัดแย้งกับปากีสถาน วิธีคิดเช่นนี้ใกล้เคียงกับเกาฏิลยะที่มองว่ามิตรและศัตรูสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามผลประโยชน์และสถานการณ์
เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง อินเดียภายใต้นรสิงห์ ราวปรับตัวอีกครั้งด้วยการเปิดเศรษฐกิจ กระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ฟื้นความสัมพันธ์กับจีน และหันเข้าหาเอเชียตะวันออกมากขึ้น ต่อมาในยุคของวาชปายี อินเดียประกาศสถานะประเทศผู้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1998 แต่ก็ยังเน้นการป้องปรามและการจำกัดการใช้อาวุธ แนวทางนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญของอรรถศาสตร์ว่า กำลังมีความสำคัญแม้ในเวลาที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะกำลังที่น่าเชื่อถือช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและยับยั้งคู่แข่งได้ เหตุที่อินเดียเลือกมีอาวุธนิวเคลียร์ในยุคสิ้นสุดสงครามเย็น แม้โลกจะสงบ แต่อินเดียยังอยู่ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่ขัดแย้งกัน และทั้งสองประเทศต่างถือครองอาวุธนิวเคลียร์ นั้นทำให้อินเดียสูญเสียอำนาจต่อรอง
มาถึงยุคมันโมหัน ซิงห์ และนเรนทรา โมดี การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดค่อยๆ พัฒนาเป็น ‘ความมีอิสระทางยุทธศาสตร์’ และ ‘การแสวงหาพหุแนวร่วม’ อินเดียใกล้ชิดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรปมากขึ้น ขณะเดียวกันยังรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย ทำงานร่วมกับจีนในบางกรอบ และแสดงบทบาทนำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อินเดียจึงยังสามารถค้าขายและเจรจากับจีนได้ พร้อมเสริมกำลังชายแดนและสร้างหุ้นส่วนกับประเทศที่ช่วยถ่วงดุลจีนได้ในเวลาเดียวกัน
จากเนห์รูถึงโมดี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือกำลังและเครื่องมือของอินเดีย ส่วนสิ่งที่ต่อเนื่องคือความพยายามรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตนเอง หากใช้ภาษาของเกาฏิลยะ อินเดียกำลังเลือกว่าจะเจรจา รอ เสริมกำลัง ร่วมมือ หรือเผชิญหน้าตามสถานการณ์ มากกว่ายึดติดกับมิตรหรือศัตรูถาวร จาก ‘ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด’ ในอดีตจึงพัฒนามาสู่ ‘ร่วมมือกับหลายฝ่าย’ ในปัจจุบัน โดยมีแก่นเดียวกันคือ อินเดียอยู่ข้างผลประโยชน์ของอินเดียเอง
สิ่งที่เกาฏิลยะอธิบายได้ และขอบเขตของมุมมองคลาสสิกในโลกสมัยใหม่
ในบรรดาแนวคิดของคัมภีร์อรรถศาสตร์ สิ่งที่ช่วยอธิบายนโยบายต่างประเทศอินเดียได้ชัดที่สุด คือความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความเข้มแข็งภายใน’ กับ ‘ทางเลือกภายนอก’ เมื่อรัฐยังมีทรัพยากรจำกัด ทางเลือกที่สมเหตุผลคือการประคองตัว เจรจา และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี กองทัพ และสถานะระหว่างประเทศแข็งแรงขึ้น อินเดียก็มีพื้นที่ในการตัดสินใจมากขึ้น ทั้งการสร้างหุ้นส่วนหลายด้านและการตอบโต้ภัยคุกคามอย่างหนักแน่นกว่าเดิม
อีกแนวคิดที่อธิบายนโยบายต่างประเทศอินเดียได้ดีคือ ‘อิสระทางยุทธศาสตร์’ เกาฏิลยะมองพันธมิตรเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจของรัฐ มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ถาวรที่อยู่เหนือผลประโยชน์ของตนเอง วิธีคิดนี้ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดอินเดียจึงเปลี่ยนจากนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในอดีต มาสู่การสร้างความร่วมมือกับหลายฝ่ายในปัจจุบัน โดยยังคงรักษาสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง
อินเดียจึงสามารถใกล้ชิดทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย และทำงานร่วมกับจีนในบางเวทีได้ ความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนคำถามว่า “ใครคือมิตรแท้” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครช่วยตอบโจทย์ผลประโยชน์ของอินเดียในเรื่องใด” นั่นเป็นเหตุสำคัญว่าทำนโยบายต่างประเทศของอินเดียสามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา
อรรถศาสตร์ยังช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสันติภาพกับกำลังได้ดี สำหรับเกาฏิลยะ การรักษาสันติภาพเปิดโอกาสให้รัฐสะสมทรัพยากร พัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างพันธมิตรได้ ขณะที่กำลังทหารช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจา แนวทางนี้เห็นได้ตั้งแต่ยุคเนห์รูที่เน้นการพัฒนา การเสริมกองทัพหลังสงครามกับจีนปี 1962 การใช้กำลังอย่างมีเป้าหมายในปี 1971 ไปจนถึงการสร้างอำนาจป้องปรามทางนิวเคลียร์ในเวลาต่อมา
ในแง่นี้ นโยบายต่างประเทศอินเดียมีลักษณะผสมระหว่าง “สันติภาพ” กับ “การใช้กำลัง” อินเดียต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างกำลังมากพอที่จะไม่ทำให้ความยับยั้งชั่งใจถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม อรรถศาสตร์ก็มีข้อจำกัด เพราะโลกของเกาฏิลยะต่างจากโลกปัจจุบันอย่างมาก สมัยนั้นเป็นการเมืองระหว่างกษัตริย์ ขณะที่อินเดียปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยที่มีรัฐสภา ศาล พรรคการเมือง สื่อ และสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ นอกจากนี้ โลกยุคใหม่ยังมีอาวุธนิวเคลียร์ สหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ เทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก
ดังนั้น หลักบางอย่างในอรรถศาสตร์ เช่น การพิชิต การลอบสังหาร หรือการแทรกแซงฝ่ายตรงข้าม จึงไม่สามารถนำมาใช้กับรัฐสมัยใหม่ได้โดยตรงทั้งหมด คุณค่าของคัมภีร์เล่มนี้จึงอยู่ที่ ‘วิธีคิด’ มากกว่าการนำคำสอนทุกข้อมาใช้ นโยบายต่างประเทศอินเดียเองก็ไม่ได้มีรากจากเกาฏิลยะเพียงสายเดียว ความคิดเรื่องสันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรงจากอโศกและคานธี แนวคิดสากลนิยมของเนห์รู และหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ล้วนมีส่วนหล่อหลอมอินเดียร่วมสมัยเช่นกัน
จึงอาจกล่าวได้ว่าอินเดียมีทั้งด้านที่เป็น ‘เกาฏิลยะ’ ซึ่งเน้นการคำนวณอำนาจ ความระมัดระวัง ผลประโยชน์ของรัฐ และด้านที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ จริยธรรม และความเป็นธรรมระหว่างประเทศ ทั้งสองส่วนอยู่ร่วมกันและถูกปรับใช้แตกต่างกันไปตามยุคสมัย
เมื่อมองย้อนหลังตลอด 80 ปี อรรถศาสตร์จึงมีคุณค่ามากที่สุดในฐานะ ‘กรอบคิดเรื่องการปรับตัว’ อินเดียเปลี่ยนจากรัฐยากจนหลังอาณานิคมไปสู่มหาอำนาจเกิดใหม่ เปลี่ยนจากการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดไปสู่การร่วมมือกับหลายฝ่าย และเปลี่ยนจากการพึ่งพาความช่วยเหลือภายนอกไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจด้วยตนเอง
สิ่งที่ยังคงต่อเนื่องคือการรักษาอิสระในการตัดสินใจ การประเมินกำลังของตนเองเทียบกับผู้อื่น การให้พื้นที่แก่การเจรจา การสร้างฐานเศรษฐกิจภายใน และการมองว่าความมั่นคงของรัฐเริ่มต้นจากความเข้มแข็งของประเทศเอง ในความหมายนี้ อรรถศาสตร์ยังคงมีชีวิตอยู่ในนโยบายต่างประเทศอินเดีย แต่ในรูปของ ‘หลักคิดที่ถูกตีความใหม่’ ให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ มากกว่าจะเป็นคู่มือที่อินเดียเดินตามอย่างตรงตัว
[1] เกาฏิลยะ หรือที่รู้จักในชื่อ จาณักยะ และ วิษณุคุปต์ เป็นพราหมณ์ นักปราชญ์ และอัครมหาเสนาบดีผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการช่วยเหลือ พระเจ้าจันทรคุปต์เมารยะ ผู้ก่อตั้งและสถาปนา จักรวรรดิเมารยะ ให้เป็นปึกแผ่นในอินเดียโบราณเมื่อศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช
อินเดีย การต่างประเทศของอินเดีย นโยบายการต่างประเทศอินเดีย การต่างประเทศอินเดีย นโยบายต่างประเทศอินเดีย คัมภีร์อรรถศาสตร์ เกาฏิลยะ ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก