classicliterature.it.com

ขายโคคา-โคล่า มา 77 ปี แต่"ไทยน้ำทิพย์" เพิ่งเข้าตลาดหุ้น โค้กตัวแม่นำทัพ ลุยอินโดจีน - Marketeer Online


กว่า 77 ปีที่แล้ว โรงงานบรรจุเครื่องดื่มเล็ก ๆ บนถนนหลานหลวง มีเครื่องบรรจุขวดเพียง 2 เครื่อง ผลิตได้เพียง 160 ขวดต่อนาที และใช้รถส่งสินค้าแค่ 7 คัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่วันนี้เติบโตเป็น บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TNCC ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Coca-Cola รายใหญ่ของประเทศไทย

ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.ค. 2569 ไทยน้ำทิพย์ได้รับอนุมัติแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) จากสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัว สู่บริษัทมหาชนเต็มรูปแบบ

แต่การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงการระดมทุน หากเผยทิศทางใหม่ของบริษัทที่ต้องการต่อยอดจากผู้นำตลาดเครื่องดื่มในไทย สู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคในอินโดจีน

จาก “ดิกซี่” สู่ผู้นำตลาดเครื่องดื่มของไทย

โคคา-โคล่าเริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2492 ผ่านโรงงานบรรจุขวดขนาดเล็กบนถนนหลานหลวง ใช้เครื่องบรรจุขวด “ดิกซี่” เพียง 2 เครื่อง มีกำลังการผลิต 160 ขวดต่อนาที จำหน่ายโค้กขนาด 6.5 ออนซ์ ราคาเพียงขวดละ 1 บาท

อีก 10 ปีต่อมา ในปี 2502 ครอบครัวสารสิน เคียงศิริ และบุญสูง ร่วมทุนกับ The Coca-Cola Export Corporation ก่อตั้ง “บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด” วางรากฐานธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ปัจจุบัน ไทยน้ำทิพย์ได้รับสิทธิผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้ 9 แบรนด์ ได้แก่ Coca-Cola, Fanta, Sprite, Schweppes, Minute Maid, Namthip และ A&W ครอบคลุมพื้นที่ 63 จังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้

เบื้องหลังการเป็นผู้นำตลาด ไม่ได้มาจากความแข็งแกร่งของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากโครงสร้างธุรกิจที่ลงทุนต่อเนื่อง ทั้งโรงงานผลิตมาตรฐานโลก 5 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 564 ล้านยูนิตเคสต่อปี ศูนย์กระจายสินค้ากว่า 50 แห่ง รถขนส่งมากกว่า 1,500 คัน พนักงานกว่า 8,000 คน และเครือข่ายร้านค้ากว่า 500,000 แห่งทั่วประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารซัพพลายเชนมากขึ้น ทั้งระบบ AI การติดตามรถขนส่งผ่าน Telematics และ Order Bot “วินนี่” ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถสั่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

โครงสร้างและสัดส่วนผู้ถือหุ้นของ “ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น” (หลัง IPO)

จากการปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรองรับการระดมทุน IPO สัดส่วนผู้ถือหุ้นหลักของ บมจ. ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1.กลุ่ม Swire Coca-Cola (ผ่าน Swire Beverages – SWB): ถือหุ้นประมาณ 50.03% – 54.54% (SWB เป็นบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola Bottler รายใหญ่อันดับ 5 ของโลก ซึ่งเข้ามาเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์หลัก)

2.บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด (TNTL – โฮลดิ้งกลุ่มตระกูลผู้ก่อตั้ง): ถือหุ้นประมาณ 26.95% (TNTL เป็นโฮลดิ้งของ 3 ตระกูลผู้ก่อตั้ง ได้แก่ สารสิน, บุญสูง และเคียงศิริ)

3.กลุ่มผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาและกลุ่มครอบครัวผู้ก่อตั้งเดิม: ถือหุ้นรวมกันประมาณ 8% – 10% (เช่น คุณชนัสถ์นันท์ เหมสถาปัตย์, คุณจันทราวดี เคียงศิริ, คุณชิสา มะกรสาร, คุณชาตา บุญสูง ฯลฯ)

4.ประชาชนทั่วไป (ผู้ถือหุ้น IPO): 10.00% (จำนวน 612.45 ล้านหุ้น)

ระดมทุนต่อยอดการเติบโต

จากข้อมูลในไฟลิ่ง ไทยน้ำทิพย์เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 612.45 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขาย โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้ชื่อย่อ TNCC มีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย

เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้เพื่อขยายธุรกิจ ทั้งการลงทุนเพิ่มศักยภาพการผลิต การมองหาโอกาสลงทุนในต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงาน

สำหรับผู้ถือหุ้น บริษัทกำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังหักภาษีและเงินสำรองตามกฎหมาย

ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง

ผลประกอบการของไทยน้ำทิพย์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • ปี 2565 รายได้ 35,989 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,083 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้ 39,295 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,374 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้41,314 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,379 ล้านบาท
  • ปี 2586 ไม่ระบุ

เป้าหมายไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่คือ “อินโดจีน”

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในไฟลิ่ง คือวิสัยทัศน์หลังการเข้าตลาดหุ้น หรือ The Next Chapter

บริษัทมองว่าการระดมทุนครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กร จากผู้ผลิตเครื่องดื่มในประเทศไทย ไปสู่การเป็น Regional Beverage Company ในภูมิภาคอินโดจีน

หนึ่งในก้าวสำคัญคือการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Swire Coca-Cola ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย Coca-Cola รายใหญ่อันดับ 5 ของโลก ความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยน้ำทิพย์เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการบริหาร เทคโนโลยี และการจัดการต้นทุนในระดับสากล

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการลงทุนในธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศลาว ผ่าน Lao Coca-Cola Bottling และถือหุ้นใน Cambodia Beverage Company ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มอัดลมของกัมพูชา พร้อมวางแผนต่อยอดความร่วมมือในภูมิภาคไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาวในอนาคต

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการใช้ดิจิทัลและ AI ยกระดับระบบโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ลดต้นทุน และเชื่อมต่อกับร้านค้ากว่า 500,000 แห่งทั่วประเทศแบบเรียลไทม์

ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าปรับพอร์ตสินค้าให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ผ่านการขยายกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลและน้ำตาลน้อย เช่น Coke Zero, Schweppes และ OOHA ควบคู่กับการลงทุนด้าน ESG ทั้งการใช้บรรจุภัณฑ์ rPET การบริหารจัดการน้ำในโรงงาน และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกับเครือข่าย PRO-Thailand

 

ทำไม “ไทยน้ำทิพย์” อยู่มา 77 ปี เพิ่งเข้าตลาดหุ้น?

ไทยน้ำทิพย์ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2492 เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย Coca-Cola รายใหญ่ของประเทศ ทำไมเพิ่งตัดสินใจเข้าตลาดหุ้น ทั้งที่ หาดทิพย์ (HTC) ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคใต้ เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปตั้งแต่ปี 2531

คำตอบคือ ทั้งสองบริษัทเข้าตลาดหุ้นด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

ย้อนกลับไปในช่วงที่หาดทิพย์เข้าตลาด ธุรกิจยังอยู่ในช่วงขยายตัว การระดมทุนจึงเป็นวิธีหาเงินมาสร้างโรงงาน เพิ่มสายการผลิต และพัฒนาระบบกระจายสินค้าให้ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้

แต่สำหรับไทยน้ำทิพย์ สถานการณ์ต่างออกไป บริษัทดูแลตลาดถึง 63 จังหวัด มีฐานลูกค้าใหญ่ รายได้เติบโตต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดแข็งแรง จึงสามารถลงทุนขยายธุรกิจได้จากกำไรที่ทำได้เอง ไม่จำเป็นต้องระดมทุนจากตลาดหุ้น

แล้วทำไมถึงเลือกเข้าตลาดตอนนี้?

คำตอบอยู่ที่ “เป้าหมายของบริษัทเปลี่ยนไป”

วันนี้ ไทยน้ำทิพย์ไม่ได้มองแค่การเติบโตในประเทศไทยอีกต่อไป แต่กำลังวางหมากสู่ตลาดอินโดจีน หลัง Swire Coca-Cola ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย Coca-Cola รายใหญ่อันดับ 5 ของโลก เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพราะบริษัทขาดเงิน แต่เป็นการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับการเติบโตในระดับภูมิภาค ทั้งในแง่โครงสร้างบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และการสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะบริษัทมหาชน

แล้วจะเกิดเหตุการณ์แบบ “เสริมสุข–เป๊ปซี่” อีกหรือไม่?

อีกคำถามที่หลายคนนึกถึงคือ ไทยน้ำทิพย์จะมีโอกาสแยกทางกับ Coca-Cola เหมือนที่เสริมสุขเคยแยกทางกับ Pepsi หรือเปล่า

หากดูจากโครงสร้างธุรกิจในปัจจุบัน คำตอบคือ ทั้งสองกรณีแตกต่างกันค่อนข้างมาก

ในอดีตเสริมสุขทำหน้าที่ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มให้ Pepsi ภายใต้สัญญาทางธุรกิจ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงเงื่อนไขกันไม่ได้ สัญญาจึงสิ้นสุดลง และเสริมสุขต้องสร้างแบรนด์ est ขึ้นมาเอง

แต่กรณีของไทยน้ำทิพย์ วันนี้ความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะ Swire Coca-Cola ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่าย Coca-Cola รายใหญ่ของโลก ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยน้ำทิพย์

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เป็น “คู่ค้าทางธุรกิจ” วันนี้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็น “เจ้าของธุรกิจร่วมกัน” มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ธุรกิจเติบโต

แน่นอนว่า ไม่มีใครตอบได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่หากดูจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นและรูปแบบความร่วมมือในปัจจุบัน ก็ถือว่าแตกต่างจากกรณีเสริมสุขอย่างชัดเจน จึงไม่ใช่สถานการณ์เดียวกัน


แหล่งข้อมูล : SET / เซ็บไซต์ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า


Update: 2026-07-25
Tags: