classicliterature.it.com

อ.วีระ ชี้งบ 70 มัดมือชก ต้องกู้ชดเชยขาดดุล ชง Zero Growth ดึงเงินนอกงบฯ 4 ล้านล้านแก้เศรษฐกิจ

อ.วีระ ชี้งบปี 70 เป็นแบบเป็นสภาพจำยอม -มัดมือชก เหตุต้องกู้มาชดเชยงบขาดดุล เสนอจัดทำงบแบบ ‘Zero Growth Budget’ พร้อมนำเงินนอกงบประมาณที่มีกว่า 4 ล้านล้านบาท ออกมาใช้ ห่วงอนาคต2-3 ปีข้างหน้า หากไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจ ประเทศจะติดกับดักทางด้านการคลังนำไปสู่วิกฤตการเงินการคลัง-วิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระที่ 2 และ 3

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อภิปรายถึงการสงวนความเห็นในมาตรา 4 ว่าตนเสนอให้ปรับลดงบประมาณปีนี้เพียงแค่ 7,400 ล้านบาท ถือว่าไม่มากหากเทียบกับงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จากการทำหน้าที่ กมธ.ฯ เห็นว่ารัฐบาลโดยเฉพาะสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ต่างก็ใช้ความระมัดระวัง และมีความตั้งใจที่จะกำหนดงบประมาณรายจ่าย แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าวงเงินที่ตนขอปรับลดเท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 หมายความว่าตนกำลังเสนอให้จัดทำงบประมาณแบบ “Zero Growth Budget” (การจัดทำงบประมาณรายจ่ายงบประมาณประจำปีโดยไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีก่อนหน้า) คือนับจากนี้ไปเราจะไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีงบประมาณที่ผ่านมาอีกต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินการคลังของประเทศที่ประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่จะทำงบประมาณรายจ่าย จนทำให้เราต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลเรื้อรังเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ที่สำคัญยังต้องใช้การออกกฎหมายพิเศษเป็นพระราชกำหนดในกรณีที่งบประมาณรายจ่ายไม่เพียงพอ

นายวีระกล่าวต่อว่า เมื่อเรามีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ ทำให้มีภาระเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกคนกังวลเป็นอย่างมากที่สำคัญภาระหนี้ขณะนี้มีมากถึง 4 แสนล้านบาท เมื่อไหร่ที่ภาระหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยมากกว่างบประมาณรายจ่าย งบประมาณกระทรวงกลาโหม คือสัญญาณอันตราย

นายวีระ กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณปี 2569 ต้องขาดดุลเพราะเรามีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย 8.6 แสนล้านบาท และปี 2570 ก็ต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเช่นเดิม การจัดทำงบประมาณปีนี้ “เป็นสภาพจำยอมแบบมัดมือชก” เพราะไม่สามารถจัดทำให้ดีกว่านี้โดยไม่ผิดกฎหมาย งบประมาณที่เราใช้ในปัจจุบันที่เป็นรายจ่ายแบ่งออกเป็นสองก้อนใหญ่ๆคือ งบรายจ่ายประจำ 80%และงบรายจ่ายลงทุน 20% ซึ่งงบลงทุนเกือบทั้งหมดเป็นเงินกู้ที่มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตอนนี้เราติดกับดักงบประมาณและเมื่อพิจารณาร่วมกับเราติดกับดักหนี้สาธารณะที่ทุกคนเป็นห่วง

“ท้ายที่สุดในระยะอันใกล้นี้เราคงหนีไม่พ้นกับดักทางด้านการคลังที่นำไปสู่วิกฤตการเงินการคลัง และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ปัจจัยหลักเกิดจากปัจจัยภายในของเราเอง ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก ซึ่งความเป็นห่วงในอนาคต2-3 ปีข้างหน้า หากเราไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจที่ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ การเติบโตร้อยละ2 ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2.7 – 2.8 แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ เราต้องเพิ่มศักยภาพให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงกว่าปัจจุบันและต้องไม่ทำให้สร้างปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในอนาคตด้วย

หากไม่ทำเราจะติดกับดักเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงไปอีกนานแสนนาน อันนี้ผมอยากจะเรียกว่าเป็นสภาพ “แคทช์ ทเวนตี้ทู” นั่นคือการที่เราไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไม่ว่าเราจะเลือกเดินทางใดก็ตามบางที หรือพูดง่ายๆจะทำอะไรก็ไม่ได้เพราะจะต้องทำอีกอย่างนึงก่อน จะเรียกว่าเป็นกับดักสองหรือยิ่งทำยิ่งติดกับดักมากขึ้น” นายวีระ กล่าว

นายวีระ กล่าวว่า ทางหนึ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ติดกับดัก คือจัดทำงบประมาณโดยไม่เพิ่มงบประมาณไปอีกอย่างน้อยไปอีก2-3ปีข้างหน้า ส่วนรัฐบาลจะดำเนินการหรือไม่เป็นเรื่องที่พ้นวิสัยของตนในฐานะกรรมาธิการที่มีความห่วงใยกับวิกฤติเศรษฐกิจในระยะ 3 ปีข้างหน้า คำถามว่าเราจะพอมีอะไรได้บ้างหรือไม่ คำตอบคือพอมีแต่จุดที่ตนอยากจะเน้น คือตนอยากจะเน้นไปที่เรื่องเดียวคือรายการเงินนอกงบประมาณ ปัจจุบันเรามีเงินนอกงบประมาณสะสมคงค้างประมาณ 4 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายที่เรากำลังพิจารณา เรื่องนี้เราจะต้องบริหารจัดการกันใหม่จำเป็นต้องเป็นประตูระบายน้ำหน้าเขื่อนเพื่อให้น้ำหลังเขื่อนที่เรียกว่าเงินนอกงบประมาณไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงเพื่อเติมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจที่แห้งเพื่อในขณะนี้อย่างจริงจัง

นายวีระกล่าวอีกว่า ตนยังรับทราบข้อมูลที่น่าตกใจมากกว่านั้นแม้เราจะมีเงินนอกงบประมาณในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเงินหมุมเวียน แต่เงินที่หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของเงินนอกงบประมาณยินยอมนำมาสมทบกับเงินงบประมาณประจำปีโดยเฉพาะในปี 2570 สมทบมาเพียงแค่ 9.5 หมื่นล้านบาทจากยอดคงค้างที่มี 4 ล้านล้านบาทเท่ากับเงินสมทบนอกงบประมาณปี 2570 คิดเป็นแค่ร้อยละ 2.5 ของงบประมาณรายจ่าย

“กระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข กลาโหม และคมนาคม คือตัวอย่างของหน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากแต่ไม่ยอมนำเงินมาสมทบเพื่อจัดทำงบประมาณลดภาระทางด้านการคลังในสภาวะที่รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นค่อนข้างช้า ที่สำคัญยังไม่มีการกำกับดูแลและบริหารจัดการเพื่อนำเงินดังกล่าวมาสมทบกับเงินงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมทั้งทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

อยากให้ช่วยกันคิดว่า และหาวิธีการที่เหมาะสม ในการกำกับดูแลเรื่องเงินนอกงบประมาณว่าสามารถเอามาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องร่วมมือกันต่อไปในอนาคต” นายวีระกล่าว

Update: 2026-09-07
Tags: