งบปี 70 ปลุกหุ้นก่อสร้าง! จ่อประมูลงานเมกะโปรเจกต์ โบรกชู CK-STECON เด่น

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐมีแนวโน้มเข้าสู่วัฏจักรรอบใหม่ในปี 2570 หลังงบประมาณรายจ่ายประจำปีจัดสรรเม็ดเงินลงทุนในระดับสูง ขณะที่โครงการคมนาคมขนาดใหญ่หลายโครงการเริ่มมีความคืบหน้าเข้าสู่กระบวนการประมูล ซึ่งจะเป็นแรงหนุนโดยตรงต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโอกาสในการเติมมูลค่างานในมือ (Backlog) และเพิ่มการรับรู้รายได้ในระยะถัดไป
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์กลุ่มรับเหมาก่อสร้างว่า การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเร่งลงทุนภาครัฐรอบใหม่ โดยมีงบลงทุนสูงถึงประมาณ 7.89 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการลงทุนรวม 262 โครงการ ครอบคลุมถนน รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าเรือ และสนามบิน ส่วนงบท้องถิ่นเกือบ 3.95 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงในภูมิภาค
บล.เอเซีย พลัส มองว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงมากที่สุด จากการผ่านงบประมาณปี 2570 เนื่องจากจะเป็นตัวปลดล็อกการเปิดประมูลและเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบราง มอเตอร์เวย์ ทางด่วน และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งเติม Backlog สำคัญในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยประเมินว่า บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีความเชื่อมโยงกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากที่สุด
ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการปูนซีเมนต์ คอนกรีต และวัสดุก่อสร้างในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในระดับจำกัด ซึ่ง บล.เอเซีย พลัส มองว่า SCC, SCCC และ Tบล.พายPL เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของวัฏจักรก่อสร้าง ขณะที่ TASCO จะได้แรงหนุนจากงบซ่อมบำรุงถนนและโครงข่ายทางหลวง
ในเชิงกลยุทธ์ บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองเชิงบวกต่อธีมการลงทุนภาครัฐ โดยเห็นว่าการผ่านงบประมาณปี 2570 เป็น Catalyst สำคัญที่ยืนยันการกลับมาของวัฏจักรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า พร้อมเลือก CK และ STECON เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ส่วน SCC และ TASCO เป็นตัวแทนหลักของกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ
สำหรับ CK นั้น บล.เอเซีย พลัส แนะนำ “ซื้อ” ให้มูลค่าเหมาะสม 24 บาท ส่วน STECON แนะนำ “ซื้อ” ให้มูลค่าเหมาะสม 23 บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มีมุมมองสอดคล้องกันว่า เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกของงานประมูลภาครัฐรอบใหม่ โดยเฉพาะต่อ CK หลังช่วงก่อนหน้านี้ยังไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เปิดประมูล ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี 2569 CK มีการลงนามงานใหม่ในลักษณะงานเพิ่มเติมจากโครงการเดิมเพียงประมาณ 870 ล้านบาท ทำให้ Backlog ลดลงจากกว่า 168,000 ล้านบาท ในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 146,000 ล้านบาท ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569
อย่างไรก็ตาม บล.พาย ระบุว่า ทิศทางงานใหม่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 อนุมัติเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มูลค่า 36,892 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ มูลค่า 61,534 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มูลค่า 8,371 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประกวดราคาได้ในช่วงต้นปี 2570
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 6 โครงการ โดย บล.พาย มองว่าการเดินหน้า 3 เส้นทางข้างต้นถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าจะมีโครงการอื่นทยอยตามมา ขณะที่โครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่อื่น ทั้งรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 โครงการขยายสนามบิน รวมถึงโครงการทางด่วนและมอเตอร์เวย์ มีโอกาสทยอยออกมาในช่วงต้นปี 2570 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บล.พาย มองว่า การเปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เป็นโอกาสให้ CK เข้าร่วมประมูลทั้งหมด โดยคาดว่า 3 โครงการดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นประมาณ 5 สัญญา ทำให้ CK มีโอกาสได้รับงานบางส่วน ซึ่งหากได้รับงานใหม่ จะเป็น Upside ต่อประมาณการรายได้ปี 2570 ที่ บล.พาย ประเมินไว้ที่ 42,134 ล้านบาท เนื่องจากประมาณการดังกล่าวยังไม่ได้รวมงานใหม่ที่จะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ CK ยังมีโอกาสได้รับงานขนาดใหญ่อีก 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้แก่ งานวางระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และโครงการทางด่วน Double Deck มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท ซึ่งหากมีความคืบหน้าจะเป็นอีกปัจจัยช่วยเติม Backlog ให้บริษัทในระยะต่อไป
ด้านแนวโน้มผลประกอบการ บล.พาย คาดว่า กำไรของ CK ในไตรมาส 3/2569 จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2569 โดยได้แรงหนุนจากช่วงฤดูกาลสูงของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ขณะที่การเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ในเดือนตุลาคมมีโอกาสทำให้เห็นโครงการภาครัฐเปิดประมูลเพิ่มเติม
บล.พาย จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” CK ให้มูลค่าเหมาะสม 23.10 บาท อิง 1.3 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 2569 จากความคืบหน้าของงานใหม่ที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น และโอกาสรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่จะทยอยเข้าสู่กระบวนการประมูลในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้ยังเป็น ความเร็วในการเบิกจ่ายงบประมาณ การเปิดประมูลโครงการคมนาคม การลงนามสัญญางานใหม่ และความคืบหน้าโครงการ PPP ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดจังหวะการเติม Backlog การรับรู้รายได้ และการฟื้นตัวของผลประกอบการกลุ่มก่อสร้างในระยะต่อไป