“กรมธนารักษ์” ตั้งเป้ารายได้ปี 70 แตะ 1.43 หมื่นลบ. เร่งดัน 4 โครงการใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมธนารักษ์ได้ขับเคลื่อนการทำงานโดยมุ่งเน้นสานต่อนโยบายของรัฐบาล และกลยุทธ์ของรองนายกรัฐมนตรี (อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์) ที่วางรากฐานไว้ ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้าและบรรลุเป้าหมายสูงสุดก่อนสิ้นสุดกรอบระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
โดยแผนการดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 กรมธนารักษ์คาดการณ์ว่าจะสามารถเก็บรายได้ทั้งจากที่ราชพัสดุ และเหรียญกษาปณ์รวมไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 17.65% จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 11,900 ล้านบาท หลัง ณ เดือนมิถุนายน 2569 จัดเก็บรายได้รวมไปมากกว่า 11,600 ล้านบาทแล้ว พร้อมเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาโครงการค้างเก่า และเตรียมเปิดประมูลราชพัสดุแปลงสำคัญ
ขณะเดียวกัน กรมธนารักษ์ยังมีนโยบายเชิงรุกในการบริหารจัดการที่ดิน โดยหากพบแปลงที่ดินที่ปล่อยเช่าไปแล้ว หรือที่ดินของหน่วยงานราชการที่ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้าง จะพิจารณาดึงกลับคืนมา เพื่อเปิดประมูลใหม่ หรือให้ภาคเอกชนเข้ามาเช่าพัฒนาเป็นโครงการโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อไป และมีแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชพัสดุ รวมถึงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคิดค่าเช่าพื้นที่ในที่ราชพัสดุ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล ปัจจุบันมีผลบังคับใช้แล้ว
สำหรับงบประมาณปี 2570 ได้ประมาณการจัดเก็บรายได้รวม 14,300 ล้านบาท ตามเอกสารงบประมาณ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณ 6,443.36 ล้านบาท เป็นไปตามการเร่งแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุ เช่น โครงการท่อส่งน้ำวงษ์สยาม โครงการของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP โครงการสถานีขนส่งหมอชิต และโครงการโรงแรมชายทะเลที่อำเภอหัวหิน รวมถึงการเร่งรัดบริหารสัญญาเช่าที่ราชพัสดุที่อยู่ระหว่างดำเนินการของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่
ขณะเดียวกัน เตรียมจัดประมูลให้เช่า หรือขายที่ราชพัสดุที่มีศักยภาพ และการขายทรัพย์ที่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษา เช่น จาก ปปง. รวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเช่า และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นในการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงอัตราผลประโยชน์ตอบแทนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุที่มีมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เป็นลำดับแรกเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า
สำหรับความเคลื่อนไหวของโครงการขนาดใหญ่ ได้แก่
1. หมอชิตคอมเพล็กซ์ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันเจรจาได้ข้อยุติเดินหน้าต่อกับผู้รับเหมารายเดิม และหากสำเร็จจะได้เงินคืนรวม 1,250 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าแรกเข้า 400 ล้านบาท และค่าชดเชยฐานรากที่เคยสำรองจ่าย ซึ่งรูปแบบโครงการแบ่งเป็นพื้นที่ใช้สอย 700,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) และพื้นที่ 112,000 ตร.ม. ให้แก่บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ตามข้อตกลงเดิม
2. โครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุ (ซีเนียร์คอมเพล็กซ์ รามาธิบดี) ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อ และปรับขนาดจำนวนเตียงลง พร้อมปรับเกณฑ์อายุผู้จองจาก 55 เหลือ 50 ปี และปรับราคาขึ้นให้เป็นต้นทุนปัจจุบัน ซึ่งยังคงให้สิทธิ์ผู้ที่เคยจองไว้เดิมตัดสินใจก่อน
3. โครงการโรงแรมชายทะเลที่อำเภอหัวหิน ปัจจุบันขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว และกำลังรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดการณ์สร้างรายได้ 70-80 ล้านบาท
4. โครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (วงษ์สยาม) ปัจจุบันข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบพื้นที่จบลงแล้ว และยังมีปัญหาเอกชนไม่สามารถทำยอดขายน้ำได้ถึง 500 ล้านบาท ตามที่ผลการศึกษาเดิมระบุไว้ ดังนั้น ต้องเตรียมเจรจาทบทวนสัดส่วนการแบ่งรายได้ใหม่ เบื้องต้นคาดการณ์สร้างรายได้ 800 ล้านบาท