classicliterature.it.com

7 THINGS WE LOVE ABOUT LVMH PRIZE WINNERS ผู้ชนะที่แจ้งเกิดจากเวทีประกวดสุดยิ่งใหญ่

หากมีเวทีใดที่สามารถเปลี่ยนชื่อของดีไซเนอร์หน้าใหม่ให้กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่วงการแฟชั่นทั่วโลกต้องจับตามองได้ในเวลาไม่นาน LVMH Prize for Young Fashion Designers ย่อมเป็นหนึ่งในนั้น รางวัลที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดยกลุ่ม LVMH ที่ไม่ได้แค่มองหาดีไซเนอร์จากความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมแฟชั่น จนตลอดเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา เวทีนี้ได้กลายเป็นเหมือนเครื่องรับรองกลายๆ ว่านี่คือรายชื่อของนักออกแบบที่มีโอกาสกำหนดทิศทางของแฟชั่นในอนาคต

  • MARINE SERRE
  • GRACE WALES BONNER
  • S.S. DALEY
  • HODAKOVA
  • SOSHIOTSUKI
  • NENSI DOJAKA
  • JULIE KEGELS

ความสำคัญของ LVMH Prize ยังอยู่ตรงที่ชัยชนะไม่ได้จบลงเพียงถ้วยรางวัล เพราะปัจจุบันผู้ชนะรางวัลใหญ่จะได้รับเงินสนับสนุน 400,000 ยูโร พร้อมโปรแกรม Mentorship เป็นเวลาหนึ่งปีจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ LVMH ตั้งแต่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การสื่อสาร กฎหมายและลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการตลาด การผลิต และการบริหารการเงินของแบรนด์ ขณะที่ Karl Lagerfeld Prize และ Savoir-Faire Prize มาพร้อมเงินสนับสนุน 200,000 ยูโร และ Mentorship เช่นกัน ที่สำคัญ หลายชื่อที่เคยผ่านเวทีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่สถานะ “ดีไซเนอร์ดาวรุ่ง” แต่สามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก และบางคนกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทสำคัญของแฟชั่นเฮาส์ระดับตำนานเสียด้วย

THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปทำความรู้จัก 7 ดีไซเนอร์ที่ชนะและแจ้งเกิดจากเวทีนี้กัน
 

MARINE SERRE

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 1

หากพูดถึงผู้ชนะ LVMH Prize ที่สามารถเปลี่ยนลายเซ็นของตัวเองให้กลายเป็นภาพจำระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว ชื่อของ Marine Serre คงขาดไปไม่ได้ เธอคว้ารางวัลใหญ่ในปี 2017 เพียงหนึ่งปีหลังจบการศึกษาจาก La Cambre Mode(s) ในบรัสเซลส์ด้วยคอลเล็กชัน Radical Call for Love และหลังผ่านประสบการณ์ทำงานกับทั้ง Maison Martin Margiela และ Christian Dior สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการเติบโตของแบรนด์ Marine Serre และสัญลักษณ์พระจันทร์คว่ำ ที่ค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งใน motifs ซึ่งจดจำได้ง่ายที่สุดของแฟชั่นร่วมสมัย

แต่สิ่งที่ทำให้ Marine Serre มีความสำคัญมากกว่าความสำเร็จของโลโก้ คือการผลักดันแนวคิด Upcycling เข้ามาเป็นระบบหลักของแบรนด์ ตั้งแต่การนำเสื้อผ้าที่หมดอายุการใช้งาน Deadstock ไปจนถึงวัสดุรีไซเคิลกลับมาแปรรูปเป็นเสื้อผ้าใหม่ โดยใน Fall/Winter 2025 แบรนด์ระบุว่าครึ่งหนึ่งของคอลเล็กชันประกอบขึ้นจากผลิตภัณฑ์ Upcycled ขณะที่อีกครึ่งใช้วัสดุ Certified และ Recycled Fibers จากผู้ชนะ LVMH Prize เมื่อปี 2017 สู่แบรนด์ระดับโลกที่สามารถทำให้ Sustainability กลายเป็นทั้งวิธีผลิต ภาษาการออกแบบ และภาพจำทางวัฒนธรรม Marine Serre จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดว่าเวทีนี้สามารถส่งต่อไปสู่ความสำเร็จระยะยาวได้อย่างไร

GRACE WALES BONNER

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 2

ย้อนกลับไปในปี 2016 ดีไซเนอร์ชื่อ Grace Wales Bonner คว้ารางวัล LVMH Prize เพียงสองปีหลังสำเร็จการศึกษาจาก Central Saint Martins และเริ่มต้นแบรนด์ของตัวเอง ผลงานของเธอในเวลานั้นโดดเด่นจากการสำรวจเรื่องอัตลักษณ์ของคนดำ ความมาสคิวลีน และวัฒนธรรมผ่านมุมมองที่ผสมผสานมรดกแบบยุโรปเข้ากับแอฟริกัน และ Afro-diasporic โดยมีทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ดนตรี และทฤษฎีทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ นั่นทำให้ Grace ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชาย แต่เป็นนักเล่าเรื่องผ่านแฟชั่นที่มีแนวคิดที่ลึกซึ้งชัดเจนมาตั้งแต่ต้น

 
ตลอดทศวรรษต่อมา Grace ค่อยๆ สร้างโลกของตัวเองผ่านงานเทเลอร์ งานคราฟต์ และการตีความความสง่างามของ Black culture จนชื่อของเธอก้าวพ้นคำว่านักออกแบบรุ่นใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง และในปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเมื่อแบรนด์ Hermès ได้ประกาศให้เธอขึ้นรับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ ต่อจาก Véronique Nichanian โดยคอลเล็กชันแรกของเธอมีกำหนดเปิดตัวในเดือนมกราคม 2027 เส้นทางจากผู้ชนะ LVMH Prize สู่การได้รับความไว้วางใจจากหนึ่งในแฟชั่นเฮาส์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด จึงน่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพัฒนาการหลังเวทีนี้

S.S. DALEY

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 3

Steven Stokey Daley กลายเป็นอีกหนึ่งชื่อที่น่าจับตามองของวงการ Menswear อังกฤษ หลังแบรนด์ S. S. Daley คว้า LVMH Prize ในปี 2022 จุดเริ่มต้นของเขามาจากเมืองลิเวอร์พูล ก่อนจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากทีม Menswear ของทั้ง Alexander McQueen และ Tom Ford และนำความสนใจต่อวัฒนธรรมชนชั้นสูงของอังกฤษกลับมาตีความใหม่ผ่านสายตาของคนที่เติบโตมาจาก working-class ความแตกต่างของสองโลกนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของแบรนด์

โลกของ S. S. Daley เต็มไปด้วยภาพของโรงเรียนประจำ การแข่งเรือ สวนอังกฤษ และ Dress Codes แบบหนุ่มบริติช แต่ถูกนำมารื้อสร้างใหม่ผ่านมุมมองเรื่องชนชั้น ความมาสคิวลีน และอัตลักษณ์แบบเควียร์ จนเสื้อผ้าที่ดู Nostalgic กลับมีน้ำเสียงร่วมสมัยอย่างชัดเจน อีกด้านหนึ่ง Steven ยังให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างรับผิดชอบ โดยนำเอาผ้าที่ได้จากการบริจาคมาใช้สร้างทั้งคอลเล็กชันและชิ้นงาน one-of-a-kind ความสามารถในการนำ heritage ที่คุ้นเคยมาตั้งคำถามและสร้างเรื่องเล่าใหม่ จึงทำให้ S. S Daley เป็นมากกว่าแบรนด์ที่นำความเป็นอังกฤษกลับมาโรแมนติไซส์อีกครั้ง

HODAKOVA

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 4

ชื่อของ Ellen Hodakova Larsson กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นหลังแบรนด์ Hodakova คว้ารางวัลใหญ่ LVMH Prize 2024 พร้อมเงินสนับสนุน 400,000 ยูโร และ Mentorship จาก LVMH เป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากเธอก่อตั้งแบรนด์ของตัวเองที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนในปี 2021 สิ่งที่ทำให้ Hodakova แตกต่างคือแนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่ไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเพียงส่วนเสริม แต่กลายเป็นหัวใจของกระบวนการออกแบบทั้งหมด เธอนำเสื้อผ้าและวัตถุที่มีอยู่แล้วกลับมาสร้างเป็นชิ้นงานใหม่ ตั้งแต่เข็มขัด เสื้อเชิ้ต ไปจนถึงวัสดุเหลือใช้ พร้อมยกระดับแนวคิด upcycling ให้สามารถอยู่ในบริบทของแฟชั่นลักชัวรีได้อย่างเต็มตัว

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ความสามารถในการเปลี่ยนของเก่าให้กลายเป็นของใหม่ แต่คือการสร้างเอกลักษณ์การออกแบบที่คนสามารถจดจำได้ทันที ทั้งโครงสร้างที่ทดลองกับรูปทรง เทคนิคการประกอบวัสดุ และงานฝีมือที่ทำให้ข้อจำกัดของวัสดุกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ การชนะ LVMH Prize จึงเหมือนเป็นการยืนยันว่าแนวคิด sustainability สามารถเดินคู่ไปกับความหรูหรา ความทดลอง และ ความเป็นที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนด้านใดด้านหนึ่งลง

SOSHIOTSUKI

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 5

สำหรับ Soshi Otsuki เส้นทางสู่ชัยชนะไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้ก่อตั้ง Soshiotsuki ในปี 2015 เคยผ่านเข้ารอบ Semi-Final ของ LVMH Prize ตั้งแต่ปี 2016 ก่อนจะกลับมาอีกครั้งและคว้ารางวัลใหญ่ LVMH Prize 2025 ในอีกเก้าปีต่อมา เส้นทางดังกล่าวสะท้อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Otsuki ซึ่งค่อยๆ สร้างวิสัยทัศน์ของ menswear ที่มีตัวตนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการในที่สุด

หัวใจสำคัญของ Soshiotsuki อยู่ที่การนำความสนใจในศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นมาผสมผสานกับงานเทเลอร์ และเสื้อผ้าผู้ชายร่วมสมัย แทนที่จะหยิบเอามรดกเก่าแก่มาใช้แบบตรงไปตรงมา Otsuki เลือกตีความมันผ่านสัดส่วน โครงสร้าง รายละเอียด และ Craftsmanship ที่ละเอียดอ่อน LVMH เองยกให้ความโดดเด่นของเขาอยู่ที่งานเทเลอร์อันยอดเยี่ยม บวกกับการใช้วัสดุได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งชัยชนะในปี 2025 จึงเป็นบทสรุปของการสร้างแบรนด์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และแสดงให้เห็นว่าความเฉพาะตัวทางวัฒนธรรมสามารถถูกแปลออกมาเป็นภาษาของแฟชั่นร่วมสมัยได้โดยไม่สูญเสียรากเดิม

NENSI DOJAKA

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 6

ก่อนที่เดรสผ้าเชียร์ บรา และเส้นสายบางเฉียบจะกลายเป็นหนึ่งในภาพคุ้นตาของแฟชั่นช่วงต้นทศวรรษ 2020s ชื่อของ Nensi Dojaka คือหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ช่วยผลักดันภาพลักษณ์ดังกล่าวขึ้นมาอย่างจริงจัง ดีไซเนอร์ชาวแอลเบเนียสำเร็จการศึกษาระดับ MA Womenswear จาก Central Saint Martins ในปี 2019 ก่อนผ่านทั้ง Fashion East และโปรแกรม mentorship ของ Alessandro Dell’Acqua x Tomorrow และในปี 2021 เธอก็คว้ารางวัลใหญ่ LVMH Prize มาครอง

ลายเซ็นของ Nensi อยู่ที่การสำรวจร่างกายผู้หญิงผ่านโครงสร้างที่ดูทั้งเปราะบางและแข็งแรงในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสายเส้นเล็ก การตัดต่อผ้าซีทรู คัตเอาต์ หรือ โครงสร้างแบบชุดชั้นในที่ถูกนำออกมาอยู่ภายนอกเสื้อผ้าแทนการซ่อนเอาไว้ ความสำเร็จของเธอจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างซิลลูเอตที่สามารถจดจำได้ แต่ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้กับภาพของความเฟมินีนที่ไม่จำเป็นต้องเลือระหว่างความเซ็กซี่กับความเข้มแข็ง และทำให้ภาษาการออกแบบแบบ Barely-there dressing กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของแฟชั่นร่วมสมัย

JULIE KEGELS

ภาพประกอบดีไซเนอร์ผู้ชนะรางวัล LVMH Prize 7

 ชื่อใหม่ล่าสุดในลิสต์นี้คือ Julie Kegels ดีไซเนอร์ชาวเบลเยียมวัย 27 ปี ผู้เพิ่งคว้ารางวัล LVMH Prize 2026 เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมเงินสนับสนุน 400,000 ยูโร และ Mentorship จาก LVMH เป็นเวลาหนึ่งปี ความสำเร็จยิ่งน่าสนใจเมื่อแบรนด์ของเธอเพิ่งก่อตั้งขึ้นใน Antwerp เมื่อปี 2024 หลังสำเร็จการศึกษาจาก Royal Academy of Fine Arts Antwerp หมายความว่าในเวลาเพียงประมาณสองปี Julie ก็สามารถพาตัวเองจากดีไซเนอร์หน้าใหม่มาสู่หนึ่งในรางวัลสำคัญที่สุดของวงการแฟชั่นได้แล้ว

Julie สร้าง Womenswear บนความคิดที่ว่าผู้หญิงหนึ่งคนสามารถมีตัวตนได้หลากหลาย และเสื้อผ้าไม่ควรเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเธอต้องเป็นใคร ภาษาของแบรนด์จึงเคลื่อนไประหว่างความเฟมินีน กับความแปลกประหลาด ความหรูหรา กับอารมณ์ขัน และ แฟนตาซี กับชีวิตประจำวัน ผ่านเทคนิคการตัดเย็บที่หยิบยืมงานฝีมือของเทคนิคเชิงช่างปั้น และการใช้วัสดุแบบยั่งยืน คณะกรรมการ LVMH อธิบายผลงานของเธอว่าเป็นเสื้อผ้าร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเปิดพื้นที่ให้ผู้สวมใส่แสดงตัวตนในแบบของตัวเอง ทำให้ชัยชนะครั้งล่าสุดนี้น่าจับตามองเป็นพิเศษว่า Julie จะใช้โอกาสและทรัพยากรจากรางวัลพาแบรนด์อายุน้อยของเธอไปได้ไกลแค่ไหน

Update: 2026-09-13
Tags: