สามปีหลัง 7 ตุลาคม: เมื่อกติกาโลกคุ้มครองชาวปาเลสไตน์ไม่ได้
เหตุการณ์ความขัดแย้งในปาเลสไตน์-อิสราเอลไม่ได้เริ่มและไม่ได้จบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
“เมื่อวานดีกว่าวันนี้ และวันนี้ก็ดีกว่าพรุ่งนี้” คือคำที่ Muhammad Ghawanmeh ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ใช้เพื่อสรุปชีวิตสามปีที่ผ่านมา หลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลขับออกจากหมู่บ้าน จนต้องไปอยู่บนสันเขาหินอัล-เอาซัจที่แทบไม่มีน้ำและไฟฟ้า (Al Jazeera Staff, 2026)
สามปีก่อน ฮามาสบุกอิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งทำให้กลายเป็นข้ออ้างของการเริ่มต้นคลื่นของสงครามระลอกใหม่ที่ตามมาลุกลามจากกาซาไปสู่การสู้รบเจ็ดแนวรบ รวมถึงกับฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนและอิหร่าน (Mekelberg, 2026) วันนี้กาซามีข้อตกลงหยุดยิง และอิสราเอลกำลังจะเลือกตั้งในวันที่ 27 ตุลาคม แต่คำถามที่ใหญ่กว่าความเป็นไปของสงครามคือ สามปีนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับระบบระหว่างประเทศ
บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมองว่า วิกฤตในปาเลสไตน์ทำให้เราเห็นช่องว่างสามด้านของระเบียบโลกปัจจุบัน คือช่องว่างระหว่างบรรทัดฐานกับอำนาจ ระหว่างความชอบธรรมกับการบังคับใช้ และระหว่างสิ่งที่ประกาศว่า “ชั่วคราว” กับสิ่งที่กำลังกลายเป็นถาวร
กาซากับเวสต์แบงก์ต่างกันอย่างไร?
ดินแดนปาเลสไตน์แบ่งเป็นสองส่วนที่ไม่ติดกัน ฉนวนกาซามีประชากรราวสองล้านคน อยู่ใต้การปกครองของฮามาสตั้งแต่ปี 2007 โดยอิสราเอลคุมด่านและการเข้าออกทั้งหมด ส่วนเวสต์แบงก์ รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก อยู่ใต้การยึดครองของอิสราเอลตั้งแต่ปี 1967 (Humaid, 2026; Feffer, 2026) ข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) ในทศวรรษ 1990 แบ่งเวสต์แบงก์เป็นเขตเอ บี และซีเป็นการชั่วคราว ก่อนจะโอนให้ฝ่ายปาเลสไตน์ในที่สุด (Feffer, 2026) หลายสิบปีผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือมีชาวอิสราเอลราว 700,000 คนที่อยู่ในนิคมนี้ (Feffer, 2026) และยังมีจุดตั้งถิ่นฐานที่ผิดแม้แต่กฎหมายอิสราเอลอีกหลายแห่ง (Paz, 2026) จุดตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่เริ่มจากฟาร์มบนเนินเขา ขับชาวปาเลสไตน์รอบข้างออก แล้วรอให้รัฐรับรองภายหลัง (Al Jazeera Staff, 2026)

ภาพจาก: United Nations
หยุดยิงแล้ว ทำไมคนในกาซายังเสียชีวิต?
ข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคม 2025 ตามแผนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump กำหนดให้ฮามาสปลดอาวุธและออกจากการปกครองกาซา (Mekelberg, 2026) แต่หลังข้อตกลงมีผล ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอีก 1,462 คน ยอดสะสมทะลุ 74,245 คน (Humaid, 2026) การหยุดยิงจึงเป็นเพียงการลดระดับความรุนแรง ไม่ใช่การยุติสงคราม
ชีวิตในกาซาวันนี้คือการเอาตัวรอดรายวัน สองในสามของครัวเรือนอยู่ในเต็นท์ เก้าในสิบขาดแคลนน้ำ ไม่มีระบบไฟฟ้าที่ใช้การได้ คนตกงานร้อยละ 78 โรงเรียนเกือบทั้งหมดเสียหาย เด็กราว 700,000 คนไม่ได้เข้าห้องเรียนมาเกือบสามปี และโรงพยาบาลเปิดได้เพียง 19 จาก 36 แห่ง (Humaid, 2026)
ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือพื้นที่ Yellow Line ซึ่งเดิมเป็นเส้นแบ่งชั่วคราวตามข้อตกลง ถูกขยับลึกเข้าไปในเขตชุมชนเรื่อยๆ จนอิสราเอลควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงราวร้อยละ 70 ของกาซา คนกว่าสองล้านคนต้องอัดอยู่ในพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งในสาม (Humaid, 2026) John Feffer (2026) จาก Foreign Policy In Focus มองว่าเส้นนี้กำลังแข็งตัวเป็นพรมแดนกึ่งถาวร ขณะที่หน่วยงานบริหารชุดใหม่ยังเข้าทำงานไม่ได้ และการโจมตีตำรวจทำให้เกิดสุญญากาศด้านความปลอดภัย (Humaid, 2026)
กาซาหลังหยุดยิงจึงไม่ใช่ “ยุคหลังสงคราม” แต่เป็นการปกครองผ่านความขาดแคลน ผู้ที่คุมพื้นที่ ด่าน และสิ่งของ กำหนดชีวิตคนทั้งดินแดนได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ปกครอง
ทำไมเวสต์แบงก์จึงเป็นสงครามที่เงียบกว่า แต่ไม่เบากว่า?
หากกาซาถูกทำลายด้วยระเบิด เวสต์แบงก์กำลังถูกกลืนอย่างเงียบๆ นับจาก 7 ตุลาคม 2023 ผู้ตั้งถิ่นฐานก่อเหตุโจมตีเกือบ 15,000 ครั้ง ปีนี้เฉลี่ยเกือบวันละ 7 ครั้ง ชุมชนปาเลสไตน์อย่างน้อย 130 แห่งถูกขับออกทั้งหมดหรือบางส่วน และฟาร์มของผู้ตั้งถิ่นฐานยึดพื้นที่ไปราวร้อยละ 18 ของเวสต์แบงก์ (Al Jazeera Staff, 2026)
ความรุนแรงนี้ไม่ได้เกิดนอกรัฐ แต่เป็นนโยบายรัฐที่ประกาศอย่างเปิดเผย เมื่อ 23 กันยายน 2026 Bezalel Smotrich รัฐมนตรีคลังผู้คุมงานด้านนิคม ร่วมเปิดนิคม Metzoke Eretz ซึ่งเดิมเป็นจุดตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายและชื่นชมแนวทางการเริ่มต้นจากการตั้งฟาร์ม ยึดที่ดิน แล้วเปลี่ยนเป็นชุมชน นิคมนี้เป็นหนึ่งในจุดตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมาย 19 แห่งที่รัฐรับรองหลังชาวปาเลสไตน์ถูกขับออก B’Tselem ชี้ว่าทั้งหมดตรงกับ Decisive Plan ของ Smotrich ที่มองว่าชาวปาเลสไตน์มีทางเลือกเพียงยอมอยู่ใต้อำนาจ อพยพออกไป หรือถูกปราบปราม (Al Jazeera Staff, 2026)
โครงการ E1 ทางตะวันออกของเยรูซาเลมคือหมุดหมายสำคัญ โครงการนี้จะผ่าเวสต์แบงก์ออกเป็นสองส่วน และถูกสหรัฐฯ กดดันให้ระงับมาหลายสิบปี จนเดินหน้าได้เมื่อรัฐบาล Trump เลิกคัดค้าน โดยรัฐมนตรีคลังอิสราเอล Smotrich ระบุด้วยตัวเองว่า E1 จะ “ฝังแนวคิดรัฐปาเลสไตน์” ไม่ให้เกิดขึ้นได้ (Feffer, 2026) รัฐบาลยังกำหนดปิดรับซองประมูลวันที่ 19 ตุลาคม หนึ่งสัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง เพื่อให้เซ็นสัญญาได้ก่อนรัฐบาลใหม่เข้ามา (Paz, 2026)
ตามกฎหมายว่าด้วยการยึดครอง ผู้ยึดครองมีหน้าที่คุ้มครองประชากรในพื้นที่ และหน้าที่นี้โอนให้ใครไม่ได้ (Paz, 2026) แต่ในความเป็นจริง กองทัพไม่คุ้มครอง องค์การบริหารปาเลสไตน์ถูกกักรายได้ภาษีราวร้อยละ 60 จนโรงเรียนต้องปิด (Al Jazeera Staff, 2026) และแรงกดดันของนานาชาติก็ยังไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้จริง
ทำไมการเลือกตั้งอิสราเอลอาจไม่เปลี่ยนอะไร?
ไม่ว่าข้อเสนอสันติภาพหรืออนาคตของปาเลสไตน์จะมาจากวอชิงตันหรือสหประชาชาติ เราต้องยอมรับว่าหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเจตจำนงทางการเมืองของอิสราเอลต่ออนาคตทางการเมืองของปาเลสไตน์ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรสุดท้ายต้องผ่านด่านการเมืองภายในของอิสราเอล คำถามจึงอยู่ที่ว่าในอิสราเอลวันนี้ ยังมีพื้นที่ให้ทางออกที่ชาวปาเลสไตน์ได้ปกครองตนเองหรือไม่
ในประเด็นนี้ เหตุการณ์หนึ่งเมื่อ 19 กรกฎาคม 2026 ที่ผู้คนหลายพันคนเดินขบวนไปพรมแดนกาซาเพื่อเรียกร้องให้ตั้งนิคมของชาวยิวในกาซาอีกครั้ง คงเป็นคำตอบได้ว่าเจตจำนงในการแสวงหาทางออกด้วยสันติภาพสำหรับอิสราเอลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยาก ผู้จัดอ้างว่ามีรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาลร่วมเดิน 28 คน Itamar Ben-Gvir ผู้นำพรรคขวาจัด Otzma Yehudit โพสต์ว่า สามปีก่อนคงไม่มีใครเชื่อว่าอิสราเอลจะคุมกาซาได้ถึงร้อยละ 70 และวันนี้ “จะมีการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวทั่วทั้งกาซา” ตัวเลขเดียวกับที่องค์กรสิทธิมนุษยชนใช้เพื่อระบุความน่ากังวลของสถานการณ์ กลับกลายเป็นตัวเลขที่ฝ่ายขวาจัดใช้ประกาศชัยชนะ (Paz, 2026)
สนามเลือกตั้งรัฐสภา Knesset ปีนี้ก็น่าสนใจเมื่อ พรรค Likud ที่นำโดย Netanyahu เสียความนิยมต่อเนื่องจนพรรค Yashar นำโดย Gadi Eisenkot แซงขึ้นนำในโพลตั้งแต่กรกฎาคม ส่วนพรรคของ Ben-Gvir ได้ราว 8 ที่นั่ง และอาจเป็นตัวแปรสำคัญหาก Netanyahu ต้องการอยู่ต่อ (Jaffa, 2026)
แต่ไม่ว่าใครชนะ จุดยืนต่อปาเลสไตน์ดูเหมือนแทบไม่ต่างกัน ไม่มีนักการเมืองหลักคนใดสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์ต่อสาธารณะ เมื่อ Netanyahu โจมตีว่า Eisenkot จะสนับสนุนให้เกิดรัฐปาเลสไตน์ Eisenkot ก็ยืนยันทันทีว่าไม่มีทาง ฝ่ายค้านวิจารณ์ความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานเพราะกระทบความมั่นคงภายในแต่ไม่ใช่เพราะละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ หรืออาจกล่าวได้ว่าฝ่ายค้านคัดค้านวิธีการแต่ไม่ได้ค้านเป้าหมาย (Paz, 2026)
Yoav Litvin นักเขียน ช่างภาพ และนักประสาทวิทยาชาวอิสราเอล กล่าวเสริมผ่านสำนักข่าว al Jazeera ว่า การถกเถียงว่า Netanyahu รู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม กลายเป็นการหาแพะรับบาปที่ช่วยให้สังคมเลี่ยงการทบทวนสิ่งที่ทำกับชาวปาเลสไตน์ รวมถึงหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต่อ Netanyahu (Litvin, 2026)
เมื่อผู้มีอำนาจยับยั้งในประเทศเห็นตรงกันในเป้าหมาย การเปลี่ยนตัวผู้นำจึงดูเหมือนว่าจะไม่อาจเปลี่ยนนโยบายต่อสถานะทางการเมืองของปาเลสไตน์
ทำไมโลกเห็นใจ แต่หยุดอะไรไม่ได้?
ปาเลสไตน์ไม่เคยได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากเท่านี้ ถึงสิ้นปี 2025 มีอย่างน้อย 157 ประเทศรับรองรัฐปาเลสไตน์ และเหลือเพียงเสียงของสหรัฐฯ ในคณะมนตรีความมั่นคงที่ขวางการเป็นสมาชิกสหประชาชาติเต็มตัว (Mekelberg, 2026) ผลสำรวจของ Pew Research Center ใน 36 ประเทศพบว่าผู้มองอิสราเอลในแง่ลบสูงถึงร้อยละ 67 แม้แต่ในสหรัฐฯ ก็เพิ่มเป็นร้อยละ 60 และสูงถึงร้อยละ 74 ในคนอายุ 18 ถึง 34 ปี ส่วนในไทยอยู่ที่ร้อยละ 59 (Silver & Clancy, 2026)
แต่ในทางกลับกันดินแดนที่จะเป็นรัฐปาเลสไตน์กลับหดลงทุกวัน รัฐอาหรับหันไปเน้นเงินฟื้นฟูและการต่อรองกับสหรัฐฯ มากกว่าข้อเรียกร้องเรื่องรัฐอย่างจริงจัง (Feffer, 2026) และสงครามกับอิหร่านก็เสี่ยงผลักประเด็นปาเลสไตน์ออกจากวาระอีกครั้ง ขณะเดียวกันตุรกีที่ดูเหมือนจะมีท่าทีไม่เป็นมิตรกับอิสราเอลที่สุดก็ยังไม่สามารถมีแนวทางการสนับสนุนที่ชัดเจนนอกจากในมิติการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสนับสนุนกระบวนการพูดคุย คำอธิบายสำคัญตรงนี้คือการคุ้มครองโดยมหาอำนาจ กล่าวอีกแบบคือหากไม่มีสหรัฐฯ อิสราเอลคงถูกโดดเดี่ยวเกือบทั้งหมดแล้ว (Mekelberg, 2026) ตราบใดที่ผู้ละเมิดมีรัฐที่ถือสิทธิยับยั้งคุ้มกัน มติมหาชนและการรับรองทางการทูตก็ทำได้แค่เพิ่มต้นทุนด้านชื่อเสียง แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม
สามปีนี้ทำให้มองเห็นอะไร?
ประการแรก ระเบียบที่อิงกติกาถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหมายจับของ ICC ยังอยู่ แต่จะบังคับใช้หรือไม่ขึ้นกับว่าผู้ละเมิดเป็นพันธมิตรของใคร ความลักลั่นนี้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศตะวันตกทุกครั้งที่เรียกร้องให้ผู้อื่นเคารพกติกา
ประการที่สอง ระบบคุ้มครองพลเรือนพังเมื่อผู้มีหน้าที่คุ้มครองกลายเป็นผู้ละเมิด องค์กรมนุษยธรรมทำได้เพียงบันทึกความสูญเสียและประคองชีวิต แต่แก้ต้นเหตุไม่ได้
ประการที่สาม “ความชั่วคราว” กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ได้ผลที่สุด Oren Yiftachel (2009) นักภูมิศาสตร์การเมืองชาวอิสราเอล เรียกสิ่งนี้ว่า “ความชั่วคราวถาวร” (permanent temporariness) คือการปล่อยให้กลุ่มคนที่รัฐไม่ต้องการแต่ขับออกไม่ได้ อยู่ใน “พื้นที่สีเทา” (gray space) ใต้เงาของการถูกขับไล่ตลอดเวลา ตั้งแต่เขตตามข้อตกลงออสโล จุดตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายที่รับรองย้อนหลัง จนถึงแนว Yellow Line ความชั่วคราวช่วยลดแรงต้านจากนานาชาติ ขณะที่ข้อเท็จจริงที่เกิดการยึดครองยังคงเดินหน้าต่อไปจนแทบจะเป็นเรื่องถาวร ในทางกฎหมาย Ben-Naftali, Gross และ Michaeli (2005) ชี้ว่าความชั่วคราวเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายว่าด้วยการยึดครอง การยึดครองที่ละเมิดหลักนี้จึงผิดกฎหมาย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยืนยันแนวคิดนี้เมื่อ 19 กรกฎาคม 2024 ด้วยเสียง 11 ต่อ 4 ว่าการคงอยู่ของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองผิดกฎหมายและต้องยุติโดยเร็ว แต่สองปีต่อมา นิคมกลับเดินหน้าเร็วขึ้น
ประการที่สี่ ความมั่นคงที่ไม่มีการมองถึงเป้าหมายทางการเมืองไม่ใช่ความมั่นคงจริง อิสราเอลชนะในสนามรบแทบทุกแนว แต่ Mekelberg (2026) ประเมินว่าสถานะเชิงยุทธศาสตร์แย่ลง และภัยระยะยาวที่แท้จริงคือการขัดขวางทางออกที่เป็นธรรมกับชาวปาเลสไตน์
แล้วหลังจากนี้?
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดแม้ว่าจะไม่ควรเป็นคือการตรึงสภาพปัจจุบันให้ถาวร Yellow Line กลายเป็นพรมแดนโดยพฤตินัย แผนฟื้นฟูกาซาติดอยู่กับเงื่อนไขปลดอาวุธฮามาสที่ไม่มีใครยอมถอย (Feffer, 2026) และการผนวกเวสต์แบงก์เดินหน้าต่อไม่ว่าใครชนะเลือกตั้ง (Paz, 2026) ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ เราก็คงจะคาดการณ์ได้ว่าปัญหานี้ก็จะยังคงกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อต่อไป
คำถามคือจะไม่มีทางออกหรือ จริงๆ แล้วทางออกก็ดูเหมือนกับว่าจะมีผู้คนเสนอมาแล้วหลายรูปแบบ Mekelberg (2026) เสนอให้อิสราเอลถอนจากกาซาผ่านข้อตกลง ให้องค์กรปาเลสไตน์เดียวดูแลทั้งกาซาและเวสต์แบงก์ แล้วเดินสู่ทางออกสองรัฐ ซึ่งอาจอยู่ในรูปสมาพันธรัฐ ข้อเสนอแบบนี้เป็นข้อเสนอที่หลายๆ ฝ่ายมอง แต่สิ่งที่ขาดคือแรงกดดันที่ทำให้การยึดครองมีต้นทุนสูงกว่าการยุติ และอย่างที่ Feffer (2026) มองเอาไว้ว่าทางออกนั้นต้องมีชาวปาเลสไตน์เป็นผู้กำหนด ไม่ใช่มหาอำนาจหรือรัฐในภูมิภาคมาเป็นผู้กำหนดและตัดสินเท่านั้น
ปาเลสไตน์จึงไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันตก/ตะวันออกกลาง แต่เป็นบททดสอบว่าระบบระหว่างประเทศยังมีความหมายต่อผู้ไร้อำนาจหรือไม่ หากคำพูดของ Ghawanmeh ที่ว่าเมื่อวานดีกว่าวันนี้ และวันนี้ดีกว่าพรุ่งนี้ ยังเป็นความจริงของชาวปาเลสไตน์ หรือนี่อาจจะสะท้อนว่าระบบและกติการะหว่างประเทศวันนี้ไม่อาจรับรองความปลอดภัยและการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่ไร้อำนาจได้อีกต่อไป
เอกสารอ้างอิง
Al Jazeera Staff. (2026, October 7). Three years of Israel’s mass dispossession of West Bank Palestinians. Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/features/2026/10/7/three-years-of-israels-mass-dispossession-of-west-bank-palestinians
Ben-Naftali, O., Gross, A. M., & Michaeli, K. (2005). Illegal occupation: Framing the Occupied Palestinian Territory. Berkeley Journal of International Law, 23(3), 551–614.
Feffer, J. (2026, February 11). The disappearance of Palestine? Foreign Policy In Focus. https://fpif.org/the-disappearance-of-palestine/
Humaid, M. (2026, October 7). How three years of Israel’s genocidal war have changed Gaza. Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/news/2026/10/7/how-three-years-of-israels-genocidal-war-have-changed-gaza
Jaffa, J. (2026, October 5). JC poll tracker: Who is on course to win the 2026 Israeli elections? The Jewish Chronicle. https://www.thejc.com/news/israel/jc-poll-tracker-who-will-win-2026-israeli-elections-hj1ez8pl
Litvin, Y. (2026, October 4). ‘Did he know?’: Why Israel is rejecting an October 7 reckoning. Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/opinions/2026/10/4/did-he-know-why-israel-is-rejecting-an-october-7-reckoning
Mekelberg, Y. (2026, March 23). From the Hamas October attack to Israel’s seven-front conflict: Was it inevitable? In Questioning the Middle East’s (dis)order (CIDOB Report No. 14, pp. 11–17). CIDOB.
Paz, A. (2026, October). Israel’s 2026 elections: The growing price tag of militarism (Policy Brief). Clingendael Institute.
Silver, L., & Clancy, L. (2026, June 4). Most people across 36 countries have negative views of Israel and little confidence in Netanyahu. Pew Research Center. https://www.pewresearch.org/short-reads/2026/06/04/most-people-across-36-countries-have-negative-views-of-israel-and-little-confidence-in-netanyahu/
Yiftachel, O. (2009). Theoretical notes on “gray cities”: The coming of urban apartheid? Planning Theory, 8(1), 88–100.
กาซา ดินแดนปาเลสไตน์ ตะวันออกกลาง ปาเลสไตน์ ยาสมิน ซัตตาร์ สงครามตะวันออกกลาง อิสราเอล อิสราเอล-ปาเลสไตน์ อิสราเอล-ฮามาส อิสราเอลปาเลสไตน์ ฮามาส เลือกตั้งอิสราเอล เวสต์แบงก์
เรื่อง: ยาสมิน ซัตตาร์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ศึกษาตุรกี