“ไม่เอาอิสราเอล” จุดยืน 69 ปีของมาเลเซีย
ภาพประกอบ: AFP
ชะรอยนาย บาลาจี ศรีนิวาสัน (Balaji Srinivasan) นักลงทุนชาวอเมริกันจะทำการบ้านน้อยไปหน่อยก่อนตัดสินใจควักกระเป๋าลงทุนในมาเลเซีย จึงมองไม่เห็นช้างตัวเบ้อเริ่มเทิ่มในห้อง ความฝันที่จะใช้มาเลเซียเป็นฐานของโครงการใหญ่จึงดับวูบด้วยเหตุที่เขามองข้ามไปอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือความอ่อนไหวของมาเลเซียต่อปัญหาปาเลสไตน์-อิสราเอล
บาลาจีกำลังเตรียมอัดฉีดเงิน 500 ล้านริงกิต (กว่า 4,000 ล้านบาท) ลงในโครงการชื่อ Network School ซึ่งออกแบบให้เป็นคอมมูนสำหรับผู้ทำงานดิจิทัลทางไกล (digital nomad) ซึ่งจะตั้งในพื้นที่โครงการฟอเรสต์ ซิตี้ (Forest City) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มหึมาสร้างบนเกาะเทียมสี่เกาะในรัฐยะโฮร์ (Johor) ทางตอนใต้ของมาเลเซีย
บาลาจี นักลงทุนสัญชาติอเมริกันเชื้อสายอินเดียผู้นี้ ได้รับการยอมรับในหมู่คนทำงานสายเทคในสหรัฐฯ ว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นใหม่ของวงการเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยดีกรีปริญญาสี่ใบจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ และประสบการณ์ทำงานในแวดวงคริปโตเคอร์เรนซี และบริษัทเวนเจอร์แคปิตอลระดับใหญ่ครบเครื่อง ก่อนมุ่งหน้าปักธงโครงการใหญ่ในมาเลเซีย
Network School ที่ตั้งขึ้นในปี 2567 มีสำนักงานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในฟอเรสต์ ซิตี้ มีรายได้จากให้บริการที่พักอาศัยและทำงานร่วมกันของกลุ่มดิจิทัลโนแมดใหญ่น้อย โดยคิดค่าบริการ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50,000 บาท) ต่อคนต่อเดือน มีรายงานว่าโครงการของเขาคึกคักและดึงดูดคนทำงานสายเทคโนโลยีจากทั่วโลกนับร้อยคนเข้าสู่พื้นที่ จนกระทั่งสถานการณ์พลิกผันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569
ธุรกิจเก็บค่าบริการราว 50,000 บาทต่อเดือนอาจดูเล็กน้อย แต่เบื้องหลังของมันคือความคิดที่แหวกแนวและอื้อฉาวพอๆ กับแผนตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารของอีลอน มัสก์ ในปี 2565 เมื่อเขาอายุ 42 ปี บาลาจีตีพิมพ์หนังสือ The Network State: How to Start a New Country ขยายแนวคิดที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในชุมชนเทคโนโลยีระดับสูงและนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ คนดังผู้หนึ่งที่ตื่นเต้นกับความคิดของบาลาจีไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ อีลอน มัสก์ ที่พูดถึงหนังสือของบาลาจีในโซเชียลมีเดียของตนมากกว่าหนึ่งครั้ง
หนังสือเล่มนี้นำเสนอเสนอพิมพ์เขียวของรัฐแบบใหม่ที่บาลาจีเรียกว่า ‘รัฐเครือข่าย’ (Network State) ที่เขาเชื่อว่าสามารถสร้างขึ้นเป็นทางเลือกจากรัฐชาติแบบเดิมๆ เริ่มเทอะทะและตอบโจทย์ผู้คนได้น้อยลงได้ เขาเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ‘ประเทศ’ จะไม่ได้เกิดจากการทำสงครามแย่งชิงพื้นที่ แต่จะถูกสร้างขึ้นบนโลกอินเทอร์เน็ต รัฐเครือข่ายจะเกิดขึ้นได้จากการที่เทคโนโลยีกระทำความป่วน (disrupt) ต่อพรมแดนประเทศ
บาลาจีไม่ได้พูดแค่เรื่องทฤษฎี และยังชี้แนวปฏิบัติเอาไว้ชัดเจนด้วยหลักคิด “เริ่มจากคลาวด์ ลงท้ายด้วยผืนดิน” เขาบอกว่าการจะตั้งรัฐเครือข่ายไม่จำเป็นต้องขีดเส้นพรมแดนก่อนแล้วค่อยหาประชากร แต่เริ่มได้จากการสร้างชุมชนออนไลน์ที่มีอุดมการณ์ร่วมที่เหนียวแน่น เมื่อชุมชนเหล่าเติบโตและมีทุนทรัพย์มากพอ จึงค่อยระดมทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก เปรียบเสมือน ‘หมู่เกาะระดับโลก’ (Global Archipelago) ที่ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ติดต่อกัน แต่เชื่อมต่อกันด้วยพาสปอร์ตดิจิทัลและระบบบล็อกเชน (Blockchain) โดยมีคริปโทเคอร์เรนซีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างปราศจากการควบคุมของระบบราชการ ประชากรของรัฐเครือข่ายมีสิทธิ์เลือก ‘ย้ายออก’ (Exit) ไปยังประเทศดิจิทัลอื่นตามไลฟ์สไตล์และค่านิยมของตนเองได้อย่างเสรี
แทบไม่มีข้อสงสัยว่าโครงการ Network School ในมาเลเซียเป็นก้าวแรกของการทดลองทฤษฎีของบาลาจี แต่อนิจจาหลังจากเริ่มตั้งไข่ได้ไม่ถึงสองปี โครงการนี้ประสบเหตุจนต้องโบกมืออำลาไปหาบ้านใหม่ เหตุเกิดจากวิดีโอประชาสัมพันธ์โครงการที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียในปีนี้ ที่พลเมืองเน็ตมาเลเซียบังเอิญเหลือบไปเห็นนาย นูเซียร์ ยาสซิน (Nuseir Yassin) หรือ แนส เดลี่ (Nas Daily) บล็อกเกอร์ชื่อดังชาวอิสราเอล เดินไปเดินมาในฟอเรสต์ ซิตี้ และรัฐยะโฮร์ ประชาสัมพันธ์ชี้ชวนให้ชมสถานที่ต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของเหล่า digital nomad ทั่วโลก สร้างคำถามอื้ออึงบนโลกออนไลน์มาเลเซียว่านูเซียร์ผู้นี้เข้ามาเลเซียได้อย่างไรทั้งที่สองประเทศประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน มิหนำซ้ำมาเลเซียและห้ามชาวอิสราเอลเข้าประเทศอย่างเด็ดขาดมาตั้งนานแล้ว
แม้ Network School จะลบวิดีโอที่ว่าจากทุกแพลตฟอร์มทันทีที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่ทันกับความรวดเร็วของโลกออนไลน์มาเลเซีย กระแสต่อต้านแพร่ไปทั่วและมีท่าว่าจะรุนแรงมากขึ้น ขยายประเด็นจากเรื่องของนูเซียร์ ไปเป็นข้อสงสัยเรื่องเส้นสายที่ช่วยให้คนอิสราเอลลักลอบเข้าเมืองด้วยหนังสือเดินทางประเทศอื่นหรือเปล่า นอกจากนั้นยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่า คลิปวิดีโอแสดงทัศนคติประหนึ่งอยู่ในเขตปกครองตนเองของชาวตะวันตกอย่างขาดความเคารพในอธิปไตยของมาเลเซีย ในคลิปวิดีโอแทบไม่มีการเอ่ยชื่อมาเลเซียอยู่เลย แต่กลับอธิบายทำเลที่ตั้งของโครงการว่าตั้งอยู่บน “เกาะที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ใกล้กับประเทศสิงคโปร์” ซึ่งถ้าใครได้อ่านหนังสือของบาลาจีอาจพบว่าตรงกับแนวคิดของเขาเป๊ะ
ชาวเน็ตมาเลเซียเดินหน้าขุดคุ้ยบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้เข้าร่วมโครงการหลายราย และกระจายข่าวความเชื่อมโยงกับอิสราเอลที่น่าสงสัย เช่นผู้เข้าร่วมโครงการ Network School บางกลุ่มพูดถึงโครงการนี้ว่าเป็นพื้นที่ทดลองของแนวคิด Tech Zionism (ไซโอนิสต์สายเทคโนโลยี) ที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ของอิสราเอล นอกจากนั้นยังมีคลิปสั้นและโพสต์ในภาษาฮีบรูในกลุ่มโปรแกรมเมอร์และนักลงทุนสตาร์ตอัป สมาชิกบางรายระบุพิกัดว่าตนเองอยู่ในฟอเรสต์ ซิตี้ แต่เมื่อตรวจสอบโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดียกลับระบุว่ามาจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เป็นหลักฐานให้เชื่อว่ามีชาวอิสราเอลใช้พาสปอร์ตสัญชาติที่สองซ่อนเร้นสัญชาติตนเองเพื่อเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนนี้ และสร้างความสงสัยว่า Network School อาจกลายเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มผู้ประกอบการสัญชาติอิสราเอล
กระแสสังคมลุกลามจนกลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับชาติถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ต้องออกโรงเอง ในวันที่ 15 กรกฎาคม เขามีคำสั่งให้พลเมืองอิสราเอลรวมทั้งผู้เข้าประเทศด้วยหนังสือเดินทางเล่มที่สองของประเทศอื่นออกจากมาเลเซียทันทีอย่างไม่มีข้อยกเว้น คำสั่งของอันวาร์ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน ผลการตรวจสอบไม่พบปัญหาในหมู่สมาชิกส่วนใหญ่ของ Network School ที่มีราว 200 ราย ยกเว้นรายเดียวที่เป็นผู้ถือสัญชาติอิสราเอลควบคู่ไปกับพาสปอร์ตสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพาสปอร์ตเล่มที่สอง บุคคลผู้นั้นถูกสั่งให้ออกนอกประเทศทันที
แต่เรื่องไม่จบเพียงแค่นี้ ถัดจากการตรวจสอบของสำนักตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานท้องถิ่นของมาเลเซียก็ก้าวเข้ามาตรวจสอบซ้ำ พบว่า Network School ที่ใช้คำว่า ‘โรงเรียน’ ในชื่อ ไม่เข้าข่ายโรงเรียน (school) ตามระเบียบราชการ เพราะนอกจากจะไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานศึกษาอย่างถูกต้องแล้ว ยังทำผิดกฎหมายท้องถิ่นเรื่องการใช้พื้นที่โรงแรมเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ว่าแล้วสภาแห่งรัฐยะโฮร์จึงสั่งถอนใบอนุญาตของ Network School ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ไม่สนใจคำประท้วงของบาลาจีผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าเขาทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เงิน 100 ล้านริงกิต (ราว 800 ล้านบาท) ที่เขาควักกระเป็นไปในโครงการแล้ว หายวับไปกับตาด้วยกลไกของ ‘รัฐชาติแบบเดิม ๆ’ ที่เขาดูแคลน
ไม่ว่าข้อสงสัยของชาวเน็ตในมาเลเซียจะมีมูลมากน้อยเพียงใด แต่คำสั่งของอันวาร์ไปไกลถึงสะเทือนถึงวอชิงตัน หลังออกคำสั่งไม่นาน นาย เกรก แลนด์สแมน (Greg Landsman) สมาชิกสภาคองเกรสอเมริกัน พร้อมเพื่อนสมาชิกอีกเจ็ดรายจากพรรคเดโมแครตทำหนังสือถึงนาย มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลระงับเงินทุนที่ให้แก่มาเลเซียของโครงการ International Military Education and Training (IMET) ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนด้านการเงินในการเข้าร่วมการฝึกอบรมทางทหารระดับมืออาชีพในสหรัฐฯ ที่ให้แก่ประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ แลนด์สแมนให้เหตุผลว่าการที่ผู้นำประเทศหนึ่งประกาศจะไล่ล่าและเนรเทศพลเมืองของประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และไม่ควรได้รับการสนับสนุนโดยเงินภาษีของประชาชนอเมริกัน
แลนด์สแมนให้เวลาอันวาร์เปลี่ยนใจ 15 วัน หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากสหรัฐฯ ควรระงับเงินสนับสนุนมาเลเซียในโครงการ IMET แล้ว รูบิโอก็ควรจะทบทวนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับมาเลเซียด้วย
แต่ดูเหมือนนอกจากอันวาร์จะไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำขู่แล้ว ยังได้โอกาสโต้กลับผ่านสื่อมวลชนอย่างไม่เกรงใจใคร สื่อมาเลเซียรายงานคำพูดของอันวาร์ว่า มาเลเซียเป็นประเทศอธิปไตยและที่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นของตน เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาต้านยิวของแลนด์สแมนและพวก ชี้ว่ามาเลเซียไม่ได้ต่อต้านชาวยิว แต่ต่อต้านสิ่งที่อิสราเอลกำลังกระทำ ซึ่งคือการกดขี่ผู้อื่นเท่านั้นเอง และตนไม่คิดว่ามาตรการเรื่องเนรเทศชาวอิสราเอลของมาเลเซียจะกระทบความสัมพันธ์มาเลเซีย-สหรัฐฯ แต่อย่างใด ก่อนจะสวนกลับด้วยวาทะเจ็บแสบว่า “ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งเลือกตั้งในประเทศนี้ (สหรัฐฯ) ยังสามารถนิ่งเงียบต่อการฆ่าเด็ก ประชาชน และผู้หญิง การทำลายล้างบ้านเรือนและการเข้ายึดดินแดน (ของผู้อื่น) อยู่ได้อย่างไร”
ปฏิกิริยาของอันวาร์และรัฐบาลมาเลเซียไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความต่อเนื่องจากนโยบายปาเลสไตน์-อิสราเอลของประเทศที่วางรากฐานไว้หลังประกาศเอกราช มาเลเซียมีจุดยืนสนับสนุน ‘แนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ’ (Two-state Solution) ที่ให้มีรัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีเอกราชและสันติ และสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในฐานะของส่วนหนึ่งประชาคมมุสลิมโลก
ในช่วงก่อตั้งประเทศหลังประกาศเอกราชในปี 2500 รัฐบาลของ ตุนกู อับดุล ราห์มัน (Tunku Abdul Rahman) นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศออกนโยบายปาเลสไตน์-อิสราเอล บนหลักกฎหมายสากลในเวลานั้น และหลักอุมมะฮ์ (Ummah) หรือ ‘ประชาชาติอิสลาม’ ที่เน้นถึงความสามัคคีของประชาคมมุสลิมทั่วโลก ในปี 2512 เขานำมาเลเซียร่วมก่อตั้งองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of the Islamic Conference หรือ OIC ในขณะนั้น) และดำรงตำแหน่งเลขาธิการ OIC คนแรกไปพร้อมกัน มาเลเซียยกระดับการสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างมีนัยสำคัญหลังสงครามหกวัน ซึ่งอิสราเอลสู้รบกับกลุ่มประเทศอาหรับที่นำโดยอียิปต์ ซีเรีย และจอร์แดน ในเดือนมิถุนายน 2510 ที่ลงเอยด้วยการที่อิสราเอลเข้ายึดพื้นที่สำคัญเช่นฉนวนกาซา เวสต์แบงก์ และเยรูซาเล็มตะวันออกจากประเทศอาหรับได้สำเร็จ
มาเลเซียไม่ใช่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศเดียวที่ปฏิเสธความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล แต่ยังมีอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกอีกประเทศหนึ่งที่ใช้นโยบายเดียวกัน แต่การปฏิเสธอิสราเอลของประเทศทั้งสองไม่จำเป็นต้องมาจากปัจจัยขับเคลื่อนเดียวกัน งานศึกษาหลายชิ้นในอดีตศึกษาปัจจัยผลักดันนโยบายปาเลสไตน์ของมาเลเซียเหรียบเทียบประเทศต่างๆ รวมทั้งอินโดนีเซีย และชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของปัจจัยของประเทศนั้นๆ เช่นบทความชื่อ Identity and Foreign Policy: Comparative Studies of Indonesian and Malaysian Foreign Policies in Relation to Israel โดย Ali Muhammad, Ilham Agustian Candra, และ Ahmad Sahide ตีพิมพ์ในวารสาร Revista UNISCI / UNISCI Journal วารสารทางวิชาการรัฐศาสตร์และความมั่นคงสัญชาติสเปน ฉบับเดือนพฤษภาคม 2024
นโยบายมาเลเซียขับเคลื่อนโดย อัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมของพลเมืองส่วนใหญ่และนำโดยหลักประชาชาติอิสลาม แรงกดดันจากกลุ่มการเมืองมุสลิมภายในประเทศทำให้แนวทางต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์เป็นประเด็นสำคัญทางการเมือง ซึ่งสามารถสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองได้ ในขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนต่อนโยบายปาเลสไตน์ของอินโดนีเซีย มาจากอุดมการณ์ชาตินิยมต่อต้านระบบล่าอาณานิคมต่อต้านการกดขี่ใดๆ ที่ขัดแย้งกับหลักมนุษยธรรมและความยุติธรรมที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญของประเทศ โดยที่อัตลักษณ์มุสลิมเป็นเพียงปัจจัยเสริม
มาเลเซียมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิสราเอลในช่วงเวลา 22 ปีในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Mahathir Mohamad) นอกจากจะใช้นโยบายการทูตเชิงรุก (Active Diplomacy) ที่เน้นการสร้างบทบาทในโลกมุสลิมและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้ว มหาเธร์ยังใช้ทุกโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์การแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตกและปฏิเสธความสัมพันธ์กับอิสราเอล รวมทั้งออกนโยบายภายในประเทศที่เด็ดขาด เช่นมาตรการห้ามนักกีฬาและผู้แทนอิสราเอลเข้าประเทศ เขาไม่เคยพลาดที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศประณามการแย่งชิงดินแดนปาเลสไตน์เพื่อจัดตั้งรัฐอิสราเอล ยืนยันว่ามันคือรากเหง้าของความวุ่นวายและการก่อการร้ายในโลก มหาเธร์ยังยึดหลักการเดิมเมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองหลังการเลือกตั้งปี 2561
ในปี 2560 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศรับรองให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ และเตรียมย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากกรุงเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเล็ม มหาเธร์ ในวัย 92 ปี ซึ่งในขณะนั้นเป็นประธานพรรคฝ่ายค้านกลุ่มปากาตัน ฮาราปัน (Pakatan Harapan) นำมวลชนชาวมุสลิมมาเลเซียเดินขบวนมุ่งหน้าไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาปราศรัยต่อหน้าฝูงชนอย่างเผ็ดร้อน ประณามโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นจอมวายร้ายที่เป็นภัยต่อโลก และว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กระตุ้นให้เกิดลัทธิก่อการร้าย และเป็นการขโมยดินแดนของชาวปาเลสไตน์อย่างหน้าด้านๆ ปัจจุบันในวัย 101 ปี มหาเธร์ยังคงยืนยันความเห็นนี้อยู่เนืองๆ ผ่านโซเชียลมีเดียของตน
แม้การเมืองจะเปลี่ยนแปลงมาเลเซียเปลี่ยนผู้นำหลายครั้งหลายหน แต่จุดยืนหนุนปาเลสไตน์ไม่เคยเปลี่ยน ท่าทีต่ออิสราเอลกลับมาแข็งกร้าวอีกครั้งในรัฐบาลปัจจุบัน นายกฯ อันวาร์ปฏิเสธวาทกรรมตะวันตกที่ว่าความขัดแย้งเพิ่งเริ่มขึ้นจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2566 ชี้ว่ามันคือการบิดเบือนที่ละเลยความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์จากการกระทำของอิสราเอลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และตราบใดที่ประชาคมโลกยังไม่แก้ไขปัญหาที่รากเหง้า ความขัดแย้งนี้ก็ไม่มีวันสิ้นสุด
ในเวทีสากล รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าสนับสนุนปาเลสไตน์และผลักดันให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) สอบสวนอาชญากรรมสงครามของอิสราเอล พร้อมร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจ D-8 เรียกร้องการหยุดยิงและสนับสนุนปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ
ภายในประเทศตั้งแต่ปลายปี 2566 หลังสถานการณ์ปะทุในกาซา รัฐบาลประกาศคว่ำบาตรทางทะเลต่ออิสราเอลอย่างเบ็ดเสร็จ ห้ามเรือสินค้าชักธงอิสราเอลหรือเรือที่มุ่งหน้าสู่อิสราเอลเข้าเทียบท่ามาเลเซีย รวมถึงเรือของบริษัท ZIM Integrated Shipping Services ของอิสราเอล ยุติประวัติศาสตร์การเดินเรือเข้ามาเลเซียที่ยาวนานกว่า 20 ปีของบริษัทนี้ ล่าสุดในเดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สกัดกั้นตู้สินค้าต้องสงสัยที่บรรจุชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์ของบริษัท Elbit Systems ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศรายใหญ่ของอิสราเอลที่เดินทางมาจากฟิลิปปินส์ และยึดตู้สินค้าชิ้นส่วนจักรยานไฟฟ้าของบริษัทจีนจากเรือที่มุ่งหน้าสู่อิสราเอล โดยอันวาร์ประกาศว่ามาเลเซียจะไม่ยอมเป็นทางผ่านให้กับการค้าใดๆ ที่ส่งเสริมขีดความสามารถทางทหารของอิสราเอลอย่างเด็ดขาด
นอกจากคำขู่ของนักการเมืองสหรัฐฯ แล้ว ยังไม่พบว่ามาเลเซียได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมใดๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณะในทางการทูตหรือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นใดนอกจากอิสราเอล และดูเหมือนว่ารัฐบาลมาเลเซียจะไม่กังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด
สำหรับบาลาจี มีข่าวว่าเขาหอบโครงการสร้างรัฐดิจิทัลพร้อมเงินลงทุนไปสานฝันต่อ ณ สถานที่แห่งใหม่ในคาซัคสถาน ปิดตำนานตกม้าตายในมาเลเซียของอัจฉริยะเทคโนโลยีผู้สอบตกวิชาประวัติศาสตร์
เอกสารประกอบ
Srinivasan, B. (n.d.). The Network State: How to Start a New Country. https://thenetworkstate.com/
South China Morning Post. (2026, July 12). US criticism of Malaysia’s Israel stance spotlights growing ‘disconnect’. https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3362021/us-criticism-malaysias-israel-stance-spotlights-growing-disconnect
The New Arab. (2026, July 15). EXCLUSIVE: BDS hails end of Malaysia ‘Tech Zionism’ experiment. https://www.newarab.com/news/exclusive-bds-hails-end-malaysia-tech-zionism-experiment
Channel NewsAsia. (2026, July 16). Malaysia probes startup community based in Johor’s Forest City over alleged Israeli links. https://www.channelnewsasia.com/asia/johor-israel-network-school-forest-city-onn-hafiz-6252686
The Edge Malaysia. (2026, July 17). Home Ministry seals Network School’s premises in Forest City. https://theedgemalaysia.com/node/810757
Bernama. (2026, July 22). US sanctions threat will not alter Malaysia’s sovereign stance – Anwar. https://bernama.com/en/news.php?id=2585764
The Standard. (2026, July 23). Malaysia tech hub plan scrapped following order to deport all Israelis. https://www.thestandard.com.hk/world/article/338949/Malaysia-tech-hub-plan-scrapped-following-order-to-deport-all-Israelis
The Edge Malaysia. (2026, July 24). Johor revokes Network School’s permit in Forest City. https://theedgemalaysia.com/node/811668
Candra, I. A., Muhammad, A., & Sahide, A. (2024). Identity and Foreign Policy: Comparative Studies of Indonesian and Malaysian Foreign Policies in Relation to Israel. Revista UNISCI / UNISCI Journal. https://www.researchgate.net/profile/Ilham-Candra/publication/380892041_Identity_and_Foreign_Policy_Comparative_Studies_of_Indonesian_and_Malaysian_Foreign_Policies_in_Relation_to_Israel/links/66bb3fa3299c327096c48a97/Identity-and-Foreign-Policy-Comparative-Studies-of-Indonesian-and-Malaysian-Foreign-Policies-in-Relation-to-Israel.pdf
Mohamed, A. M. H. (2019). The Impact of Malaysian Foreign Policy on Palestine during Tun Mahathir’s Era. ResearchGate. https://www.researchgate.net/profile/Abdul-Majid-Hafiz-Mohamed/publication/334596787_The_Impact_of_Malaysian_Foreign_Policy_on_Palestine_during_Tun_Mahathir’s_Era/links/5d341ae0299bf1995b3cf1bf/The-Impact-of-Malaysian-Foreign-Policy-on-Palestine-during-Tun-Mahathirs-Era.pdf
Ibrahim, A. [@anwaribrahim]. (2024, January 17). Official statement on maritime sanctions against Israeli-flagged vessels [Post]. X. https://x.com/anwaribrahim/status/1747255524738138450
South China Morning Post. (2024, August 8). Malaysia seizes 3 Israeli-bound containers; Anwar pledges to stop shipments amid Gaza war. https://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/3367845/malaysia-seizes-3-israeli-bound-containers-anwar-pledges-stop-shipments-gaza-war
Network School ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง มาเลเซีย อิสราเอล