คนไทย 6 ล้านคนต้องเจอภัยพิบัติต่อปี ต้องทำอย่างไรเพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ?
เหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดขณะนี้ฉายให้เห็นความเปราะบางของประเทศไทยต่อการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แม้ไทยมีการจัดทำแผนและยุทธศาสตร์เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในทางปฏิบัติ การลดความสูญเสียจากภัยพิบัติยังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย สะท้อนผ่านจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน
ตามตัวชี้วัด 11.5.1 ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไทยควรลดจำนวนผู้เสียชีวิต สูญหาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย และภัยแล้ง ให้น้อยกว่า 3,396 คนต่อประชากร 100,000 คนภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) แต่ล่าสุดปี 2025 (พ.ศ. 2568) ตัวเลขนี้อยู่ที่ 10,324 คน สูงกว่าเป้าหมายราว 3 เท่า
กล่าวให้ชัดคือคนไทยทุก 10 คน จะเป็นผู้ประสบภัย 1 คน คนไทย 60 ล้านคน เป็นผู้ประสบภัย 6 ล้านคน
เมื่อย้อนไปดูช่วงที่ยาวนานกว่านั้น ระหว่างปี 2015-2025 จะเห็นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้ลดลง ช่วง 5 ปีแรก (ปี 2015-2019) เฉลี่ยอยู่ที่ 5,887.6 คนต่อประชากร 100,000 คน และเพิ่มเป็น 7,671.2 คนต่อประชากร 100,000 คนในช่วงหลัง (ปี 2020-2023)
ยอดผู้ประสบภัยเป็นตัวเลขที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเพราะการเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภัยธรรมชาติในแต่ละปี อย่างไรก็ดี ขีดความสามารถของประเทศไทยในการเตือนภัย ตอบสนอง และฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ลดความสูญเสียของประชาชนได้ ซึ่งดัชนีความเสี่ยง (INFORM Risk Index) ชี้ว่าขีดความสามารถด้านเหล่านี้ของไทยระหว่างปี 2016-2025 อยู่ในระดับคงที่
ขณะเดียวกัน ไทยเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น เห็นได้จากดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ที่จัดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ยิ่งอันดับต้นๆ ยิ่งได้รับผลกระทบมาก ในปี 2022 ไทยอยู่อันดับ 72 ของโลก แต่แล้วก็พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 17 ในปี 2024
ความเปราะบางต่อการรับมือภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่ช่วยลดและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติยังไม่เพียงพอ ภัยพิบัติจึงสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนมีแนวโน้มสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูง
เห็นได้จากวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ รวมถึงอำเภออื่นๆ ในจังหวัดสงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้เมื่อปี 2025 ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าภายในเวลาเพียง 1 เดือน ผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท หรือราวร้อยละ 0.13 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วทำให้เกิดผลกระทบเพิ่มขึ้น แต่ขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติของไทยยังอยู่ที่เดิมหรือใกล้เคียงเดิม จึงเป็นความท้าทายของรัฐที่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ทำอย่างไรในการยกระดับการรับมือภัยพิบัติให้เท่าทันวิกฤตโลกรวนที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนให้ได้มากที่สุด
ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติในการประเมิน SDGs ครั้งต่อไปหรือไม่ ยังต้องติดตามต่อไป แต่บททดสอบที่อยู่ตรงหน้าผู้มีอำนาจรัฐแล้วคือการลดความสูญเสียของชีวิตคนไทยในหลายสิบจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานคร ที่กำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในเวลานี้
ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) วันที่ 8 ตุลาคม 2569[1] มีผู้ประสบภัยกว่า 1.1 ล้านครัวเรือน รวมกว่า 3.1 ล้านคน
| ↑1 | ไทยพีบีเอส. (2569). ปภ.รายงานน้ำท่วม 21 จังหวัด รวม กทม. กระทบ 3 ล้านคน – ปราจีนฯ ตาย 19 คน. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569, จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/562994 |
|---|
Making SDGs Matter SDGs น้ำท่วม น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ภัยพิบัติ ภาวะโลกรวน โลกรวน