‘ภารกิจ (เกือบ) สุดท้าย’ ครึ่งศตวรรษสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คุยกับ อ.ธงชัย วินิจจะกูล
“งานรำลึก 50 ปี 6 ตุลา และการรำลึกที่ผ่านมา มันมีความสำคัญในตัวเอง แม้หลายคนจะบอกว่าเป็น ‘การเชงเม้งของคนรุ่นผม’ แต่จุดหมายของพวกเรา คือ ไม่ต้องการให้สังคมไทยลืม”
6 ตุลา 2519 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง เย็นวันนั้น ‘คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน’ นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำรัฐประหาร ก่อนมีการแต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 ตุลาคม 2519
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกคำสั่งซึ่งมีผลทางกฎหมายมากถึง 47 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา การเพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับในความผิดฐานหมิ่นประมาท
เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ และองค์กรเครือข่าย เปิดแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ เพื่อรวบรวม 50,000 รายชื่อประชาชน เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มโทษข้อหา ‘หมิ่น’ ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งระบบ ผ่านเว็บไซต์ decoup6octsins.com
The MATTER พูดคุยกับ ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน หนึ่งในอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ยุค 6 ตุลา ก่อนการเพิ่มโทษคดีหมิ่นฯ โดยคณะปฏิรูปฯ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมไทยจากการใช้อำนาจออกคำสั่งทางกฎหมายโดยคณะรัฐประหาร พร้อมสำรวจความหมายของงานรำลึกในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา

ภาพ อ.ธงชัย วินิจจะกูล
ทราบข่าวรัฐประหาร หลังถูกจับกุมในวันที่ 6 ตุลา
หลังเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่ประชาชนในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวงเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 มีผู้รอดชีวิตถูกจับกุมในวันดังกล่าวรวม 3,094 คน แม้ส่วนใหญ่จะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา แต่มี 27 คนถูกอายัดตัวไว้ดำเนินคดี และท้ายที่สุดเหลือจำเลย 19 คนที่ถูกสั่งฟ้องและคุมขังอยู่นานเกือบ 2 ปี จึงได้รับการปล่อยตัว หนึ่งในนั้นคือ อ.ธงชัย วินิจจะกูล
ช่วงเย็นของวันที่มีการล้อมปราบประชาชน กลุ่มทหารที่เรียกตัวเองว่า ‘คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน’ นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ โดยอ้างว่ารัฐบาลพลเรือนไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ ก่อนแต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 ตุลาคม 2519
แม้จะถูกจับกุมไปแต่ อ.ธงชัย ก็ทราบหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้น จากคำบอกเล่าของตำรวจ

ภาพจากหนังสือพิมพ์เสียงปวงชน 5 ตุลาคม 2519
ทั้งนี้ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามว่า แล้วทำไมถึงไม่เลิกชุมนุมตั้งแต่วันที่ 5 ซึ่งเริ่มมีท่าทีความรุนแรง?
อ.ธงชัย อธิบายว่า ในยุคนั้นจะไม่เลิกการชุมนุมกลางดึก เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบาก คนที่มาชุมนุมจะไม่มีรถเมล์กลับบ้าน และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถจ่ายค่าแท็กซี่ได้
หากเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเช้าวันที่ 6 ตุลา จะเห็นว่ามีการประโคมข่าวเรื่องละครแขวนคอ ที่มีการกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 5 ตุลา ซึ่งฝ่ายนักศึกษาก็ได้มีการแถลงข่าวโต้กลับในช่วงค่ำวันเดียวกัน เพื่อให้เป็นข่าวในเช้าวันถัดมา
นอกจากนั้น ยังมีการตระเตรียมให้ สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยกรรมการ และตัวแทนจากชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร เดินทางไปหา ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ห่างจากการมีระเบิดลูกแรกเข้ามาให้รั้วมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน และสุดท้ายนักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ได้พบนายกฯ ทั้งยังถูกจับกุมไปที่เรือนจำกลางบางขวาง
“ถ้าบอกว่าเราไม่ฉลาดเลย เราช้าเกินสถานการณ์ไป 1-2 ก้าว ก็ถูกต้องนะ ถ้าบอกว่าเราโง่ ก็ใช่ครับ ในเรื่องยุทธวิธีการทหารหรือการปราบปราม เราสู้เขาไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ประหลาดด้วยที่เราจะสู้เขาไม่ได้ ความอ่อนหัดแบบนั้นเป็นเรื่องปกติของขบวนการมวลชน”
“ส่วนเหตุผลที่เข้ามาในธรรมศาสตร์ก็เพราะตึกอาคารของธรรมศาสตร์ สามารถช่วยป้องกันการก่อกวนได้อย่างดี สามารถจัดการเรื่องคนเข้า-ออกได้ แต่ถ้าเราคาดการณ์ว่าจะถูกล้อมปราบอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รั้วธรรมศาสตร์เป็นที่ที่เลวที่สุด”
“ถ้าถามว่าทำไมสมัยนั้นทำไมโง่ขนาดนั้น ก็ยอมรับ แต่เพราะว่าเราไม่สามารถฉลาดจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น เพราะฉะนั้น หลายคนก็เป็นผู้ฉลาดหลังเกิดเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน คือ ได้มีประสบการณ์ อย่างที่เราตอนนั้นไม่มี” อ.ธงชัย กล่าว
ความเชื่อที่ว่า ‘หากประชาชนออกมาแสดงพลัง จะช่วยต้านการรัฐประหาร’
“ตั้งแต่ถนอมกลับมา ก็เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการหรือสร้างเงื่อนไขเพื่อทำการรัฐประหาร ถ้าไปดูภาพเก่าๆ ก็จะมีโปสเตอร์หรือคัตเอาต์การชุมนุมว่าต้านรัฐประหาร เพราะสมัยนั้นเราเชื่อว่าถ้ามีประชาชนออกมาต้านหรือคัดค้านรัฐประหาร อาจจะทำให้เขายั้งคิดหรืออาจจะไม่ทำขึ้นมาได้” อ.ธงชัย ตอบ

ภาพ การ์ตูนล้อการเมือง หลัง จอมพลถนอม กิตติขจร จะเดินทางกลับเข้าประเทศไทย (cr.พิพิธภัณฑ์สามัญชน)
สืบเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องยอมลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกจากประเทศ พร้อม จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พลเอก ณรงค์ กิตติขจร
แม้หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ จะเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าขบวนการประชาชนเข้มแข็ง แต่การคุกคามฝ่ายนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิหรือประเด็นสังคมก็ยังคงมีอยู่และค่อยๆ หนักขึ้นในปี 2519 จนวันที่ 16 สิงหาคม จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางเข้าประเทศด้วยข้ออ้างว่าจะเข้ามารักษาตา ก่อนจะถูกต่อต้านประท้วงจนต้องเดินทางออกไปยังกรุงไทเปในวันที่ 22 สิงหาคม
ถึงอย่างนั้น ต้นเดือนกันยายน 2519 ก็มีข่าวลือว่า จอมพลถนอม กิตติขจร จะขอกลับเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อเยี่ยมบิดาที่ใกล้ถึงแก่กรรม ซึ่งคณะรัฐมนตรีของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้มีมติมิให้จอมพลถนอมกลับเข้าประเทศ

ภาพ หนังสือพิมพ์ในช่วงที่ จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทย
19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้าประเทศไทย โดยบวชเป็นสามเณรจากสิงคโปร์ และตรงไปยังวัดบวรนิเวศฯ เพื่อบวชเป็นภิกษุ ซึ่งมีการชุมนุมและแสดงออกเพื่อประท้วงในหลายพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือกรณีของ ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกศศรีพงษ์ศา พนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 นครปฐม และเป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วมศิลปิน ได้ร่วมกันออกไปติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของจอมพลถนอม ซึ่งถูกฆาตกรรมแขวนคอที่ ‘ประตูแดง’ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519
เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การชุมนุมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ด้วยความคิดที่ว่าหากมีการแสดงพลังของประชาชนจะช่วยต้านไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งสุดท้ายจะได้ผลหรือไม่ก็เป็นการออกมาชุมนุมตามสถานการณ์เท่าที่จะทำได้ในตอนนั้น
การออกคำสั่ง-แก้กฎหมาย จากคณะรัฐประหาร
หลังการรัฐประหารระหว่างวันที่ 6–21 ตุลาคม 2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกคำสั่งรวม 47 ฉบับโดยไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภา ครอบคลุมตั้งแต่การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น การควบคุมสื่อมวลชน การยกเลิกพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้งเดิม ไปจนถึงการกำหนดให้คดีคอมมิวนิสต์ขึ้นศาลทหาร

ภาพ หนังสือพิมพ์เดลิไทม์ วันที่ 9 ตุลาคม 2569
อ.ธงชัย ชี้ว่า หลังยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารมักออกคำสั่งทางกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมและมอบอำนาจพิเศษให้ตนเอง เนื่องจากในทางหลักการ การรัฐประหารเป็นความผิดทางกฎหมาย ทว่าศาลไทยกลับรองรับอำนาจดังกล่าว ทำให้การยึดอำนาจเหล่านี้บรรลุผลในทางปฏิบัติเสมอ
การรัฐประหารคือการใช้อำนาจในภาวะฉุกเฉิน คณะรัฐประหารจึงมักประกาศกฎอัยการศึกหรือสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อระงับการใช้กฎหมายปกติ ซึ่งช่วยรวบอำนาจให้อยู่ในมือมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ คำสั่งชุดแรกๆ จึงมักมุ่งเน้นไปที่การสร้างความชอบธรรมให้อำนาจตนเอง และการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เช่น การโอนย้ายบางคดีไปขึ้นศาลทหาร
หากตั้งคำถามว่า เหตุใดคณะรัฐประหารแต่ละกลุ่มจึงออกคำสั่งหรือแก้ไขกฎหมายในปริมาณที่ต่างกัน อ.ธงชัย ชวนมองว่า โดยปกติแล้วสังคมมีความคิดเห็นหลากหลาย หากปฏิบัติตามกระบวนการทางรัฐสภา การถกเถียงเรื่องการปรับเพิ่มหรือลดโทษมักใช้เวลานานและหาข้อสรุปได้ยาก
ดังนั้น การเข้ามาของคณะรัฐประหารจึงเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่มีวาระซ่อนเร้น ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐประหารเองหรือผู้มีเส้นสายกับคณะรัฐประหาร เข้ามาใช้อำนาจพิเศษนี้ผลักดันกฎหมายตามที่ตนต้องการ เพื่อลัดขั้นตอนกระบวนการรัฐสภาที่หลีกเลี่ยงการถกเถียงไม่ได้
แม้การรัฐประหารและออกคำสั่งต่างๆ จะเป็นเส้นทางที่รวดเร็วในการผลักดันกฎหมาย แต่ อ.ธงชัย มองว่า การใช้อำนาจเหล่านี้เป็นการผลีผลาม มุทะลุ และขาดการยับยั้งชั่งใจ เนื่องจากเป็นการตัดสินใจโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่เชื่อว่าตัวเองถูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะถูกพิสูจน์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด
ด้วยเหตุนี้ คำสั่งของคณะรัฐประหารจึงไม่ควรอยู่คงนาน แต่กฎหมายจากประกาศคณะรัฐประหารกลับอยู่นานและยกเลิกยาก ทั้งที่ถูกบัญญัติใช้งานได้แบบง่ายๆ
“ผมคิดว่าควรมีธรรมเนียมใหม่ คือ หากไม่มีรัฐประหารเลยจะดีที่สุด แต่หากมีแล้ว ทันทีที่ระบบรัฐสภากลับมา วาระแรกของการประชุมสภาควรเป็นการพิจารณากฎหรือประกาศต่างๆ ของรัฐประหาร โดยให้รัฐสภาพิจารณาว่าส่วนใดควรเก็บไว้ ส่วนใดควรยกเลิก” อ.ธงชัย เสนอ
ทำไมคณะปฏิรูปฯ จึงเพิ่มโทษมาตรา 112 หลังจากรัฐประหารสำเร็จ?
“หากให้ผมเดา ผมเข้าใจง่ายๆ ว่า ในเมื่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาฯ อาศัยข้ออ้างเรื่องการแสดงละครและการชุมนุมนักศึกษาว่ามีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คนที่มาชุมนุมของฝ่ายขวา ฝ่ายกระทำ ในเช้าวันที่ 6 เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงมีการเพิ่มจากไม่มีขั้นต่ำจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นขั้นต่ำ 3 ปี ไม่เกิน 15 ปี” อ.ธงชัย ตอบ
อย่างที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกคำสั่งรวม 47 ฉบับ หนึ่งในนั้นมี คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา การเพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภาพ การเปรียบเทียบโทษความผิดฐานหมิ่นประมาท จากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 (cr.ThumbRights)
อ.ธงชัย ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มโทษมาตรา 112 จากไม่มีขั้นต่ำจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็น 3-15 ปี ทำให้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้เป็นความผิดที่หนักพอสมควร คือ เทียบเท่ากับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 ไม่มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนตาย ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
“การแก้กฎหมายนี้ทำให้ความผิดตามมาตรา 112 หนักเท่ากับฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ทั้งที่เรื่องของการหมิ่นประมาทเท่านั้น ถึงเป็นกฎหมายหมิ่นประมาทประมุขก็ยังเป็นหมิ่นประมาท ซึ่งโทษหมิ่นประมาทโดยทั่วไปไม่ควรสูงขนาดนี้” อ.ธงชัย กล่าว
การเพิ่มโทษม.112 ไม่ได้เพิ่มอำนาจสถาบันฯ แต่เพิ่มอำนาจในการลงโทษ
อ.ธงชัย ชี้ว่า คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเพิ่มอัตราโทษตามมาตรา 112 ให้สูงขึ้น ไม่ได้เป็นการเพิ่มพระราชอำนาจในทางทฤษฎี แต่เป็นการเพิ่มอำนาจของรัฐในการลงโทษผู้กระทำผิด ซึ่งอาจทำไปเพื่อสร้างความเกรงกลัว
ยกตัวอย่าง กรณี อัญชัญ ปรีเลิศ อดีตนักโทษที่ถูกตัดสินจำคุกรวมประมาณ 43 ปีครึ่ง (โทษเต็ม 87 ปี) ตามคดีมาตรา 112 จากการอัปโหลดและเผยแพร่คลิปเสียง ‘บรรพต’ รวม 29 ครั้ง ซึ่งถูกนับว่าการแชร์ 1 ครั้ง เป็น 1 การกระทำ ขณะที่ หัสดิน ผู้ยอมรับว่าตัวเองคือ ‘บรรพต’ ถูกศาลทหารกรุงเทพพิพากษาว่า มีความผิดลงโทษจำคุก 5 ปี (โทษเต็ม 10 ปี)
อีกกรณี ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ชนกนันท์ รวมทรัพย์ ถูกฟ้องมาตรา 112 หลังจากกรณีแชร์ลิงก์รายงานของสำนักข่าวบีบีซีไทย เมื่อปี 2559
“เรื่องนี้สะท้อนว่า เขาใช้กฎหมายนี้เพื่อกลั่นแกล้ง เพื่อลงโทษคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเขารู้ว่าไม่มีน้ำยาไปสู้กับองค์กรอย่างบีบีซี”
“กระจอกมาก เล่นงานคนที่ไม่มีทางสู้ เล่นงานคนที่อยู่ในกำมือ เล่นงานอย่างสาหัสเกินปกติ เล่นงานอย่างไม่มีความยุติธรรม” อ.ธงชัย กล่าว
นอกจากปัญหาที่โทษสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว อีกปัญหาของมาตรา 112 คือ การเปิดช่องทางให้ “ใครก็ฟ้องร้องกันได้” เนื่องจากเป็นกฎหมายที่อยู่ในลักษณะที่เป็นความผิดต่อความมั่นคง
ที่ผ่านมาจึงมีข้อเสนอให้ย้ายกฎหมายมาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แล้วแยกออกมาเป็นฐานความผิดเฉพาะเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทองค์พระประมุข เพื่อจำกัดไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะที่ใครๆ ก็ฟ้องได้เหมือนในปัจจุบัน หรืออย่างน้อยที่สุด หากยังอยู่ในหมวดความมั่นคง ก็ต้องกำหนดเงื่อนไขการฟ้องให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกันในสังคม
แคมเปญล่า 50,000 รายชื่อ ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ

ภาพ แผ่นพับขอเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 (cr. เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ)
5 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ และเครือข่าย เปิดแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ เพื่อรวบรวม 50,000 รายชื่อประชาชน เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มโทษข้อหา ‘หมิ่น’ ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งระบบ ผ่านเว็บไซต์ decoup6octsins.com
คณะผู้จัดงานระบุว่า กฎหมายหมิ่นฯ เหล่านี้ ไม่ได้มีปัญหาแค่มาตรา 112 แต่มีปัญหาทั้งหมด เนื่องจากทุกมาตราล้วนถูกนำมาใช้ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้แต่กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ก็ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งฟ้องปิดปาก (SLAPP) จากนักการเมืองหรือนายทุนที่ฟ้องร้องประชาชนหรือสื่อมวลชน
นอกจากนี้ ตรรกะของกฎหมายหมิ่นประมาทยังมีลักษณะเป็นขั้นบันได โดยมาตรา 112 อยู่สูงสุด รองลงมาเป็นดูหมิ่นศาลและหมิ่นประมุขต่างประเทศ จนถึงหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา หากยื่นแก้ไขเพียงมาตรา 112 จะทำให้ขั้นบันไดนี้พังลงไป คือ หากเสนอแก้เพียงมาตรา 112 ก็จะทำให้โทษใกล้เคียงกับข้อหาดูหมิ่นศาล (1-7 ปี) ซึ่งขัดตรรกะของกฎหมายอาญา ที่กำหนดอัตราโทษของความผิดอิงตามความร้ายแรงของฐานความผิด โดยการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ เป็นการแก้ไขแค่ในส่วนของอัตราโทษ ไม่ได้แก้องค์ประกอบความผิด
ส่วนการเสนอโทษปรับนี้ เป็นการแก้โทษปรับตามสถานการณ์เงินเฟ้อ โดยอ้างอิงตามสัดส่วนโทษเดิม ก่อนคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ถูกนำมาใช้
ข้อเรียกร้องที่ลดเพดาน อย่างน้อยก็เพื่อให้สังคมมีพื้นที่หายใจทางความคิด
เมื่อสาระสำคัญของแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ คือ การแก้ไขกฎหมายหมิ่นทั้งชุด โดยอย่างน้อยที่สุด เสนอให้กลับไปลดอัตราโทษเท่ากับช่วงก่อนมีคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 ทั้งที่ช่วงปี 2563-2565 มีพรรคการเมืองและองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องและเสนอให้มีการยกเลิกหรือแก้โครงสร้างองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112
จึงนำมาสู่คำถามว่า ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นการ ‘ลดเพดาน’ ในการแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่?
“ที่เขาเรียกร้องกันเป็นการลดเพดาน ก็ใช่ แต่การเรียกร้องนี้ ก็เป็นความจำเป็น…อย่างน้อยที่สุด ให้โอกาสเขาหายใจหน่อย อย่าลงโทษกันหนักนัก ทั้งที่แค่นี้ถือว่าถอยหลังกว่าที่ควรจะเป็นมาตั้งเยอะ” อ.ธงชัย ตอบ
อ.ธงชัย มองว่า สถานการณ์สังคมในปัจจุบันมีลักษณะที่ถอยหลังลงคลองไปมาก เพราะหากเป็นบรรยากาศสังคมในยุค พ.ศ. 2500-2520 การที่พรรคการเมืองหรือใครพยายามเสนอแก้ไขกฎหมายในสภา จะไม่ใช่ความผิด
“แต่สังคมไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็มีลักษณะถอยหลังไปเยอะมาก ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมที่เสื่อมลง ไปจนถึงระบบการศึกษา ทั้งที่เทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุดูดีขึ้น แต่การจัดการในเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคมว่า เราจะอยู่กันอย่างไร มันถอยลงไปเรื่อยๆ” อ.ธงชัย อธิบาย
เนื่องด้วยชนชั้นนำพยายามจัดการความสัมพันธ์สังคมด้วยการควบคุมบงการ แทนที่จะมีพื้นที่สำหรับการหาจุดร่วมในสังคม มีช่องทางให้คนได้หายใจทางความคิดหรือการสร้างสรรค์สังคม แต่กลับกลายเป็นว่ามีการพยายามควบคุมประชาชนอยู่ทุกช่องทาง
“นานวันเข้า คนที่เขาอึดอัดก็จะไม่อยู่ประเทศไทยแล้ว คุณอาจจะพอใจ อยากให้คนเห็นต่างออกไปนอกประเทศให้หมด ก็ลองคิดดูว่ามีกี่ประเทศในโลกที่ต้องหยุดนิ่งมาอยู่เป็นเวลานาน ประเทศไทยคงไม่หายไปจากแผนที่โลกหรอก แต่จะอยู่เป็นประเทศที่เหมือน ‘คนป่วย’ ของโลก ซึ่งมันน่าเศร้า”
“อย่าไปคิดหวังพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางเลย ถ้าไม่มีการปรับความสัมพันธ์ทางสังคมให้ผู้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น ให้ผู้คนมีโอกาสหายใจทางความคิด อย่างน้อยสุด ถ้าสังคมจะเป็นอนุรักษนิยมก็เป็นไปได้ แต่อย่าทำร้ายกัน” อ.ธงชัย กล่าว

อ.ธงชัย ชวนให้มองอีกมุมหนึ่งว่า อัตราโทษที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลพวงโดยตรงจากการรัฐประหารหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งเกิดจากการล้อมปราบและฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมในเช้าวันนั้น การผลักดันยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นการยืนยันในหลักการว่า การยึดอำนาจและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นสิ่งที่ผิด โดยเฉพาะในภาวะที่รัฐไทยยังไม่เคยยอมรับผิดต่อความสูญเสียดังกล่าวอย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน
“เราต้องการบอกว่า ในเมื่อรัฐไม่ยอมรับว่าเหตุการณ์วันนั้นคือความผิด แม้กฎหมายนิรโทษกรรมปี 2521 จะปล่อยพวกผมออกจากคุก แต่ก็มีการนิรโทษกรรมให้คนก่ออาชญากรรมไปด้วย โดยเหตุผลประกอบกฎหมายไม่เคยระบุเลยว่า ทำไมคนที่ก่ออาชญากรรมวันนั้นถึงสมควรได้รับการนิรโทษกรรม แต่กฎหมายกลับนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย”
“ข้อเสนอของแคมเปญนี้จึงเป็นการเรียกร้องภายใต้เพดานที่ต่ำมาก แทนที่จะเรียกร้องให้รัฐยอมรับว่าการล้อมปราบฆ่าคนวันนั้นเป็นความผิด เราขอเพียงให้ยกเลิกผลพวงจากการรัฐประหารและลดอัตราโทษที่เพิ่มขึ้นลงมา” อ.ธงชัย กล่าว
ปลายทางความสำเร็จของแคมเปญลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ
“โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าไม่สำเร็จ” อ.ธงชัย ยอมรับ แต่เขาก็คิดว่าแคมเปญนี่ยังสำคัญอยู่
ด้วยระบบรัฐสภาปัจจุบัน โดยเฉพาะภายใต้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ทำให้ข้อเสนอนี้มีโอกาสจะถูกปัดตกได้ง่าย ผ่านด่านแรกสุดคือไม่รับร่างเข้าสู่การพิจารณา แม้จะรวบรวมรายชื่อได้ตามเป้าหมายก็ตาม ดังนั้น รัฐสภาควรมีกลไกที่ให้ความสำคัญกับเจตจำนงของประชาชนมากกว่านี้ เช่น การอุทธรณ์ร่างกฎหมายที่ถูกตีตก หรือการกำหนดระยะเวลายื่นร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาใหม่
แม้การรณรงค์แต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจกับสังคม แต่การรณรงค์ก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นและควรทำ อย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อสื่อสารให้เรื่องนี้ยังอยู่ในการรับรู้ในสังคม เพื่อให้มีการถกเถียงข้อเสนอและความเป็นไปได้อื่นๆ ดีกว่าไม่ถูกพูดถึงเลย
“ถ้าเราจะรณรงค์เพียงเพราะต้องการชนะ ถามว่าการรณรงค์กี่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วชนะเลย ก็มี แต่น้อยมาก ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานานเพื่อให้คนเข้าใจ รู้จักเรื่องนั้นๆ มากพอ และตื่นตัว”
“ขณะเดียวกัน การรณรงค์ก็แสนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรต้องทำ แล้วก็ไม่เคยมีความคิดว่าเราจะรณรงค์ต่อเมื่อมันจะชนะ ไม่มีใครมีความคิดนั้น และก็ดีแล้วที่ไม่คิดอย่างนั้น” อ.ธงชัย กล่าว
มีปัจจัยอะไร ที่สังคมไทยจะสามารถแก้ไขมาตรา 112 ได้
อย่างที่ทราบกันว่า การเรียกร้องให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเรื่องที่ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องหลาย 10 ปี ซึ่งมีทั้งการเรียกร้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การลงถนน การลงชื่อเสนอกฎหมาย หรือการใช้กระบวนการทางรัฐสภา

ภาพ ป้ายประท้วงจากกิจกรรม #Run2Free เมื่อ 27 กันยายน 2568 (Photographer: Yosita Sinbua)
The MATTER ถาม อ.ธงชัย ถึงปัจจัยที่เป็นไปได้สำหรับการแก้กฎหมายมาตรานี้
“ต้องทำให้มรดกของการรัฐประหาร รวมทั้งระบอบสีน้ำเงินจบลง” อ.ธงชัย ตอบ
ถึงกระนั้น การแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ก็ดูเป็นเรื่องที่ขัดต่ออำนาจของระบอบสีน้ำเงินโดยตรง ฝ่ายที่ครองอำนาจจึงไม่มีทางเข้าใจและยอมรับ หรืออาจจะเข้าใจแต่ก็คงไม่ยอมรับอยู่ดี ทั้งที่หากพิจารณาให้ดี การแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายมาตรานี้ไม่ได้สร้างขัดแย้งอย่างที่พวกเขากลัวกันเลย
อ.ธงชัย บอกว่า บางคนอาจมีจุดยืนเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 หรือบางคนอาจเห็นว่าควรคงกฎหมายการคุ้มครองประมุขไว้ แต่จุดร่วมที่ใครหลายคนเห็นตรงกัน คือ การปรับปรุงกฎหมายนี้ให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เช่น ไม่เปิดช่องให้ใครก็ฟ้องร้องกลั่นแกล้งกันได้ หรือกำหนดโทษรุนแรงจนเทียบเท่ากับคดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา
“ไม่ว่าจะยกเลิกหรือให้มันอยู่อย่างสมเหตุสมผล สำหรับผมยังเปิดว่า เราเถียงกันได้ เราคุยกันได้…แต่เนื่องจากความกลัวจนเกินเหตุหรือความระแวงที่กดปราบด้วยอำนาจซึ่งเกินผิดปกติเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างรัฐกับประชาชนอยู่ด้วยกันยาก”
“ผมขอบอกในแง่นี้ว่า มันจะยกเลิกหรือแก้ไข ก็ต่อเมื่อคนที่ครองอำนาจอยู่ ยอมเข้าใจเรื่องนี้เสียหน่อย มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แล้วก็อย่าแกล้งหรือทำร้ายกันขนาดนี้เลย” อ.ธงชัย เสนอ
ประชาธิปไตย คือ กระบวนการทางสังคม
“ยุคหลัง 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา เป็นยุคที่ควรจะเป็น แต่ก็มีบริบทที่เรียกว่าเป็นความพิเศษของเมืองไทย ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ทั้งที่ปกติควรจะเป็นอย่างนั้น คือ เป็นช่วงที่มีการชุมนุมไม่เว้นแต่ละวัน เหมือนเป็นภาวะเขื่อนแตกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่อั้นจากการรัฐประหารมา 15-16 ปี”
อ.ธงชัย มองว่า ไม่ว่าบริบทสังคมจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดมาตรฐานขั้นต่ำคือต้องไม่ทำร้ายกัน ทั้งทางร่างกายและการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมได้เรียนรู้และค่อยๆ ปรับตัวไปต่อได้
“ถ้าคุณบอกว่านักศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปในสมัยนั้น ผมก็จะบอกกลับกันว่าฝ่ายขวากลัวการเปลี่ยนแปลงเกินไปในสมัยนั้น จนมีการปิดประตูด้วยความรุนแรงในเวลาเร็วเกินไป”
“การรัฐประหารทุกครั้งมักเกิดขึ้นเพราะความกลัวเกินเหตุ ทั้งที่ควรปล่อยให้สังคมได้ถกเถียงกันอย่างสันติ ส่วนความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นอย่างมากที่สุดก็แค่ไม่มองหน้ากัน ทะเลาะเบาะแว้ง สาดน้ำลายใส่กัน หรือไม่เผาผีตอนตาย … แต่มันจะไม่นำไปสู่ความรุนแรง แล้วสังคมก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าที่เข้าทางไปเอง” อ.ธงชัย กล่าว
ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่จุดหมายที่บอกว่าสังคมควรมีหน้าตาอย่างไร แต่เป็นกระบวนการที่จะสร้างพลวัตทางสังคม
“เราเล่นตัดตอนถึงที่สุด ก็ไม่มีใครสามารถสถาปนาสังคมที่เป็นอนุรักษนิยมได้ด้วยซ้ำ แต่คุณเล่นตัดตอนทำให้กระบวนการเหล่านั้นมันตายเนี่ย มันก่อปัญหานะ แทนที่ให้สังคมมันค่อยๆ เกิดพลวัตไปตามที่มันจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยให้คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม”

ขอเชงเม้งกันอีกสักปี ภารกิจ (เกือบ) สุดท้ายของคนเดือนตุลา
ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา แม้จะมีการรณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 แต่ อ.ธงชัย อยากเน้นย้ำว่า งานรำลึกที่จัดขึ้นทุกปีล้วนมีความหมายในตัวเอง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการไม่ปล่อยให้สังคมลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แม้หลายคนจะเรียกว่า ‘งานเชงเม้งของคนเดือนตุลา’ ก็ตาม
“ผมเคยพูดกับหลายคน โดยเปรียบเทียบว่า ‘อนุสรณ์ 6 ตุลา’ ไม่มีสิทธิ์ออกนอกเขตธรรมศาสตร์หรอก เพราะมีแต่ธรรมศาสตร์เท่านั้นที่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลา”
“ในหมู่เพื่อนฝูงผม แทบไม่มีใครคิดแก้แค้นอะไรแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการทำ คือ การวางบรรทัดฐานว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในวันนั้นเป็นเรื่องที่ผิด”
อ.ธงชัย เล่าว่า งานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ผ่านมา ถูกจัดขึ้นโดยเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ ซึ่งมีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถาบันอื่นๆ มาร่วมจัดกิจกรรมในแต่ละปี แม้นักศึกษาเหล่านี้จะไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์ แต่ทุกคนก็พยายามอย่างเต็มที่และทำออกมาได้อย่างดี ซึ่งเขายินดีมากๆ ที่ยังมีคนสนใจทำประเด็นเหล่านี้อยู่

ภาพ กิจกรรมงานรำลึก 49 ปี 6 ตุลา (Photographer: Yosita Sinbua)
ดังนั้น ต่อให้การผลักดันแคมเปญลบล้างมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ สำเร็จ หรือต่อให้ไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าปีหน้าจะเลิกจัดงานรำลึก 6 ตุลา และหวังว่าจะมีงานจัดงานรำลึกนี้ไปอีกทุกๆ ปี แม้พวกเขาจะไม่อยู่แล้วก็ตาม
“เพราะฉะนั้น การรำลึก 50 ปี 6 ตุลา สำหรับหลายคนรวมถึงตัวผม จะเรียกว่าเป็นการสั่งลาหรือทิ้งทวนก็ว่าได้ แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากยังมีแรง เราก็จะมาและทำกันทุกปี ไม่ต้องห่วง ทว่าเรี่ยวแรงของพวกเรากำลังจะหมดลง โดยเฉพาะแต่ละคนที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะถดถอยหรือจากไปปีไหน” อ.ธงชัย กล่าว
“งานนี้จึงเปรียบเหมือนการสั่งลาว่า ‘ขอเชงเม้งกันอีกสักปี’ อย่างน้อยก็ได้มาพบกันพร้อมหน้าพร้อมตาให้มากที่สุด เพราะหลังจากนี้ด้วยวัย โรคภัย และเงื่อนไขสารพัด การจะมารวมตัวกันคงยากขึ้นเรื่อยๆ การสั่งลาครั้งนี้จึงเป็นการขอเชงเม้งอีกปี เพื่อลงมือและย้ำเตือนกับสังคมดังๆ อีกครั้งว่า ‘อย่าลืม 6 ตุลา’ ”
Photographer: Asadawut Boonlitsak (IG: @ong.asadawut) Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: @24n7.s) Editor: Thanyawat IppoodomYou might also like