สภา กทม. ตรวจงบสำนักดิจิทัลฯ 559 ล้าน หวั่น ‘พึ่งจมูกคนอื่นหายใจ’ หลังเว็บหลักล่มข้ามคืนกลางสภาฯ
ในที่ประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้บริหารสำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร ได้เข้าชี้แจงเพื่อขออนุมัติงบประมาณรวมกว่า 559 ล้านบาท แต่กลับเกิดเหตุการณ์ระบบเว็บไซต์หลัก bangkok.go.th ขัดข้องและล่มยาวนานกว่า 12 ชั่วโมงในวันเดียวกัน ส่งผลให้ที่ประชุมงบฯ ตั้งคำถามถึงความพร้อมเชิงโครงสร้างและศักยภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีของ กทม.
สำนักดิจิทัลฯ ได้ชี้แจงสาเหตุของเว็บไซต์ล่มว่า เกิดจากระบบ Data Center 2 (DC2) ขัดข้องภายหลังผู้รับจ้างทำการอัปเดตระบบซอฟต์แวร์ (Patch) ผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในห้องประชุม คือคำชี้แจงที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของ กทม. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบได้ด้วยตนเอง แต่ต้องรอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ในการรีโมตเข้ามาแก้ไข
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ที่ประชุมงบฯ ตั้งคำถามถึงขีดความสามารถของบุคลากรภายในว่า หากเกิดเหตุภัยพิบัติหรือวิกฤตระดับเมือง กทม. จะสามารถรับมือได้อย่างไร หากยังต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกในลักษณะ “พึ่งจมูกคนอื่นหายใจ”
นอกเหนือจากปัญหาความเสถียรของระบบ ที่ประชุมงบฯ ยังได้พิจารณาโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสาร วงเงิน 94.7 ล้านบาท โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ โครงการจัดหาระบบสำหรับเครือข่ายใยแก้วนำแสง วงเงิน 86 ล้านบาท ที่เคยถูกสภา กทม. ตัดงบประมาณทิ้งไปแล้วในงบประมาณปี 2569 ซึ่งโครงการใหม่ที่เสนอในปีนี้มีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนอุปกรณ์ Switch/Router และจัดระเบียบสาย
แม้สำนักดิจิทัลฯ จะชี้แจงว่าการลงทุนเกือบ 100 ล้านบาทในครั้งนี้ จะช่วยประหยัดค่าเช่าวงจรเครือข่ายได้ปีละ 15 ล้านบาท และถึงจุดคืนทุนใน 6 ปี แต่ที่ประชุมงบฯ ได้โต้แย้งว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนผูกมัดกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นานถึง 6 ปีอาจเป็นการลงทุนที่ล้าหลัง และควรพิจารณาใช้วิธี เช่าบริการ (Leasing) เพื่อความยืดหยุ่นและการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ง่ายกว่า รวมถึงเสนอให้บูรณาการโครงข่ายร่วมกับสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เพื่อเลิกการทำงานแบบแยกส่วน
นอกจากนี้ ที่ประชุมงบฯ ยังได้หยิบยกประเด็น Put the right man on the right job มาตั้งคำถามถึงความเชี่ยวชาญเชิงวิชาชีพของผู้บริหารสูงสุดในสำนักดิจิทัลฯ ว่าสอดคล้องกับภารกิจเชิงเทคนิคหรือไม่ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตในรายละเอียดเชิงเทคนิคและการตั้งงบประมาณอีกหลายประการ
- การตั้งสเปกเครื่องสำรองไฟ (UPS): มีการกำหนดระยะเวลาสำรองไฟนาน 30 นาที ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่กำหนดไว้เพียง 10 นาที โดยให้เหตุผลเพื่อรองรับการทำบัตรประชาชน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการตั้งงบประมาณเกินความจำเป็น (Over-specification)
- ความล่าช้าของระบบ ERP: โครงการระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหาร มีความคืบหน้าเพียง 17% จากแผนที่ควรจะเป็น 20% ซึ่งตอกย้ำปัญหาการกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่
- การซุกงบค่าตอบแทน: ที่ประชุมงบฯ ตรวจพบรายการค่าตอบแทนบุคคลหรือคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง มูลค่ากว่า 2 แสนบาท กระจายอยู่ในหลายโครงการย่อย จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจ่ายเบี้ยประชุมเพิ่มเติมในงานประจำหรือไม่ ซึ่งแรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้สำนักดิจิทัลฯ ยอมขอถอนรายการงบประมาณก้อนนี้ออกกลางที่ประชุมทันทีเพื่อยุติข้อขัดแย้ง