classicliterature.it.com

ดาวโจนส์พุ่งเกือบ 500 จุด รับอานิสงส์บอนด์ยีลด์ร่วง, ราคาน้ำมันดิ่ง : อินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นเกือบ 500 จุดในวันนี้ ขานรับการร่วงลงของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังสหรัฐและอิหร่านยุติการสู้รบในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ และการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้

ณ เวลา 20.56 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 498.71 จุด หรือ 0.96% สู่ระดับ 52,445.96 จุด

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงสวนทางตลาด ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก

เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง 2 รายเปิดเผยในวันนี้ว่า คณะผู้ไกล่เกลี่ยจากชาติที่เป็นกลางมีความคืบหน้าในการผลักดันให้สหรัฐและอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายได้ยุติการโจมตี หลังความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากทั้งสหรัฐและอิหร่านไม่มีรายงานการโจมตีติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังจากก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความวิตกว่าจะกลับไปสู่การทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่างปรับตัวลงในวันนี้ สอดคล้องกับการดิ่งลงของราคาน้ำมัน หลังจากสหรัฐและอิหร่านยุติการสู้รบในตะวันออกกลางในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ร่วงลงในวันนี้ เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับตัวลงสู่ระดับ 4.312%

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุดระดับ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมัน WTI หลุด 84 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านระบุว่าจะระงับการโจมตีสหรัฐ หากสหรัฐระงับการโจมตีอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะกันในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัท แอมะซอน, แอปเปิล, เมตา แพลตฟอร์มส์ และไมโครซอฟท์ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจจะช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรืออาจจะยิ่งเพิ่มความกังวลมากขึ้น หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวังของอัลฟาเบทในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสการลงทุนด้าน AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว.

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งนายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุมเป็นครั้งที่ 2 และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ไม่มีแนวโน้มส่งสัญญาณทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 79.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย.

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

Update: 2026-07-27
Tags: