‘อาเจย์ บังกา’ กล่าวสุนทรพจน์เปิดวิสัยทัศน์ 50 ปีธนาคารโลก ชี้ ‘งาน’ คือหัวใจและทางรอดเศรษฐกิจโลก
ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการเศรษฐกิจโลก วานนี้ (16 ต.ค.2026) อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้นำจากทั่วโลก
ดูภาพข่าว
- คลื่นประชากร 1.2 พันล้านคน โจทย์ใหญ่ที่รอแก้ไข
- 3 ปีแห่งการปฏิรูป จากความปรารถนาดี สู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
- ผลงานทะลุเป้า ดึงเงินทุนภาคเอกชนพุ่ง 3 เท่าตัว
- โมเดลการพัฒนายุคใหม่ ปรับเปลี่ยนตามความพร้อมของแต่ละประเทศ
พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนารูปแบบใหม่ที่มองไกลไปถึง 50 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ช่วงเวลาชี้ชะตา’ ของการพัฒนาเศรษฐกิจ
คลื่นประชากร 1.2 พันล้านคน โจทย์ใหญ่ที่รอแก้ไข
ประธานธนาคารโลก ฉายภาพว่า เหตุผลที่ทำให้ช่วง 10-15 ปีหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือการที่ประชากรรุ่นใหม่มากถึง 1,200 ล้านคน กำลังจะทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก แต่ตัวเลขคาดการณ์ในปัจจุบันกลับพบว่า ตลาดแรงงานทั่วโลกจะสามารถรองรับได้เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ทำให้เกิดช่องว่างการจ้างงานสูงถึง 800 ล้านตำแหน่ง
เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวมิใช่เพียงแค่สถิติ แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มองหาโอกาส บทบาทของงานจึงเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการสร้างอนาคตกับการเฝ้ารออย่างสิ้นหวัง ซึ่งหากปล่อยให้ศักยภาพเหล่านี้สูญเปล่า ปัญหาจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างข้ามพรมแดน และในทางกลับกัน หากสามารถสร้างโอกาสงานได้สำเร็จ ผลประโยชน์มหาศาลก็ย่อมส่งต่อถึงกันทั่วโลกเช่นกัน
3 ปีแห่งการปฏิรูป จากความปรารถนาดี สู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
ด้วยเหตุนี้ ผู้นำทั่วโลกจึงมอบหมายให้กลุ่มธนาคารโลกเป็นกำลังหลักในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ดำเนินแผนงานพลิกโฉมองค์กรอย่างจริงจัง จนเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
หากมองย้อนกลับไปในการประชุมแต่ละปี
- ปี 2023: วางพันธกิจใหม่เป็นจุดเริ่มต้น
- ปี 2024: มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร
- ปี 2025: นำเสนอยุทธศาสตร์ที่มีการสร้างงานเป็นหัวใจหลัก
- ปี 2026 (ปัจจุบัน): เป็นการร้อยเรียงผลลัพธ์ตลอด 3 ปี เพื่อต่อยอดไปสู่อนาคตในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการก้าวข้ามโมเดลการพัฒนาแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาดี ไปสู่การพัฒนาที่ออกแบบบนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเน้นการสร้างงาน การระดมทุน และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางปัจจัยกดดันรอบด้าน เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, ข้อจำกัดงบประมาณ, ภาระหนี้ที่สูงขึ้น และต้นทุนพลังงานหรือปุ๋ยที่ยังคงแพง
ผลงานทะลุเป้า ดึงเงินทุนภาคเอกชนพุ่ง 3 เท่าตัว
หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของการปฏิรูปองค์กร คือความสามารถในการระดมทุนจากภาคเอกชน เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2022 ก่อนปฏิรูป ระดมเงินทุนภาคเอกชนได้ราว 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปีที่ผ่านมาตัวเลขพุ่งสูงขึ้นถึง 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า) เมื่อรวมกับเงินทุนที่ธนาคารโลกจัดหาเอง ทำให้มีมูลค่ารวมมากกว่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความก้าวหน้านี้กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยมีการระดมทุนเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ เพิ่มขึ้น 4 เท่าในประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง และเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในภูมิภาคแอฟริกา
โมเดลการพัฒนายุคใหม่ ปรับเปลี่ยนตามความพร้อมของแต่ละประเทศ
เพื่อให้อนาคตของการพัฒนาสอดคล้องกับความเป็นจริง ธนาคารโลกได้เสนอกรอบการทำงานใหม่ที่ผสมผสานทั้งเงินทุนภาครัฐ, เงินทุนภาคเอกชน, การสนับสนุนเพื่อสาธารณประโยชน์ และเทคโนโลยี เข้าด้วยกัน โดยปรับสัดส่วนตามพัฒนาการของแต่ละประเทศ
- ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง / เปราะบาง ยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนภาครัฐและเงินทุนเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อรับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น
- ประเทศที่เริ่มเติบโตและเข้มแข็ง จะส่งเสริมให้เงินทุนภาคเอกชนและการเข้าถึงตลาดเข้ามามีบทบาทหลักในการสร้างงานและขยายผล
3.ความสำเร็จสูงสุด คือวันที่ประเทศเหล่านั้นสามารถเติบโตต่อไปได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธนาคารโลกอีกต่อไป
นอกจากนี้ ธนาคารพัฒนาพหุภาคี (MDBs) อีก 6 แห่ง ยังได้ร่วมกันพัฒนากรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งด้านการประเมิน จัดทำเอกสาร จัดโครงสร้าง และการถ่ายโอนการลงทุน
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้โครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนในวันนี้สามารถส่งต่อให้ผู้ลงทุนรายอื่นเข้าถือครองในวันข้างหน้า ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนเงินทุนกลับมาใช้กับโครงการใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ การสร้าง “สินทรัพย์เพื่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่” เช่นนี้ จะทำให้ขนาดงบดุลของธนาคารโลกไม่ได้เป็นตัวกำหนดขอบเขตความทะเยอทะยานอีกต่อไป และสามารถเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
อาเจย์ บังกา ทิ้งท้ายอย่างมีความหวังว่า ตัวเลขช่องว่างการจ้างงานเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ ไม่ใช่อนาคตที่เราต้องยอมรับ และผลลัพธ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าโมเดลการพัฒนานี้ทำได้จริง โดยขั้นตอนหลังจากนี้คือการขยายผลและเร่งความเร็วในการดำเนินงาน เพื่อสร้างอนาคตและตอบสนองความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ได้







