5 ยุทธศาสตร์จาก Gastech 2026 ไทยเตรียมพร้อมอย่างไรสู่การเป็น Energy Hub?
การประชุม Gastech 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ไม่เพียงแต่เป็นเวทีฉลองการกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปีของประเทศไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ (Energy Security) ได้กลับกลายมาเป็นหัวใจหลักของเวทีเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลง
- 4 บทเรียนยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้
- สกัดดีมานด์เทียมและวิกฤตคอขวดสายส่ง
วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่รุนแรง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 93% จนเกิดภาวะขาดแคลนแนฟทาที่กระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ขณะที่สิงคโปร์ต้องเร่งหาอุปทานก๊าซทดแทนจากกาตาร์ และฟิลิปปินส์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซาลิม บิน นัสเซอร์ อัล เอาฟี รัฐมนตรีพลังงานโอมาน ได้ฉายภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังงานสำรองของโลก แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำพลังงานออกจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้ใช้ปลายทางอย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัญหาทางเทคนิค
นอกจากนี้ รายงานจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และ Wood Mackenzie ระบุตรงกันว่า ก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็น ‘เชื้อเพลิงสะพาน’ (Bridging Fuel) ที่สำคัญที่สุดในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า โดยมีอุตสาหกรรม Data Center เป็นตัวเร่งการเติบโตของความต้องการ LNG ในอาเซียนเฉลี่ยถึง 16% ต่อปีไปจนถึงปี 2035
4 บทเรียนยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้
จากการฟังเวทีเสวนาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญระดับสากลในงาน Gastech 2026 สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้ 4 ประการ
- บทเรียนจากญี่ปุ่น (POWERR Asia): การมีสำรองพลังงานในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ใช่อุปสรรคที่ป้องกันวิกฤตได้ทั้งหมดหากห่วงโซ่อุปทานโลกชะงัก ญี่ปุ่นจึงริเริ่มโครงการ POWERR Asia เพื่อถ่ายทอดทั้ง Hardware (เงินทุน-โครงสร้างพื้นฐาน) และ Software (องค์ความรู้การบริหารระบบสำรอง) ให้แก่ประเทศในอาเซียน
- บทเรียนจากสิงคโปร์ (ASEAN Power Grid): วิกฤตฮอร์มุซและการเติบโตของ Data Center กระตุ้นให้เห็นความจำเป็นของการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาค (ASEAN Power Grid) ซึ่งไทยมีความพร้อมสูงสุดในการเป็นศูนย์กลางด้วยจุดแข็งทางภูมิศาสตร์และสายส่งที่มีอยู่
- บทเรียนจากแอฟริกา (Local Content & Capital): ไนจีเรียพิสูจน์ให้เห็นว่าการเพิ่มสัดส่วนบริษัทพลังงานท้องถิ่นจากไม่ถึง 5% ขึ้นมามากกว่า 60% ช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้ ซึ่งไทยสามารถใช้บริษัทชั้นนำอย่าง ปตท. และบริษัทในเครือ เป็นหัวหอกในการขยายบทบาทระดับภูมิภาค
- บทเรียนจากผู้ผลิต LNG: โครงการพลังงานขนาดใหญ่ในยุคนี้ต้องการความรวดเร็วในการส่งมอบ ความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรม โดยสัญญาระยะยาว 20 ปีกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญเนื่องจากผู้ซื้อต้องการความเสถียรของอุปทาน
สกัดดีมานด์เทียมและวิกฤตคอขวดสายส่ง
เมื่อหันมามองความท้าทายภายในประเทศไทย โจทย์ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือความสมดุลระหว่างการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลกับการควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน
กระทรวงพลังงาน โดย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยบนเวทีว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในไทยพุ่งสูงถึง 35 GW ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศ (ราว 40 GW)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวมีภาวะ ‘Phantom Demand’ หรือดีมานด์เทียมจากการกักตุนโควตา จึงได้ทำการคัดกรองเข้มงวดและเคาะตัวเลขความต้องการจริงลงในร่างแผน PDP 2026 ไว้ที่ 8.8 GW เพื่อป้องกันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกินจำเป็น
ขณะเดียวกัน ปตท.สผ. ชี้ว่า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยถึง 60% และความผันผวนของราคาพลังงานทุกๆ 3 ดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลต่อค่าไฟของประชาชนราว 5% ท่ามกลางปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลง การนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนค่าไฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center ที่ก่อสร้างเสร็จใน 1-2 ปี (ขณะที่โรงไฟฟ้าใช้เวลา 7-10 ปี) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเตรียมงบประมาณ 35,000 ล้านบาท ปรับปรุงระบบสายส่งในพื้นที่ EEC และเตรียมงบอีกราว 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2570 เพื่อขยายระบบสายส่งหลัก ขณะที่ กกพ. อยู่ระหว่างจัดทำกรอบอัตราค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center และเกณฑ์ Direct PPA ให้ชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

- CCS Leadership: ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) รายแรกๆ ในอาเซียน ผ่านโครงการนำร่องที่บรรลุการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) แล้ว และกำลังเร่งพัฒนา Eastern Hub รองรับภาคอุตสาหกรรม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050
- Smart Grid & BESS Integration: กฟผ. วางแผนขยายแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพิ่มเป็น 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2570 พร้อมจัดตั้งศูนย์พยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) และนำเทคโนโลยี Grid-Forming Inverter กับ STATCOM มาใช้รองรับรูปแบบการใช้ไฟที่ผันผวนของ AI Data Center
- Diversify LNG Supplies: กกพ. เดินหน้าลดความเสี่ยงด้วยการกระจายแหล่งนำเข้า LNG โดยปัจจุบันพึ่งพากาตาร์เพียง 6% และพร้อมเปิดรับการลงทุนนำเข้าก๊าซจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่น
ข้อสรุปจากการเข้าร่วมงาน Gastech 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเชื่อมต่อสำคัญของโอกาสและความเสี่ยง ยอดการปิดดีลธุรกิจพลังงานในงานกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คือการยืนยันถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันระดับโลก
อย่างไรก็ดี โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาลและหน่วยงานพลังงานไทย ไม่ใช่การขาดแคลนวิสัยทัศน์ แต่คือ ‘การบริหารกรอบเวลา’ (Speed of Execution) เพราะในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบสายส่ง โรงไฟฟ้า หรือ SMR ต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปีถึงนวัตกรรมนับทศวรรษ แต่ความต้องการพลังงานจากเทคโนโลยี AI และ Data Center กลับขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นรายเดือน
ความสามารถในการแปลงแผนงาน PDP 2026 ตัวเลข 8.8 GW และงบสายส่ง 3.5 หมื่นล้านบาท ให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว จึงจะเป็นตัวตัดสินว่าไทยจะสามารถผงาดเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียนได้อย่างสมภาคภูมิหรือไม่
ABOUT THE AUTHOR
THE STANDARD WEALTH
สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD