‘อ.รัฐศาสตร์’ ย้ำราชการไทยถึงขีดสุด งบฯจ้างข้าราชการ ‘ตกคนละ 40 ล้าน’ แนะโมเดลเกษียณ ตปท.
‘อ.รัฐศาสตร์’ ย้ำ ราชการไทยถึงขีดสุด คำนวณงบฯ จ้างข้าราชการตก ‘40 ล้านบาท/คน’ – แนะทางออกรัฐบาล ยกโมเดลตปท. ‘เคสเกษียณ-โยกย้าย’
เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 10.00 น. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเวทีเสวนา ‘ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand ?: องค์กรกระชับ กำลังคนสมาร์ท สวัสดิการยืดหยุ่น โอกาสใหม่ บนความท้าทายของระบบ’ ภายใต้โครงการ ‘Social Asks TU Acts’ โดยมี รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์
ท่ามกลางผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์, รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิจิกุลชัย หัวหน้าวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกและเศรษฐมิติขั้นสูง คณะเศรษฐศาสตร์, รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์, รศ.ดร.ธนาธร ทะนานทอง หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านนวัตกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดำเนินรายการโดย น.ส.อัญธิญาน์ เนติระพีศักดิ์

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.สุนิสา จากคณะรัฐศาสตร์ กล่าวเปิดประเด็นถึง 3 สิ่งคือ As is (สิ่งที่เป็นอยู่) To be (สิ่งที่อยากจะเป็น) และ How to (ข้อเสนอแนะ) โดยเริ่มจาก As is ว่าถ้าเราดูบริบทในปัจจุบันทุกท่านคงได้ยินตัวเลขอัตรากำลังอยู่ที่ 3 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้นมีข้าราชอยู่ที่ 1.7 ล้านคน
โดยการจ้างข้าราชการ 1 คน นับตั้งแต่วันแรกที่บรรจุ จนเกษียณ บำนาญ กระทั่งเสียชีวิต ทราบหรือไม่ว่าเฉลี่ยแล้วประมาณ 40 ล้านบาท/คน เมื่อคูณ 1.7 ล้านคนเข้าไป เป็นตัวเลขที่สูงหรือไม่ ? ดังนั้นถ้าเราไม่สามารถควบคุมตัวเลข ‘อัตรากำลัง’ จะไปกินพื้นที่ทางการคลัง ที่ต้องการเงินไปพัฒนาประเทศ
“ตอนนี้ตัวเลขสูงไปถึงขั้นไหนแล้ว ถ้าเป็น ‘เอกชน’ ตัวเลขเพดานค่าใช้จ่ายด้านบุคคลจะรับได้ อยู่ที่ไม่เกิน 30% ถ้าเป็นภาครัฐ 40% แล้วยืดออกไปอีกนิดก็อยู่ในระดับ ‘แดง’ ซึ่งตอนนี้คิดว่าของเราถึงขีดสุดแล้ว” รศ.ดร.สุนิสา ชี้
รศ.ดร.สุนิสากล่าวต่อว่า เมื่อกลับมาดูที่ตัวเลข ทุกท่านจะเห็น มติครม. เมื่อเดือนสิงหาคมนี้ ท่านรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เคาะมติครม. ในตัวเลข 1.7 ล้านคน ถามว่าจะกระทบใครก่อน ต้องบอกว่าไม่ได้กระทบทั้ง 1.7 ล้านคน แต่ไปกระทบตัวเลข ‘ข้าราชการพลเรือน’ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่ง ณ วันนี้มีตัวเลขอยู่แค่ 400,000 กว่าคน
“นั่นแปลว่าในอัตรากำลัง 1.7 ล้าน เมื่อลบออก 400,000 คน ยังเหลือประมาณ 1.3 ล้านคน ซึ่งอยู่ที่กองอื่นๆ
“ยกตัวอย่างเช่น ‘ทหาร’ ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 380,000 ตำรวจอีก 200,000 กว่าคน ครู องค์กรอิสระ ตุลาการและอื่นๆ แต่ก็เข้าใจว่าทำไมท่านจึงกดปุ่มสตาร์ท

ต้องบอกว่าวันนี้จริงๆ แล้ว เป็นปีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงเรื่องงานบุคคลก็ว่าได้ เพราะโดยสภาพธรรมชาติของการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เวลาที่ส่วนราชการอื่นๆ จะขยับอะไรก็ตาม เขาจะดูที่ ก.พ. เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานกลางภาครัฐที่มีความชำนาญ” รศ.ดร.สุนิสา ยกตัวอย่างกล่าว และว่า
เมื่อกดปุ่มตัวเลขนี้ มีอีกเรื่องที่ตามมาคือ ‘การยุบ 11 ตำแหน่ง’ ซึ่งจริงๆ ไม่ได้มีการบรรจุอยู่แล้ว ดังนั้น ทุกๆ การจ้างต้องคิดให้ดี นี่คือส่วนของ As is (สิ่งที่เป็นอยู่) อย่างไรก็ดี ไม่อยากให้ด่วนสรุปว่า ‘ทุกกรอบอัตรากำลังเกิน’ ต้องมองเชิงลึก
“เพราะมีบางกระทรวง บางกรมที่ขาดจริงๆ ซึ่งในทาง HR ต้องดูถึงปลายทาง ถ้าพูดถึงภาครัฐคือ ‘บริการสาธารณะ’ ” รศ.ดร.สุนิสากล่าว
ในช่วงหนึ่ง รศ.ดร.สุนิสา ยกตัวอย่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในไทยถ้าตีตัวเลขเชิงกว้าง เกือบ 10 ล้านคน
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าต้องดูแลคนนับ 10 ล้าน ควรใช้อัตรากำลังเท่าไหร่ ปรากฏว่า กระทรวง พม. มี 10,000 กว่าคน เป็นข้าราชการเพียงแค่ 4,000 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งใน 1 คนต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง 300-1,000 คน ทำตั้งแต่รับเคส จนถึงเยียวยา ถ้าหากลงไปดูลึกๆ อันนี้ถือว่าขาด เช่นเดียวกับในมุมการแพทย์ สาธารณสุข
“มีอีกเรื่องที่ไม่มีใครพูดเลยแต่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘คุณภาพกำลังคน’ ซึ่งสิ่งเราต้องมองคือ ‘การเคลื่อนย้ายของอัตรากำลัง’ ปัจจุบันปัญหาที่หนักมากและไม่มีใครพูดเลย คือ ‘อัตรากำลังถูกกักขัง’ เช่นวันที่เราบรรจุ เราถูกกักขังว่าต้องทำงานจ๊อบนี้เท่านั้น แปลว่าเขาจะเขยิบไปทำงานอื่นไม่ได้
นึกถึง 40 ล้านบาทดีๆ ถ้าเราจ้างคนที่มีมูลค่าสูง มันแปลว่า เราควรเพิ่มมูลค่าให้เขา พูดแบบนี้ไม่โทษคน แต่โทษระบบ ดังนั้น ต้องขยายขอบเขตในการทำงาน และโอกาสในการเรียนรู้” รศ.ดร.สุนิสากล่าว

รศ.ดร.สุนิสากล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึง ‘To be’ อัตรากำลังทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั่วโลกตอนนี้ก็ทำเหมือนไทยคือ ‘ทำไซส์ให้กระชับขึ้น’ และทำเรื่อง ‘คุณภาพ’ หรือการเคลื่อนย้ายข้ามกระทรวง
“ฝั่งไทยเรามอง ‘ฤดูการโยกย้าย’ เป็นลบ เป็นการลงโทษ แต่ฝั่งสิงคโปร์เขามองว่า Rotation (การหมุน) คือ ‘วิตามิน’ เขาโยกย้ายกันข้ามกระทรวง ซึ่งแปลว่าเขายังมีคุณค่า เรายังจ้างเขาได้ต่อ แต่ถ้าเมื่อไหร่ปรับตัวไม่ได้ อันนี้อันตรายทั้งกับองค์กรและบุคคล” รศ.ดร.สุนิสา ย้ำ
จากนั้น รศ.ดร.สุนิสา การเปรียบเทียบระบบราชการระหว่างประเทศ โดยยก ตัวอย่างแนวทางการบริหารกำลังคนของประเทศต่างๆ อาทิ แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี เวียดนาม และสิงคโปร์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบราชการไทย อาทิ
‘โมเดลแคนาดา’ ทำเรื่องนี้มา 20-30 ปี พยายามพัฒนาบุคลากรภาครัฐอยู่ตลอด เขาใช้วิธีทำ ‘Workforce Planning’ ที่มองขอบเขตข้ามกระทรวง เช่น กรมนี้คนขาด อีกกรมคนเกิน สามารถไปโปะส่วนที่ขาดได้ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเรา วางมายด์เซ็ตราชการให้สามารถเคลื่อนย้ายได้
แต่ถ้าเขยิบไป ‘อังกฤษ’ ตอนนี้เจอวิกฤตการเงินการคลังเหมือนกัน ประชากร 60-70 ล้านคน ข้าราชการ 500,000 คน แต่เขาใช้การจ้างงานประเภทอื่นๆ ถึง 4-5 ล้านคน มีตั้งแต่การจ้างงานรายชิ้น รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน รายปี
ในโซนยุโรป เช่น ‘เยอรมนี’ ถ้าโยงเรื่องนโยบาย Early ของเขาจะทำเป็นเฟส เมื่อสมัครเข้าโครงการ Early ไม่ได้แปลว่าไล่ออกเลย จะให้ทำงานอยู่ 2 ปีครึ่ง โดยอีกครึ่งหลังจะให้เปลี่ยนบทบาทกลายเป็น ‘พี่เลี้ยง’ และลดเงินเดือนครึ่งนึง รวมถึงลดภาระงาน แล้วส่งต่อให้กับคนเจนเนอเรชั่นถัดไป รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมอาชีพหลัง Early ไปแล้วด้วย อันนี้เป็นอันตรายอีกจุดนึงถ้าเราให้คนออกโดยที่ไม่มีอาชีพรองรับ
‘เวียดนาม’ ต้องบอกว่า ใช้คำว่าหักคอ คือ ‘ออก 2 กลับ 1’ หรือ ‘เกษียณ 2 กลับ 1’ แปลว่าธงของเขาชัดมาก คือลด 50% และไม่ใช้ระบบอาสาสมัคร เพราะคนเก่งจะไปก่อน คนที่ไปไม่ได้อยู่ต่อ จึงมีการประเมิณ Performance Base (เขียว เหลือง แดง) ถ้าเป็นสีเขียวจะรั้งขาไว้เลยไม่ให้ออก ถ้าตัวแดง ให้โอกาสแค่ 2 ปีจึงให้ออกโดยสภาพของผลงาน

รศ.ดร.สุนิสากล่าวด้วยว่า สำหรับ (How to) คือเรื่องบริหารและการเปลี่ยนแปลง ที่ยากที่สุดคือต้องอาศัยความกล้าหาญ และไม่สามารถทำเสร็จได้ภายในรัฐบาลสมัยเดียว ซึ่ง ณ ตอนนี้คือจุดที่พีคที่สุด
สำหรับข้อเสนอถึงรัฐบาล สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือจะต้องมีการสื่อสารอย่างแน่ชัด ว่าตอนนี้มันถึงจุดที่ประเทศจะต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องอาศัยความกล้าหาญความจริงใจ มุ่งมั่นอย่างมาก
“ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการจัดการความสัมพันธ์ทางการเมือง
มีหน่วยงานราชการบางส่วนที่โดนเคาะมาแล้ว คิดว่าจุดนี้เป็นจุดที่สองของการเปลี่ยนแปลง คือการ ‘หาต้นแบบ’ นำร่อง ซึ่งอาจจะมีหลายหน่วยงานโดนเช่น กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร” รศ.ดร.สุนิสากล่าว
