classicliterature.it.com

ซีพีแรมแจงจดสิทธิกะเพรา 'แก้วจุรี' 4 พันธุ์ ยันไม่ผูกขาด-ประชาชนปลูกขายได้ปกติ

กรรมการผู้จัดการซีพีแรม แจงปมจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 'แก้วจุรี' 4 สายพันธุ์ ยืนยันไม่ได้ครอบครองสิทธิกะเพราทั้งประเทศ พัฒนาร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์กว่า 10 ปี เพื่อป้อนโรงงานผลิตอาหาร ไม่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ชี้เกษตรกรและประชาชนยังปลูกกะเพราพื้นเมืองกว่า 300 สายพันธุ์ได้ตามปกติ พร้อมตอบข้อกังวลเรื่องเกสรผสมข้ามพันธุ์

24 ตุลาคม 2569 - จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) โดยมีข้อกังวลว่าเกษตรกรอาจต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัท รวมถึงประชาชนทั่วไป ผู้ค้าผักสด และร้านอาหารที่ใช้กะเพราเป็นวัตถุดิบ อาจได้รับผลกระทบจากการคุ้มครองสิทธิดังกล่าว

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ชี้แจงว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนา โดยกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและซื้อขายกันอยู่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ

สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 เป็นผลงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เมื่อปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท ไม่ใช่การนำกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและบริโภคอยู่แล้วมาอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท

นายวิเศษระบุว่า ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และกะเพราพื้นเมืองในแต่ละท้องถิ่น รวมมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งประชาชนและเกษตรกรยังสามารถปลูกเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายได้ตามปกติ รวมถึงผู้ค้าผักสดและร้านอาหารก็ยังสามารถนำกะเพราไปประกอบอาหารและจำหน่ายได้เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม การใช้กะเพราพันธุ์ทั่วไปต้องแยกออกจากการนำเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของกะเพราที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์หรือใช้ประโยชน์เชิงการค้า ซึ่งกรณีหลังอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ถือสิทธิและเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

นายวิเศษกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการวิจัยกะเพรามาจากการผลิตข้าวกะเพราของบริษัท ซึ่งพบว่ากะเพราแต่ละพันธุ์มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งกลิ่น รสชาติ และขนาดใบ โดยเฉพาะกะเพราที่มีใบขนาดเล็ก เมื่อผ่านความร้อนอาจหดตัวหรือม้วน ทำให้มองเห็นใบกะเพราในอาหารได้น้อยลง บริษัทจึงเริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพรามานานกว่า 10 ปี เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับกระบวนการผลิตอาหาร

นอกจากนี้ การพัฒนาพันธุ์ยังคำนึงถึงผลผลิตของเกษตรกร ทั้งขนาดใบ น้ำหนักผลผลิต และจำนวนครั้งที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยบริษัทระบุว่า จากประสบการณ์ในระบบการผลิตของเครือข่ายเกษตรกร สามารถตัดเก็บกะเพราพันธุ์ที่พัฒนาได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่กะเพราพันธุ์เดิมบางกรณีเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8-9 ครั้ง ทั้งนี้ ผลผลิตจริงยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การให้น้ำ การดูแลรักษา และวิธีเพาะปลูกด้วย

สำหรับการนำกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ไปใช้ บริษัทระบุว่า ไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราสายพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป แต่ดำเนินการเพาะปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรภายใต้แนวทาง 'เกษตรกรคู่ชีวิต' โดยมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ วิธีเพาะปลูก และการจัดการแปลง ก่อนนำผลผลิตส่งเข้าสู่โรงงานผลิตอาหารของบริษัท

นายวิเศษอธิบายว่า แนวคิดเกษตรกรคู่ชีวิตเป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งพากัน โดยบริษัทต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีปริมาณต่อเนื่อง ขณะที่เกษตรกรต้องมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตและได้รับองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการเพาะปลูก ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทั่วประเทศจะต้องเข้าร่วมเครือข่ายหรือเปลี่ยนมาปลูกกะเพราพันธุ์ของบริษัท

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเกสรจากกะเพราพันธุ์ใหม่ไปผสมกับกะเพราของเกษตรกรรายอื่น และอาจนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธินั้น นายวิเศษชี้แจงว่า การแพร่กระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น ลูกที่ได้อาจมีลักษณะแตกต่างจากต้นเดิม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงทางชีววิทยาและเงื่อนไขทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ว่าการผสมเกสรหรือการนำเมล็ดที่เกิดจากการผสมไปปลูกและจำหน่ายจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิหรือไม่ในทุกกรณี

นายวิเศษกล่าวอีกว่า การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเป็นแนวทางที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และจีน เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตร โดยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกลไกสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัย แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมและคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรและสังคม

ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการวิจัยกะเพราแล้ว บริษัทซีพีแรมยังมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทย.

Update: 2026-10-24
Tags: