ศาลเกาหลีใต้สั่ง "เกาหลีเหนือ" ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม
ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้เกาหลีเหนือจ่ายค่าชดเชยแก่รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นเงิน 44,626,410,722 วอน หรือประมาณ 1,085 ล้านบาท จากเหตุระเบิดทำลายอาคารสำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีในเมืองแกซอง ทางตอนเหนือของพรมแดน เมื่อเดือนมิถุนายน 2563
คำพิพากษามีขึ้นประมาณ 3 ปี 3 เดือน หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ยื่นฟ้องเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2566 โดยศาลมีคำสั่งให้ชดใช้เต็มจำนวนตามที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้อง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเหตุผลของคำพิพากษา
สำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีเปิดดำเนินการในเมืองแกซองเมื่อเดือนกันยายน 2561 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ท่ามกลางบรรยากาศการปรองดองหลังประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ พบกันในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนเมษายนปีเดียวกัน
สำนักงานดังกล่าวระงับการดำเนินงานในเดือนมกราคม 2563 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะใช้วัตถุระเบิดทำลายอาคารเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนปีเดียวกัน เพื่อประท้วงกรณีเกาหลีใต้ไม่สามารถหยุดกลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือจากการส่งใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเปียงยางข้ามพรมแดนด้วยบอลลูน
กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งรับผิดชอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวในเดือนมิถุนายน 2566 นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินคดีทางแพ่งต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ
กระทรวงประเมินความเสียหายไว้ 10.25 พันล้านวอนสำหรับตัวอาคารสำนักงานประสานงาน และอีก 34.45 พันล้านวอนสำหรับอาคารสนับสนุนที่อยู่ติดกัน ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิด
การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยไม่มีตัวแทนจากเกาหลีเหนือเข้าร่วม แม้เกาหลีใต้จะชนะคดี แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญในการเรียกเก็บเงิน เนื่องจากโซลไม่มีช่องทางบังคับให้รัฐบาลเปียงยางชำระค่าชดเชยได้โดยตรง เช่นเดียวกับคดีแพ่งก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ
กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุว่า เคารพคำพิพากษาของศาล พร้อมเรียกร้องให้กลับมาใช้การทูตระหว่างสองเกาหลี เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างสองฝ่ายสามารถแก้ไขผ่านการเจรจาและความร่วมมือ ขณะที่สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษา
เหตุระเบิดสำนักงานประสานงานเกิดขึ้นหลังความพยายามทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์หยุดชะงัก โดยก่อนหน้านั้นนาย คิม จองอึน และอดีตประธานาธิบดีมุน แจ-อิน พบกัน 3 ครั้งในปี 2561 และนายมุนมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างคิมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การเจรจาหยุดชะงักหลังการประชุมสุดยอดครั้งที่สองระหว่างทรัมป์กับคิมที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2562 เมื่อสหรัฐฯ ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่ต้องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ แลกกับการยอมลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์บางส่วน
หลังจากนั้น เกาหลีเหนือยุติความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความหมายกับเกาหลีใต้มากขึ้น และคิม จองอึน ประกาศให้เกาหลีใต้เป็น "ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด" พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังส่งทหารหลายพันนายและอาวุธจำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความสนใจที่จะฟื้นการเจรจากับคิม จองอึน ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ตอบรับข้อเสนอการเจรจา และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก่อนกลับมาเจรจากัน
ด้านเกาหลีใต้ภายใต้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้นและเรียกร้องให้กลับมาเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐบาลเปียงยางยังไม่ได้ตอบรับข้อเรียกร้องดังกล่าว
คำพิพากษาครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลียังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะพยายามผลักดันให้มีการกลับมาเจรจาและฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายก็ตาม.
ที่มา Yonhap / Associated Press