เพจดังชี้ดราม่าน้องพายุ ผลแข่งรอได้ แต่หัวใจลูกต้องมาก่อน
เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ เผยอีกมุมดราม่าโกคาร์ทน้องพายุ ชี้สิ่งสำคัญไม่ใช่ใครถูกผิด แต่คือพ่อแม่เลือกกอดลูกก่อน
กลายเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจท่ามกลางกระแสดราม่าการแข่งขันโกคาร์ทของ "น้องพายุ" ลูกชายฝาแฝดของ "ชมพู่ อารยา" และ "น็อต วิศรุต" หลังเพจดัง เลี้ยงลูกตามใจหมอ เผยบทความเรื่องการดูแลจิตใจเด็กในวันที่ต้องเผชิญกับความผิดหวัง พร้อมข้อความชวนคิดว่า "เด็กคนหนึ่งร้องไห้ แล้วพ่อแม่ของเขาเลือกกอดก่อน"
เพจเล่าว่า
"เด็กคนหนึ่งร้องไห้ แล้วพ่อแม่ของเขาเลือกกอดก่อน"
ช่วงสองวันนี้เปิดเฟซบุ๊ก ก็เจอแต่เรื่องโกคาร์ทเต็มฟีดเลยเนอะ
สำหรับคนที่ยังตามไม่ทัน เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 11 ตุลาคม ที่สนามพีระเซอร์กิต ชลบุรี การแข่งรุ่น CADET B อายุ 8-9 ปี น้องพายุ ลูกชายของชมพู่ อารยา กับน็อต วิศรุต เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 แต่ยังไม่ได้ขึ้นรับถ้วย เพราะมีผู้จัดการทีมยื่นประท้วงเรื่องสเปกเครื่องยนต์ ตามระเบียบต้องส่งให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณา ฝ่ายดูแลรถยืนยันว่าถูกกติกา ส่วนอีกฝ่ายก็ใช้สิทธิ์ตั้งคำถามตามขั้นตอน ตอนนี้ทุกคนจึงต้องรอผล ต่อมาแม่ชมโพสต์ภาพลูกร้องไห้ พร้อมบอกว่าจะปกป้องพลังบริสุทธิ์ของลูกด้วยทุกสิ่งที่มี
บทความนี้ไม่ฟันธงว่าใครผิดใครถูก เพราะไม่ได้อยู่ในสนาม ไม่ได้เห็นเครื่อง ไม่ได้ถือไม้บรรทัดไปวัด คนที่ตอบเรื่องนี้ได้คือกรรมการกับผู้ตรวจสอบ แล้วเขาจะบอกเราเองในที่สุดว่าใครชนะ ใครแพ้ ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ต้องรอผลก็ตอบได้
คือเด็กคนหนึ่งร้องไห้ แล้วพ่อแม่ของเขาเลือกกอดก่อน
นั่นคือเรื่องที่ควรทำ ต้องทำ แล้วทั้งสองก็ทำได้ดี ...
มิใช่ว่าเข้าข้าง หรืออย่างไร ก็แค่กอดปลอบอยู่ตรงนั้นกับเขา
ตอนน้ำตาท่วม สมองฟังเหตุผลอะไรไม่ได้เท่าไร
ส่วนของสมองที่ใช้คิดเหตุผลและควบคุมอารมณ์ของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ไปจนถึงช่วงอายุ 20 กว่าๆ ขณะที่ส่วนอารมณ์ทำงานเต็มสปีดตั้งแต่เล็ก เวลาเด็กผิดหวังหรือตกใจ ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา สมองก็เข้าโหมดป้องกันตัว ใครจะอธิบายกฎการแข่งขันหรือขั้นตอนการตรวจสอบตอนนั้น เด็กก็ไม่ได้ยินหรอก ต่อให้พูดถูกทุกคำ
เด็กจึงต้องยืมความสงบจากผู้ใหญ่ไปก่อน (co-regulation) พอใจนิ่งแล้วค่อยฟังเหตุผลได้ ซึ่งตรงกับหลักการที่ให้รับรู้ความรู้สึกก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องอื่น ดังนั้นการดูแลใจก่อนจึงไม่ใช่การเอาใจ แต่เป็นลำดับที่สมองเด็กทำงานได้จริง
Fact เป็นอีกเรื่อง และไม่ต้องขัดกัน
ใจกับความจริงนั้นเป็นคนละเรื่อง เรากอดลูกได้ไปพร้อมกับยอมรับว่าเรื่องนี้ต้องพิสูจน์ตามกติกา ผู้ที่สงสัยย่อมมีสิทธิ์สงสัยตามระเบียบ การถูกตรวจสอบไม่ได้แปลว่าผิด และการตั้งคำถามไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ร้าย (แต่อาจขัดใจผู้ชมอย่างเราๆ) เด็กๆ ได้เรียนรู้ตรงนี้จากผู้ใหญ่รอบตัวว่า กติกามีไว้ให้ทุกคนเท่ากัน
ส่วนผลจะออกมาทางไหน เด็กก็ได้บทเรียนแล้ว ถ้าผลเป็นที่ชัดเจน ก็ได้เห็นว่าความจริงเป็นเสาหลักอีกเสาที่พิงได้ ถ้าผลไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็ได้รู้ว่าแม่กับพ่อยังรักเหมือนเดิมทุกวัน
หลังพิงสำคัญกว่าที่คิด
งานวิจัยเรื่องความยืดหยุ่นทางใจของเด็ก (Resilience) ของ Harvard Center พบว่า ปัจจัยที่เจอซ้ำๆ ในเด็กที่ผ่านเรื่องหนักๆ ไปได้ คือการมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้ใหญ่ที่เชื่อใจได้อย่างน้อยหนึ่งคน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งหรือรู้ทุกอย่าง แค่ต้องอยู่ตรงนั้นแล้วไม่หายไป
การที่เด็กได้ผ่านวันที่โลกทั้งใบเหมือนจะพังตรงหน้า โดยมีใครสักคนนั่งข้างๆ ก็เหมือนซ้อมรับพายุไว้ล่วงหน้า พอโตขึ้นมาเจอเรื่องอื่นอีกเป็นพันเรื่อง เขาก็จะจำได้ว่าเคยผ่านมาแล้ว และรู้ว่ามีที่ให้กลับไปพัก (ชื่อพายุก็จริง แต่พายุลูกนี้มีหลังพิงอยู่ด้วยนะ)
"ตอนนี้ยังรอคนตัดสินอยู่ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอะไร พ่อแม่อยู่ตรงนี้"
เรื่องผลการแข่งขัน ปล่อยให้คนตัดสินทำหน้าที่ไป ส่วนเรื่องใจ ผู้ใหญ่ใกล้ตัวทำหน้าที่ได้ตั้งแต่วันนี้เลย