ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 33.61 แนวโน้มผันผวนระยะสั้น จับตาตัวเลขศก.สหรัฐ-ค่าเงินเยน
เงินบาท [USDTHB.X] เปิดตลาดเช้านี้ อยู่ที่ระดับ 33.61 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวใกล้เคียงจากระดับปิดวันก่อนหน้า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ โดยผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ
ปัจจัยสำคัญวันนี้ ตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงดัชนีภาวะภาคธุรกิจ พร้อมกันนี้ตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ล่าสุด ตลาดมองว่า FED มีโอกาส 53% ขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้งในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม 2-3 ครั้ง ในปีหน้า นายพูน ระบุ
ทั้งนี้ เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
นอกจากนี้ ระหว่างวันควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด โดยหากเงินเยนพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท และที่สำคัญ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ
นายพูน คาดเงินบาทวันนี้ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์
* ปัจจัยสำคัญ
- เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.27 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 157.00/04 เยน/ดอลลาร์
- เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1370 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1375/1377 ดอลลาร์/ยูโร
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 33.572 บาท/ดอลลาร์
- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (28 ก.ย.) เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
- สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 152.80 ดอลลาร์ หรือ 3.54% ปิดที่ 4,168.40 ดอลลาร์/ออนซ์ราคาทองร่วงลงกว่า 3% หลุดระดับ 4,200 ดอลลาร์ในวันจันทร์ (28 ก.ย.) แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 สัปดาห์ โดยได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนต.ค.
- นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
- เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หลายรายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยแอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
- เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 70.3% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 57.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และ 17.7% เมื่อเดือนที่แล้ว
- ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่จะมีการรายงานในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ประจำเดือนส.ค., ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิตประจำเดือนก.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย.
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์