ป้องกันข้อมูลรั่ว!! ครม. สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่าน-ปิดระบบร้าง-บังคับใช้ MFA
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลในระบบภาครัฐ โดยเน้นแก้ปัญหาการถูกแฮกบัญชีและรหัสผ่านผู้ใช้งาน (Credential) ด้วยการนำระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication : MFA) มาใช้ เช่น การยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือระบบอื่นที่มีความปลอดภัยสูง
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อสร้างระบบการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ของหน่วยงานรัฐให้มีมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลของประชาชน ลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมข้อมูล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจรวมถึงนักลงทุน โดยยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศ
การอนุมัติดังกล่าวจะช่วยให้ สกมช. สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการประสานงานและสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็ว คล่องตัว และทำให้ทุกภาคส่วนสามารถตอบสนองและรับมือกับเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที
น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบ 3 มาตรการเข้มงวด ตามข้อเสนอของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เพื่อปิดช่องโหว่ภัยไซเบอร์ภาครัฐอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย
1.สั่งเปลี่ยนรหัสผ่านทันที (Force Reset Password): บังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์นำข้อมูลรหัสผ่านเก่าที่เคยรั่วไหลไปสวมรอยเข้าใช้ระบบ
2.ล้างระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้วใน 15 วัน (System Cleansing): สั่งการให้ทุกกระทรวงและกว่า 300 กรม เร่งรีเช็กระบบสารสนเทศในสังกัดที่มีมากกว่า 30,000 ระบบ หากพบว่าเป็นระบบเก่าหรือไม่ได้ใช้งานแล้ว ให้ปิดการเข้าถึงหลังบ้าน (Back-end) ถาวรภายใน 15 วัน แก้ปัญหาช่องโหว่เดิมที่มักปิดแค่หน้าเว็บแต่เปิดระบบหลังบ้านทิ้งไว้
3.ยกระดับความปลอดภัยด้วย MFA: เร่งนำระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) มาบังคับใช้ในระบบภาครัฐทั้งหมดอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน