กรมชลฯ เร่งระบายน้ำภาคตะวันออก หลังฝนสะสมสูง 300 - 500 มม. ลดผลกระทบปชช.

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำภาคตะวันออก หลังฝนสะสมสูง 300 – 500 มม. ลดผลกระทบปชช.
เมื่อวันที่ 27 กันยายน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 23 – 26 กันยายนที่ผ่านมา มีปริมาณฝนสะสม 4 วัน ประมาณ 300 – 500 มิลลิเมตร กระจายครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำ การพร่องน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงมา รวมถึงติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในจุดสำคัญ เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ กรมชลประทานได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ จ.นครนายก กรมชลประทานใช้ศักยภาพของอ่างเก็บน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชล ในการหน่วงและชะลอน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำโดยบริหารจังหวะการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ช่วยลดการไหลมาสมทบของมวลน้ำจากลำน้ำสายต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะนี้มีน้ำจากพื้นที่เขาใหญ่ไหลลงอ่างฯ อย่างต่อเนื่อง มีการควบคุมเพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างฯ เตรียมพื้นที่ไว้รองรับน้ำที่อาจไหลเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พื้นที่ท้ายน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว
จ.ปราจีนบุรี ด้านต้นน้ำ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำที่เขื่อนนฤบดินทรจินดา โดยสามารถเก็บกักน้ำที่ไหลมาจากห้วยโสมงได้ทั้งหมด ขณะที่น้ำจากแควหนุมาน (ใสน้อย – ใสใหญ่) ซึ่งไม่มีอ่างเก็บน้ำไว้หน่วงน้ำ จะไหลมารวมกับน้ำจากคลองพระปรง ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณตลาดเก่า อำเภอกบินทร์บุรี ที่สถานีวัดน้ำ Ktg3 มีแนวโน้มสูงขึ้น ก่อนที่มวลน้ำจะไหลต่อไปยังอำเภอเมืองปราจีนบุรี ในลำดับต่อไป
กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำด้วยการรับน้ำผ่านประตูระบายน้ำหาดยางเข้าสู่ทุ่งบางพวง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำบางปะกง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปลายคลองบางกระดาน คลองบางกะเจ็ด และคลองคูมอญ เร่งระบายน้ำและลดระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนเมืองปราจีนบุรี ,จ.สระแก้ว บริเวณคลองพระสะทึง กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึงชะลอน้ำและควบคุมผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำมา แต่จากฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำช่วงที่ผ่านมา จึงได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นขั้นบันได ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มทรงตัวและลดลง หากไม่มีปริมาณน้ำไหลเข้ามาเพิ่มเติม จะพิจารณาปรับลดการระบายลง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
จ.ฉะเชิงเทรา กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำด้านเหนือน้ำ โดยเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ช่วยหน่วงน้ำที่จะไหลลงมาตามคลองท่าลาด ลดผลกระทบต่อชุมชนริมคลอง ปัจจุบันได้บริหารจัดการน้ำในอ่างฯ อย่างใกล้ชิดพร้อมควบคุมระดับน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับน้ำที่จะไหลเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปลายคลองท่าลาด เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง ,จ.ชลบุรี กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำด้านต้นน้ำ โดยเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร แต่เนื่องจากมีฝนตกหนักบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณอำเภอพนัสนิคม ต้องเร่งระบายน้ำผ่านระบบคลองชลประทานพานทอง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมโดยเร็ว ส่วนพื้นที่อื่นยังมีฝนตกในบริเวณชุมชน ที่พักอาศัย และเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะพื้นที่บางแสนและอำเภอศรีราชา ซึ่งได้กำชับให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จ.ระยอง มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ต้นน้ำในเขตอำเภอปลวกแดง โดยมวลน้ำจะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำและใช้ศักยภาพของอ่างเก็บน้ำในการหน่วงและชะลออย่างเต็มที่ ส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือบริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ ซึ่งหากมีฝนตกเพิ่มเติมอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังได้ ,จ.จันทบุรี ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนด กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกดและอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว พร้อมเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลผ่านประตูระบายน้ำคลองวังโตนด พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว ส่วนลุ่มน้ำจันทบุรี มีน้ำไหลจากอำเภอเขาคิชฌกูฏและอำเภอมะขามเข้าสู่พื้นที่ตัวเมืองจันทบุรี กรมชลประทานได้บริหารจัดการโดยผันน้ำเข้าสู่คลองภักดีรำไพ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำจันทบุรี ไม่ให้สูงจนล้นตลิ่งและส่งผลกระทบต่อพื้นที่อำเภอเมืองจันทบุรี

และจ.ตราด ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมบริเวณอำเภอเมือง กรมชลประทานได้พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเขาระกำขยาย (อ่างเก็บน้ำสีเสียด) ล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมยกบานระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง
นายวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัย ควบคู่กับการควบคุมและชะลอน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่ โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอด 24 ชม.