ชงรัฐฟื้นเศรษฐกิจ 3 ชายแดนใต้ หนุนซอฟต์โลน - รถไฟทางคู่เชื่อมมาเลย์
เศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ส่งผลให้การบริโภค ภาคอุตสาหกรรม การค้า และการลงทุนชะลอตัวไปตาม ๆ กัน
ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าวยังมี “โอกาสทอง” ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมยกระดับผู้ประกอบการ SMEsและขยายตลาดออกนอกพื้นที่
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ระบุว่า ปี 2569 เศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มชะลอลง จากการบริโภคภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงตามความต้องการของตลาดคู่ค้าที่ชะลอตัว
ภาคเกษตร พบว่า รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย จากราคายางพาราปรับตัวดีขึ้น แต่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ รวมถึงต้องติดตามผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่อาจกระทบผลผลิตเกษตรในระยะต่อไป
ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ยังพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะยางพาราและทุเรียน โดยปี 2567 ภาคเกษตรมีมูลค่า 49,522.68 ล้านบาท คิดเป็น 30.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) รวมทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งมีมูลค่า 164,025.9 ล้านบาท
สำหรับภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 7% โดยอุตสาหกรรมหลักยังคงเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องภาคเกษตร ได้แก่ การแปรรูปยางพารา ไม้ยางพารา และอาหารทะเลกระป๋อง
ด้านการประมงพาณิชย์ มีมูลค่า 3,384 ล้านบาท คิดเป็น 11% ของมูลค่าประมงพาณิชย์ภาคใต้ และคิดเป็นราว 4.1% ของเศรษฐกิจ 3 จังหวัดอย่างไรก็ตาม แนวโน้มปี 2569 มูลค่าประมงพาณิชย์ภาคใต้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการกว่าครึ่งต้องชะลอหรือหยุดทำการประมง
ขณะที่มูลค่าการค้าชายแดน ผ่านด่านเบตง จ.ยะลา และด่านสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง จากความต้องการของตลาดคู่ค้าที่ลดลง ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แม้ว่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียยังคงมีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม
ด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนรวม 13,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% จากปีก่อน คิดเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย 47% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 92% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมาเลเซียยังเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่สงบยังเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้รายได้ครัวเรือนในพื้นที่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในภาคใต้

ดันรถไฟทางคู่เชื่อมมาเลย์
ด้านนายณัฐนนท์ พงษ์ธัญญะวิริยา ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ (นราธิวาส ปัตตานี และยะลา) และประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อ รวมถึงการชะลอตัวของการค้าและการลงทุน แต่ยังเป็นโอกาสที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
หนึ่งในโครงการที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การเร่งดำเนินโครงการรถไฟทางคู่สายชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก โดยหากสามารถเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟ East Coast Rail Link (ECRL) ของมาเลเซีย จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้กับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการป้องกันน้ำท่วม เพราะปัจจุบันยังมีหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะการติดตั้งสถานีตรวจวัดน้ำและระบบเตือนภัยล่วงหน้า คาดว่าช่วยลดความเสี่ยงการสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินได้ถึง 50% และสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและธุรกิจ
ยกระดับธุรกิจ-เปิดตลาดใหม่
นายณัฐนนท์กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันกว่า 20 ปี ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก และธุรกิจขนาดกลาง (SMEs) ในพื้นที่ต้องดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ แม้จะประคองธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถแข่งขันได้เหมือนกับพื้นที่ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ควรรอให้นักท่องเที่ยวหรือนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับแนวคิดใหม่ โดยภาครัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ให้พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ ยกระดับมาตรฐาน และปรับรูปแบบธุรกิจไปสู่ระบบแฟรนไชส์ (Franchise) เพื่อขยายตลาดออกไปนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับตลาดภายในประเทศควรเน้นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ภูเก็ต หาดใหญ่-สงขลา และสุราษฎร์ธานี พร้อมจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปและจับคู่ธุรกิจ โดยมีห้างค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่เป็นผู้นำในการนำสินค้าและบริการจากชายแดนใต้เข้าสู่ตลาด
ส่วนตลาดต่างประเทศ ควรเร่งสร้างเครือข่ายทางการค้ากับประเทศมาเลเซีย โดยจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการในรัฐใกล้เคียง ได้แก่ ปีนัง เคดาห์ กลันตัน ตรังกานู รวมถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
ชงต่ออายุ Soft Loan 5 ปี
อีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจคือ เงินลงทุน ที่ผู้ประกอบการรายย่อยยังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก จึงเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2570 ควรได้รับการต่ออายุ โดยเสนอให้ขยายระยะเวลาเป็น 5 ปี ลดอัตราดอกเบี้ยจาก 1.99% เหลือ 1.5% และมีระยะปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน
“การสนับสนุนแนวทางนี้จะดีกว่าการรอคอยว่าสถานการณ์จะสงบเมื่อไหร่ เพราะรอคอยมานาน 20 ปีแล้ว หากรอต่อไปจะเป็นการเผาเวลาที่สูญเปล่า”
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าว จะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จ.สงขลา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายนนี้ เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม